ศาสตร์ลับหลอมวิญญาณ นิยายโดย tongfar
ตัวอย่างอ่านฟรี 11 ตอนแรกจากเล่ม 1
อากาศยามเช้านั้นเย็นเยียบ... ดวงอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า บรรยากาศขมุกขมัวด้วยสายหมอกชื้น... หากสายลม หอบใหญ่พัดพาหมอกลอยหาย เผยให้เห็นชายร่างกำยำผิวสีแทนกร้านราวผ่านสมรภูมิมาไม่น้อย ยืนหลับตาถือขวานสีดำขลับอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน เขาลืมตาขึ้นพร้อมสูดลมหายใจลึกแล้วพ่นออกมา... ก่อนจะเงื้อขวานขึ้นช้า ๆ และวาดครึ่งวงกลมงามหมดจดลงข้างหน้าพร้อมเสียงดัง
ปั้ก!
ท่อนไม้ใหญ่ที่วางตั้งบนตอแตกเป็นสองเสี่ยงร่วงลงบนพื้นดิน
เขาไม่ค่อยพอใจเท่าไรที่ดูเหมือนท่อนไม้ที่ผ่าจะขนาด ไม่เท่ากันจึงสบถออกมา แล้วเอื้อมไปหยิบไม้ท่อนใหม่มาวางตั้งบนตอใหญ่... กลับไปยืนทำสมาธิใหม่
“ท่านพ่อฟืนยังไม่ได้หรือครับ ข้าช่วยผ่าให้เอาไหม ?”
เสียงใครสักคนพูดทีจริงทีเล่นดังแว่วมาไม่ไกลนัก เมื่อลืมตาขึ้นพลางหันตามเสียงนั้นไปก็พบเด็กชายวัยสิบปียืนยิ้มแฉ่งอยู่ไม่ไกล หน้าตานั้นมอมแมมผมเผ้ายุ่งเหยิง ไม่ทราบว่าที่ใช้ไปเก็บผักดันไปเล่นไล่จับกับกบมาหรือไงมิทราบ สมาธิที่ฝึกอยู่ขาดสะบั้น มาดขรึมที่วางไว้หลุดหายลงหลุมดำเรียบร้อย มือซ้ายหนายกขึ้นตบหน้าผากสองสามที ร้องครางปนบ่นรำคาญออกมาอย่างเสียไม่ได้
“วันนี้เป็นวันสำคัญ แต่เจ้ายังมัวแต่เล่นเป็นลูกลิง แล้วจะเข้าสู่อาเธอร์เรียได้อย่างไรกัน!”
คนเป็นพ่อตวาดลั่น นกที่ยังงีบหลับอยู่บนรังตกใจบินหนีออกมาเกาะอยู่บนหลังคากระต๊อบไม้ พลางร้องประสานเสียงกัน ไม่ขาดสาย ท่าทางจะกำลังโมโหไม่น้อยที่โดนขัดขวางความสุข ยามรุ่งอรุณ
“ท่านพ่อ หากข้าเป็นลูกลิง ท่านก็เป็นพ่อลิงน่ะสิ”
เจ้าตัวแสบสวนทันควัน หัวเราะร่าไร้ซึ่งความรู้สึกผิด วาง ถุงผักที่แบกมาบนบ่าลงกับพื้นข้างรถเข็นก่อนจะเอาผืนผ้าที่กองอยู่ใกล้กันมาสะบัดฝุ่นออกแล้วปูลงบนรถเข็น แล้วเริ่มจัดผักที่ตน เก็บมาบนนั้น ไม่สนใจสายตาดุ ๆ ของคนเป็นพ่อที่จ้องเขม็งเกลียว ตาเขียวมาสักพัก
“ท่านพี่ ทำอะไรอยู่คะฟืนใกล้หมดแล้ว” เสียงหวานดังแว่วมาจากภายในบ้าน แสงไฟที่ส่องสว่างจากในครัวเผยให้เห็นเงาของหญิงสาวที่ยืนปาดเหงื่ออยู่หน้าเตา เร่งทำอาหารเช้ามื้อพิเศษสำหรับวันนี้
“เห็นไหมล่ะ ข้าว่าแล้ว” พูดจบไม่วายหัวเราะร่วนให้คน เป็นพ่อต้องตัวสั่นระริกด้วยความโมโห แต่ทำอะไรไม่ได้เนื่องจากมีภาระหน้าที่รออยู่ สับขวานลงตอไม้อีกปั้ก คราวนี้ไม้ท่อนกลับแบ่งครึ่งแยกออกจากกันพอดิบพอดีชนิดการตั้งสมาธิก่อนหน้ากลายเป็นเรื่องไร้ค่าไปได้
“ฮึ่ม... ลาส!”
ท่านพ่อตวาดไล่หลัง... แต่ไม่ทันแล้ว เมื่อลาสวิ่งหนีเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว..
เขาหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดีก่อนจะหยุดกึกเมื่อมองเข้าไปในห้องเล็กด้านข้าง หญิงสูงอายุคนหนึ่งนั่งบนเก้าอี้ประดิษฐ์ที่ ท่านพ่อทำให้... แม้ท่านพ่อจะไม่มีหัวด้านนี้เลยก็เถอะแต่นั่นก็เป็นเก้าอี้ที่ท่านย่าโปรดปรานที่สุด หญิงชราวางหนังสือลงม้าด้านข้างแล้วยิ้มละไมให้...
ลาสเห็นหน้าปกสีน้ำเงินเข้มและตัวหนังสือสีทองวาววับนั้นแล้วก็รับรู้ได้ทันทีว่ามันคือ... บันทึกคำสอนของเทพโอสถ ปฐมกษัตริย์แห่งเฟรย์เธอร์ หนังสือโปรดที่พ่อของเขาอ่านให้ฟังตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ด้วยซ้ำ และเล่มนี้น่าจะเป็นหนังสือหายากแล้วเมื่อมันมีอายุแตะสามสิบปีได้ ปัจจุบันไม่มีหนังสือเล่มใดที่ใช้ หนังหยาบทำปกแบบนี้แน่ นอกจากในพิพิธภัณฑ์ของเมือง
“ไปแหย่ท่านพ่อมาอีกแล้วสินะหลานย่า” เสียงนั้นทั้งนุ่มอ่อนโยน เป็นมิตรและดูสูงส่งในเวลาเดียวกัน...
สำหรับลาสท่านย่าเป็นเพียงคนเดียวในบ้านที่ไม่กล้าล้อเล่นด้วย บุคลิกของท่านแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับผู้อื่น ทั้งที่เป็นธาตุไฟแต่กลับต้องอยู่ในกระต๊อบเล็กที่ท้องทุ่ง...
ลาสพยักหน้ารับตรง ๆ
“ท่านพ่อน่ะจริงจังเกินไปจนข้ากดดัน วันนี้ก็แค่วันวัดพรสวรรค์ประจำปี เรื่องของสวรรค์ข้าไม่อยากยุ่ง งานของข้าก็ต้องแสวงเอาหลังจากนี้ ในเมื่อท่านพ่อเองก็ธาตุน้ำ ท่านแม่ก็ธาตุดิน แม้ท่านย่าจะเป็นธาตุไฟแต่โอกาสที่ข้าจะเป็นธาตุไฟนั้นต่ำยิ่งกว่าต่ำเสียอีกมิใช่หรือ ?”
ท่านย่ากาเทียกวักมือเรียกให้เขาก้าวเข้าหา... เด็กชาย สิ้นลายตัวแสบทำตามแต่โดยดี มือย่นยกขึ้นแล้วตบลงที่ไหล่ทั้ง สองข้างของเขาเบา ๆ ลาสรู้สึกถึงความอบอุ่นคลุมไปทั่วร่าง
“รู้ไหมทำไมประเทศเราถึงเลือกทำพิธีปลุกพลังเมื่ออายุได้สิบปี” เขาส่ายหน้า
“ข้าไม่รู้ครับท่านย่า” ลาสตอบตามตรง หญิงชราเลื่อนมือขึ้นลูบศีรษะและจัดผมที่ยุ่งเหยิงโดยไม่กลัวเปื้อนเสื้อผ้าสะอาดแม้ แต่น้อย
“ก็เพราะธาตุของคนเรามีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งหมดเกิดจากการหล่อหลอมที่ผ่านมาในอดีต ความอดทน อดอยาก ยากไร้ ความสุขสบาย ทุกอย่างเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น... แม้โอกาสจะน้อยนิดแต่ก็ไม่สมควรปล่อยความหวังนั้นทิ้งไปง่าย ๆ นะหลานรัก”
ลาสพยักหน้าหงึก ๆ ยอมรับอย่างว่าง่าย
“ที่สำคัญ...อย่าได้ว่าพ่อของเจ้าเลยลาส พ่อของเจ้าเป็นบุคคลที่มุ่งมั่นมีความตั้งใจแรงกล้านัก แต่เมื่อตนเองทำไม่สำเร็จในครั้งก่อนจึงเกิดแผลเป็นติดค้างอยู่ในใจและเจ้าเป็นความหวังเดียวของเขา” หญิงชราพูดพลางถอนลมหายใจ “บางที...การที่พ่อของเจ้าต้องกลายมาเป็นชาวไร่ชาวนา อาจเป็นความผิดของย่าเองที่มอบความกดดันให้เขาแต่ยังเล็ก...”
“ท่านย่าอย่าพูดเช่นนั้น” ลาสรีบตัดบท เขาไม่อยากเห็น แววตาเศร้าสร้อยบนดวงหน้าภูมิฐานของหญิงชราอีก หญิงชราคนที่แบกรับความผิดพลาดทั้งหมดไว้กับบ่าตนเองและไม่เคยโทษใคร คนนี้ เขาเองก็รู้ซึ้งถึงความหวังดีของพ่อ คนคนนั้นทำอะไรนึกถึงผลประโยชน์ของครอบครัวเป็นหลักเสมอ เรื่องนั้นเขาสำนึกดีแก่ใจ...แต่…
“การคัดพรสวรรค์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปมากแล้ว อาเธอร์เรียมิใช่สถานที่สำหรับธาตุไฟเท่านั้น ด้วยแนวคิดใหม่ที่กล่าวว่าธาตุ ทุกธาตุย่อมต้องพึ่งพากัน ทำให้อาเธอร์เรียเปิดให้ธาตุอื่นที่มีพรสวรรค์ในระดับชั้นกลาง ขั้น 5 ขึ้นไปสามารถเข้าเรียนได้ แม้ว่าธาตุไฟจะยังได้รับสิทธิพิเศษอยู่ก็ตามที”
ลาสพูดจริงจัง เมื่อเห็นสายตาสีดำขลับเป็นประกายของเด็กชายเธอก็วางใจ... เพราะมันเป็นสายตาของคนที่มองโลกตามความเป็นจริงแต่ไม่ละทิ้งความฝันครั้งยังเยาว์…
“หลานรักของย่า เจ้าเติบโตขึ้นมากนะ” กาเทียยิ้มบางลูบหัวเด็กเขาเบา ๆ “เอาละ เจ้าไปอาบน้ำก่อนเถิด แม่เจ้าเตรียมชุดไว้ให้แล้ว”
ลาสเบ้หน้าเหยเก
“นี่ข้าไม่ชอบชุดพวกนั้นเลย ไปชุดแบบนี้ก็ได้นี่นา” เขาว่าแล้วยืนยืด เผยให้เห็นเสื้อผ้ามอมแมมมีรอยขาดปะไปทั่ว
“ไม่ได้จ้ะ” คนเป็นย่าเอ็ดเสียงแข็ง “หลานย่าจะเข้าอาเธอร์-เรียด้วยชุดหุ่นไล่กาไม่ได้เด็ดขาด ย่าไม่ยอม”
เสียงนั้นพูดทีจริงทีเล่นจนลาสไม่รู้จะตอบอย่างไรดีได้แต่หัวเราะร่วนแก้เขิน
“เช่นนั้นข้าไปก่อนนะครับท่านย่า” ลาสว่าแล้วก็ผละออกมาจากห้องเล็กที่มีกลิ่นไออุ่นละมุนอบอวลไปทั่ว พริบตานั้นเขาสัมผัสได้ถึงความเย็นของเช้าตรู่อีกครั้งราวกับอยู่คนละโลก เพียงแค่นั้นเขาก็ยิ้มบานอย่างอดไม่ได้ การควบคุมไฟเป็นสิ่งที่ยากเหลือล้น หากย่าของตนกลับสามารถควบคุมอุณหภูมิของห้องทั้งห้องได้เหมือน ไม่ยากเย็นสักนิด
“สมเป็นท่านย่าจริง ๆ” ลาสว่าอย่างอารมณ์ดี ไม่แปลกแล้วที่ท่านเป็นที่พึ่งของหลายครัวเรือนในละแวก มีปัญหาใดก็มาหาท่านเสมอ และปัญหาเหล่านั้นมักคลี่คลายไปได้ด้วยดีอยู่ร่ำไป
“ลาส อยู่แถวนี้หรือเปล่ามาช่วยแม่จัดโต๊ะทีสิ อ้ออย่าลืมไปล้างมือก่อนนะ!”
ออกมาจากห้องได้ไม่ทันไรเสียงสั่งที่ฟังแล้วระรื่นหูไม่น้อย
“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละท่านแม่!” เขาตอบกลับก่อนจะตรงรี่ไปทางหลังบ้านใช้ขันไม้ตักน้ำล้างมือ... มันเย็นเฉียบจนไม่อยากนึกถึงตอนอาบน้ำเลย “ข้าไปเดี๋ยวนี้แหละ!”
ลาสว่าพลางเช็ดมือให้แห้งก่อนจะวิ่งรี่ไปทางครัวหมายช่วยแม่ แต่ไม่ทันไรเห็นหัวยุ่งเหยิงสภาพมอมแมมคนเป็นแม่ถึงกับชะงักและเปลี่ยนคำสั่งใหม่ให้รีบไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดเสียก่อน
ใช่...
ชีวิตของลาสที่อยู่มาสิบปีมันก็ธรรมดาแบบนี้ ตื่นเช้าเก็บผัก อาบน้ำแต่งตัวและเข็นรถเข้าไปยังตลาดในเมืองเพื่อเร่ขาย ปัจจุบันลูกค้าประจำก็เริ่มเยอะ คุณภาพของผักที่ปลูกด้วยคู่สามีภรรยา น้ำดินผู้คร่ำหวอดในวงการ ทำให้คุณภาพของดิน คุณภาพของน้ำ การควบคุมสารอาหารของพืชอยู่ในมาตรฐานที่ค่อนข้างสูง ถึงจะเก็บมาเยอะแค่ไหนแต่ไม่นานนักก็ขายหมด
เขาเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการใช้ชีวิตเช่นนี้หรอก
ว่ากันตามตรงมันอาจดูแปลกสักหน่อย หากเขาชอบฟังเรื่องราวและบทเรียนของย่ามากกว่า ไม่ได้อยากเข้าไปใช้ชีวิตหรูหราอะไรในรั้วโรงเรียนอาเธอร์เรียที่คนทั้งประเทศอยากเข้าไปเสียหน่อย จะมีก็แค่ท่านพ่อที่ทำบรรยากาศดูตึงเครียดแต่เช้าตรู่จนรู้สึกเครียดขึ้นมาบ้างแล้ว และทุกสิ่งจะตัดสินกันภายในวันนี้... ไม่สิ แค่เช้านี้... ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่จะถึง...
ลาสนั่งเหม่อมองยอดปราสาทสีเทาที่ใกล้เข้ามาอีกหน่อย ดูใหญ่โตขึ้นอีกนิดหากให้เทียบเมื่อมองจากที่ไร่ สถานที่นั้นเหมือน อยู่ใกล้ เดินแวะเวียนผ่านก็บ่อยแต่การจะเข้าไปก็ใช่เรื่องง่าย ความสามารถธาตุระดับกลาง ขั้น 5 นั้นไม่ใช่ของที่ใครก็สามารถไปถึง พูดไป ต่อให้เป็นเทศกาลที่รวมเด็กจากทั่วสารทิศในประเทศนี้ ที่อายุครบกำหนดมาร่วมทดสอบ ปีหนึ่งก็มีคนผ่านประมาณแค่ ร้อยคนเท่านั้น...หรือบางทีอาจจะไม่ถึงด้วยซ้ำ
...ไม่ใช่ไฟแต่ก็เป็นระดับหัวกะทิเหนือหัวกะทิ ที่ส่อแวว เจิดจรัสตั้งแต่เด็กนั่นแหละ มันก็น่าสงสัยไม่น้อยว่าคนอย่างเขาจะก้าวเข้าไปอยู่ในเขตของอภิสิทธิ์ชนเช่นนั้นได้หรือไม่
“ลาส”
เสียงแว่ว ๆ ดังแถวไหนไม่รู้เมื่อมองหาแล้วไม่เจอต้นเสียงเขาก็ปล่อยผ่านไป... ช่างหัวสิ คงแค่หูแว่วธรรมดา วันนี้ทั้งพ่อทั้งแม่เขาก็มาด้วยกันทั้งคู่ ไม่ปล่อยงานขายผักให้เขาเลยสักนิด บอกให้ตั้งสติสมาธิให้ดี ก็นั่งเหม่อมันอย่างนี้จนกว่าจะถึงเวลาดีกว่า
“ลาส...”
เสียงแว่วอีกแล้ว เขาชายตามองแต่ก็ไม่มีสิ่งผิดปกติ... ฝั่งพ่อแม่ก็ยังขายของนับเงินยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีวี่แววเหมือนเรียกเขา สักนิด ดูเหมือนจะคิดมากจนใกล้เพี้ยนไปเสียแล้ว
“ลาสสสส!!”
เสียงคราวนี้ไม่เพียงแต่ดังแถมยังใกล้ เขาสะดุ้งโหยงโดด ตัวลอยยืนขึ้นทันที คนเรียกไม่ใช่ใครอื่น เพื่อน... แต่ไม่ใช่เพื่อนธรรมดา เด็กชายผิวขาวยืนยิ้มแฉ่งโชว์ฟันขาว หน้าระรื่นเป็นมิตร ดวงตาคู่สีฟ้าคมกริบ กอรปกับผมสีทองอร่ามทำให้ดูโดดเด่นเกินวัย ไม่พอ หากดูแค่ชุดสีขาวสุดหรูก็รู้แล้วว่าฐานะต้องไม่ธรรมดา...
และความเป็นจริงก็คือ ห่างไกลความธรรมดาไปมากโข เมื่อหมอนี่เป็นญาติฝ่ายไหนไม่รู้ของท่านพ่อ... ก็น่าจะมีทางเดียว ทางในวังนั่นแหละ มีศักดิ์นับญาติกันอย่างไรก็ไม่รู้อีก
“อยู่แค่นี้ยังตะโกนมาได้ เซรัน!”
ลาสโวยกลับ แต่ว่านะแค่ชื่อนะ... เห็นไหมแค่ชื่อก็หรูหราแล้ว ไม่เหมือนเขาหรอก ลาส ลอส อะไรกันเนี่ยยาวเป็นบ้าทั้งชื่อทั้งนามสกุล
“ถึงเวลาแล้วไปกันเถอะ ข้าลงทะเบียนเผื่อเจ้าไว้แล้วลาส!”
ลาสตาโตเมื่ออีกฝ่ายอยู่ดี ๆ ก็ฉุดข้อมือดึงเขาลุกขึ้นซะงั้น... และ... และ... เดี๋ยว!
“อะไรคือลงทะเบียนก่อน!”
เซรันเห็นเขาหน้าตื่นก็หัวเราะ
“แหงสิ เรื่องอะไรจะต้องมานั่งต่อคิวรอ แค่ตื่นมาข้าก็สั่งทหารให้ช่วยลงชื่อให้แล้ว ข้าละรอวันนี้มาสิบปีแล้วรู้เปล่า!”
“รอมาสิบปีบ้านเจ้าแน่ะ!” ลาสโต้ “แค่เกิดมาร้องแว้แรก ก็รอวันทดสอบแล้วเรอะ!!”
เซรันยักไหล่ตอบ ใช่ หน้าด้าน ๆ ทำเขาพูดไม่ออก…
“ท่านลุง พวกข้าขอตัวก่อน”
เซรันพูดจบก็ดึงลาสออกวิ่งไปด้วยกัน ท่ามกลางถนนที่พลุกพล่าน ก่อนจะลัดเลาะเข้าสู่ถนนใหญ่ที่มุ่งตรงขึ้นไปยังลานกว้างใจกลางเมือง รถม้าหลายคันวิ่งแซงพวกเขาไปคาดว่าจะตรงไปยังที่เดียวกัน
ไม่นานทั้งสองก็ถึงหน้างานที่มีคนอยู่เนืองแน่น เหล่าทหารตั้งแถวปิดทุกแยกของจตุรัสเอาไว้ไม่ให้ผู้คนทั่วไปผ่าน เมื่อทหารเห็นเซรันเข้าก็รีบทำความเคารพไม่คิดตรวจตราปล่อยวิ่งรี่เข้าสู่เขต หวงห้ามชั่วคราวทันที
ทั้งคู่หอบตัวโยน ลาสทิ้งตัวลงนั่งที่พื้นไม่อายใคร ขณะที่เซรันมองไปรอบ ๆ ทั้งยังหายใจหอบพูดไม่ออกสักเสี้ยวคำ แต่ยังอุตส่าห์หัวเราะออกมาได้อีก ถ้าเหนื่อยขนาดนั้นรถม้าก็มีคนรวยคิดอะไรเขาไม่เข้าใจจริง ๆ
“อะไรเจ้าเกษตรกร แกก็อายุสิบปีเท่าข้าหรือนี่ ?”
เสียงไม่เป็นมิตรกระทบหูเรียกให้ทั้งลาสทั้งเซรันหันขวับไปเป็นทางเดียวกัน ร่างอวบเกินมาตรฐานอายุสิบปีบ่งบอกความอยู่ดีกินดี และบางทีอาจเป็นเพราะชุดสีสด ๆ แขนขาพองเกินเหตุนั่นด้วยเพราะเท่าที่เจอหน้ากันเมื่อวาน มันไม่อ้วนเท่านี้
“ยังมีหน้ามาพูดเจ้าพ่อค้า ดูหน้าเจ้าแล้วข้าก็นึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าเจ้าจะอายุสิบปี” ลาสว่าแล้วหัวร่อ
“หน็อย กล้าว่าข้ารึ!!” เจ้าพ่อค้าโวยวาย
“นี่... พวกเจ้าจะมากัดกันอะไรทุกครั้งที่เจอหน้า ไม่รู้จักเบื่อบ้างหรือไง” คนห้ามทัพไม่ใช่ใครอื่น... เซรัน
“คนเรามันก็มีคนที่ถูกโฉลกกับคนที่ไม่ถูกโฉลกนี่นา ช่วยไม่ได้” ลาสค่อนแคะลุกขึ้นยืน... แล้วก้มมองเจ้าอ้วนที่เตี้ยกว่า นิดหน่อย
“เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นด้วยกับเจ้า แค่เห็นเกษตรกรอย่างเจ้าก้มลงมองหน้า ข้าก็ฉุนแล้ว!”
เจ้าพ่อค้าพูดพลางยักไหล่กวน เหมือนจะกวนแต่ชวนหัวเราะมากกว่า อย่าว่าแต่ลาสที่หัวร่อไม่ปิดบัง เซรันเองยังอดอุบหัวเราะไม่ได้ นั่นยิ่งทำให้เจ้าอ้วนฉุนขาดมากขึ้นเท่านั้น
“เบลซ์ เจ้าน่ะได้ลงทะเบียนรับการทดสอบหรือยัง” เซรันเห็นท่าไม่ดีรีบห้ามทัพเปลี่ยนเรื่องฉับ เจ้าอ้วนได้ทียืดใส่ทันที
“อ้าว ๆ ๆ พูดไปว่าแต่พวกเจ้าเถอะ ท่านพ่อข้าน่ะยัดเงินลงทะเบียนให้อยู่อันดับต้น ๆ เรียบร้อย ได้ทดสอบก่อนพวกเจ้าแน่”
ทั้งลาสทั้งเซรันผงะคู่ ไม่นึกว่าเจ้าอ้วนจะหน้าด้านเอา เรื่องสินบนมาเปิดเผยโชว์อย่างภูมิใจเช่นนี้... สมแล้วที่จะได้ชื่อว่า เจ้าพ่อค้า
“คอยดู ข้าน่ะได้ธาตุไฟแน่ ทั้งท่านพ่อ ทั้งญาติ ๆ ทุกคนลงความเห็นเป็นทางเดียวกัน... เซรันว่าแต่เจ้าเถอะหากไม่ใช่ธาตุไฟข้าจะขำให้ฟันร่วงเลย”
และน่าจะเพิ่มคำว่าหลงตัวเองหลังคำว่าพ่อค้าด้วย ไอ้นิสัยแกว่งปากหาบาทาเช่นนี้แหละจะทำฟันร่วงหมดปาก!
“เออ ๆ จะคุยอะไรก็ดูตัวเองหน่อย พ่อแม่เป็นธาตุลมทั้งคู่จะเอาธาตุไฟที่ไหนมาจุดไฟกัน” ลาสกอดอกพูดเหยียด ๆ
“ถุ้ย! อย่าเอาข้าไปเทียบกับเจ้า ญาติของพี่ชายของปู่ข้าเป็นธาตุไฟนะ” เบลซ์โวทับ... ยังมีหน้ามาโม้ ถ้านับอย่างที่มันนับ แค่ย่าเขาก็เป็นผู้ใช้เปลวเพลิงแล้ว นับญาติสั้นกว่ามันอีกไม่รู้จะสรรหา คำอะไรมาว่ามันแล้วจริง ๆ
“ไอ้ ไอ้ ไอ้....!”
“นี่ตรงนั้นน่ะ เงียบหน่อย พิธีการจะเริ่มแล้ว!”
ผู้คุมเอ็ดเข้าให้แล้วไง ยังไม่ได้เปิดปากว่าอะไรเลย แบบนี้ขาดทุนชัด ๆ
“เหอะรอดไปนะเจ้าเกษตรกร!”
เบลซ์โพล่งขึ้นเมื่อเห็นสถานที่จัดเสร็จเรียบร้อย พวกกรรมการบนเวทีด้านหน้ารูปปั้นก็เริ่มคุยกันจ้อกแจ้ก ดูรายชื่อของเด็กแต่ละคนที่จะเข้าทดสอบในปีนี้... ไม่นานนักก็มีการประกาศจำนวนผู้เข้าร่วมทั้งหมด นับว่าสูงเป็นประวัติกาล ปาไปร่วมหมื่นแล้ว
“ใครรู้ตัวว่าอยู่ในร้อยคนแรกรีบตั้งแถวกันได้แล้ว เจ้าพวกเด็กเวร!” เสียงนั้นมาพร้อมเสียงระเบิดไฟดวงใหญ่บนฟ้าใจกลางลาน ชายในเกราะเงินชูมือขึ้นด้านบนนั้นมีกลุ่มควันจางบ่งบอกชัดว่าเป็นฝีมือของตน... คนส่วนใหญ่ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดังอีก เหลือเพียงพวกกรรมการที่ตะโกนชี้หน้าด่าคนป่าเถื่อน ข่มขู่เด็กด้วยระเบิด ดื้อ ๆ
“หวาย... ท่านแม่ทัพมาเองเราไปกันเถอะ ข้า 33 เจ้า 34” เซรันพูดแหยพลางจับข้อมือของลาส ดึงให้เดินตามอีกครั้ง... เจ้าเบลซ์ที่ยังตกใจไม่หายหน้าซีดก็เดินมาด้วยกัน
“จริงสิเจ้าพ่อค้า แกหมายเลขเท่าไร ?” ลาสถามเสียงค่อย
“อะเอ่อ... 21” มันตอบกระซิบกลับท่าทางจะกลัวไม่น้อย แต่เซรันถึงกับหันขวับเพราะนึกไม่ถึงว่าเจ้าพ่อค้าอ้วนจะได้หมายเลขก่อนหน้าจริง พลังเงินตราช่างน่ากลัวนัก... แต่ที่น่ากลัวกว่าคืออนาคตของอาณาจักรหากปล่อยให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เขาลอบคาดโทษเจ้าพวกนั้นไว้แล้ว จบงานมีไล่เบี้ยเฉ่งให้ยับ...!
เบลซ์แยกไปเข้าแถวด้านหน้าสิบกว่าคน เมื่อหายตกใจมันก็กลับมาโม้น้ำลายแตกฟองกับเพื่อนร่วมแถวจนคนอื่นระอากันหมด เซรันกับลาสได้แต่ทำเป็นไม่รู้จักและเมินหันเลี่ยงไปทางอื่นไม่กล้าสบตาด้วย
การทดสอบพรสวรรค์นั้นจะว่าเรียบง่ายมันก็ใช่ เพราะไม่มีระเบียบแบบแผนอะไรชัดเจน ลาสเองก็ไม่แน่ใจว่าในสมัยพ่อของตนการทดสอบเป็นเช่นไร แต่ในยุคนี้มีทหารไว้เพียงเพื่อควบคุมฝูงชนและไม่ให้งานยุ่งเหยิงวุ่นวาย การทดสอบก็แค่เดินขึ้นไปบนเวที เอามือสองข้างอังลูกแก้ว จากนั้นรวมสมาธิให้ดีนึกถึงตัวตนของตัวเอง คนจัดงานว่าอย่างนั้น แล้วลูกแก้วจะทำปฏิกิริยาขานรับส่งสัญญาณไปที่กำแพงสองฝั่ง...
ซ้ายบอกธาตุ และทางขวาบอกระดับพลัง
สำหรับระดับพลังนั้นแบ่งเป็นเก้าระดับได้แก่ ระดับต่ำ ระดับสามัญ ระดับกลาง ระดับสูง ระดับนักรบเวทมนตร์ ระดับอัศวินจอมเวท ระดับจอมทัพมนตรา ระดับราชัน ระดับเทวะ กระทั่งบางครั้งเรียกกันว่าพระเจ้า... ในแต่ละขั้นก็มีระดับย่อยนับหนึ่งถึงสิบแบ่งแยกอีกรอบ
คนส่วนใหญ่กว่าร้อยละเจ็ดสิบมีพรสวรรค์เพียงขั้นสามัญ รองลงมาคือระดับต่ำ ส่วนระดับกลางนั้นมีน้อยนิด ในประวัติศาสตร์ไม่มีใครมีพรสวรรค์เหนือกว่าระดับสูง
และตามประวัติศาสตร์อีกเช่นกัน หลายร้อยปีที่ผ่านมามีเพียงคนเดียวที่สามารถพัฒนาตนขึ้นไปสู่ระดับเทวะได้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นใคร
ส่วนขั้นราชันนั้นก็ใช่ว่ามีเยอะหลายร้อยปีมานี้มีเพียงจำนวนสองมือนับนิ้วได้ และผู้ที่อยู่ในระดับราชันที่ยังมีชีวิตอยู่ก็มีเพียง คนเดียว... ชายผู้เป็นตำนานเดินได้ องค์ชายรัชทายาทอันดับหนึ่ง ว่าที่กษัตริย์องค์ต่อไปแห่งประเทศเลโธเวน
...ที่ตอนนี้อยู่ส่วนไหนของอาณาจักรเป็นตายร้ายดีอย่างไร ไม่มีใครทราบ...
“ลาส ถึงตาเจ้าเบลซ์แล้วคิดว่ามันจะได้ธาตุอะไร” เซรันแอบถาม สีหน้าดูกำลังลุ้น และไม่ใช่การลุ้นในทางที่ดีนัก
“ว่ากันตามหลักก็ต้องธาตุลมแหละ” ลาสพูดพลางขยี้ตา เบา ๆ เมื่อรู้สึกตาชักเริ่มลาย... เขาเห็นละอองไฟสีส้มอ่อนไล่หลัง เจ้าพ่อค้ามาเหมือนภาพติดตา
“นั่นสิ...เฮ้ย...” เซรันพูดจบก็ชะงักแค่นั้นไม่พูดต่อ ตาค้างเบิกโตเมื่อมีเปลวเพลิงกระจายพรึ่บขึ้นที่ลูกแก้ว ไฟนั้นกระจายตัวออกด้านหลังดุจปีกเปลวเพลิง ไม่ใช่แค่เซรันที่ตะลึงลาสเองก็นิ่งอึ้งตกใจไม่น้อย ทุกคน ณ ที่แห่งนั้นมองเป็นทางเดียวกัน กรรมการทุกคนกะพริบตาปริบ ๆ กระทั่งปู่ทวดคนนึงที่นั่งกึ่งหลับกึ่งตื่นมาโดยตลอดยังตาเบิกโต... เจ้าตัว... เจ้าพ่อค้าเองยังตกใจในตัวเองยืน ตัวแข็งอ้าปากค้างสั่น เมื่อเงยหน้าขึ้นทั้งตัวก็สั่นตาม ทางซ้ายมี เปลวเพลิงขีดเส้นชัดบอกว่า “ไฟ” และด้านขวา...
“แม่เจ้าไฟขั้นสูง ระดับ 3!!”
ใครสักคนตะโกนลั่น เสียงฮือฮาดังขึ้นฉับพลันพร้อมเสียง ตบมือของแม่ทัพโหดจุดระเบิดเพลิงสยบเด็กเมื่อครู่ที่หัวเราะร่าอย่างสะใจ
พรสวรรค์ขั้นสูงระดับ 3 นี้ต่อให้ไม่ใช่ไฟแต่อาเธอร์เรียก็รีบอ้าแขนรับแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชีวิตของเจ้าพ่อค้าจะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน
ลาสลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เมื่อคู่ปรับจากยืนระดับเหลื่อมกันไม่เท่าไร... อยู่ดี ๆ กระโดดพรวดเดียวออกนอกสนามแข่ง ไปหยุดอยู่ในระดับที่แม้ปลายนิ้วเขาก็เอื้อมไม่ถึงเสียแล้ว เพียงแค่คิดความกดดันก็เริ่มพอกพูนขึ้นทีละน้อยหัวใจเริ่มเต้นระรัว เซรันดู เจ็บใจไม่หยอก สายตาสีฟ้าอ่อนที่เคยนุ่มอยู่ตลอดกลับกราดเกรี้ยวแสดงความเป็นศัตรูชัด
เบลซ์กระโดดโลดเต้นอยู่ครู่หนึ่ง...เหนื่อยก็ลงจากเวทีง่าย ๆ แล้วหันมาทางพวกเขาทั้งสอง ทำท่าเอานิ้วโป้งเชือดคอแลบลิ้น กวนโทโส แล้วขยับปากพูดไม่ออกเสียงจงใจให้พวกเขาเห็นคำว่า ‘อัจฉริยะ’ ได้ชัด
“หน็อย! กะอีแค่ขั้นสูงระดับสามทำเป็นยืด!”
เซรันกระแทกเสียงไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม ยิ่งเห็น คนอื่นนิ่งไม่กล้าขึ้นเวทีตามยิ่งฉุน
“ท่านปู่ ขอพวกข้าสองคนทดสอบก่อนหน้าเจ้าพวกตาขาวนี้ได้ไหม ?” เซรันมองตาแก่ที่นั่งสัปหงกบนเวที ทุกคนหันไปทางตาแก่... สายตาเลื่อนลอยมองคนอื่นเมื่อไม่มีใครขัดก็ยกมือขึ้นส่งสัญญาณอนุญาต แม่ทัพโหดมองนิดหนึ่งก็รับคำ
“พวกเจ้าสองคนมาทางนี้”
ลาสอยากร้อง... ร้องไม่เป็นภาษา ไม่เข้าใจว่าทำไมตนต้อง ติดร่างแหมาด้วย ทั้งที่เมื่อสักครู่ต่อให้ผลออกมาไม่ดีจืดจางคนก็ ไม่จดจำกันแล้ว แต่ร้องขอแซงคิวชาวบ้านแบบนี้เหมือนประจานตัวเองชัด ๆ จากที่คนไม่สนใจเอาแต่เชียร์เหล่าลูกหลานตัวเองกันไป ก็กลายเป็นจุดเด่นขึ้นมาเลยซะงั้น
เซรันเดินนำขึ้นเวทีไปอย่างมาดมั่นดูไม่เหมือนเด็กอายุเพียงสิบปีสักนิด สายตาของลาสเห็นบางสิ่งคล้ายไฟลุกโชนไล่หลัง... มันรุนแรงกว่าที่เห็นหลังจากเบลซ์... แม้แดดจะร้อนแต่เขากลับรู้สึกหนาวยะเยือกชอบกลเลือดในกายเย็นเฉียบขึ้นฉับพลัน เมื่อมือเล็กของเซรันประคบเข้ากับลูกแก้ว แสงนั้นสว่างวาบขึ้นต่อหน้ารูปปั้นพระเจ้าแห่งยา พริบตาที่แสงดับลงทุกคนต้องตะลึงกับเปลวเพลิง สีเงินที่ล้อมรอบร่างเล็ก
เวลานี้ลาสขนลุกไปทั่วร่าง เสียวสันหลังวาบตัวสั่นไม่อาจควบคุมร่างได้อีก
“ไฟ ขั้นสูง... ระดับ 7!!” กรรมการบนเวทีขานรับ แต่คราวนี้ไม่มีใครพูดจาอะไรออกมากกว่านั้น เนื่องจากสีของเปลวเพลิงไม่ใช่ สีปกติ “ธาตุแฝง... แสงขั้นกลาง ระดับ 9!!”
ไม่ใช่แค่ไฟ แต่ยังมีธาตุรองเป็นธาตุหายากอย่างแสง นี่เป็นพรสวรรค์ระดับที่สามารถก้าวขึ้นสู่ระดับราชันได้อย่างแท้จริง ทุกคนขนลุกซู่ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยอะไรกันอยู่ครู่หนึ่ง
“หึหึหึ ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ปีนี้ระดับสูงจริง ๆ อะไรของเด็กพวกนี้เนี่ย!!” แม่ทัพใหญ่ตบมือเสียงดังอย่างกับระเบิด ผู้คนฮือฮาขึ้นฉับพลันเมื่อได้เห็นว่าที่ราชันคนใหม่ถือกำเนิดขึ้นกับตา เซรันยืน โบกมือให้ฝูงชนที่เนืองแน่นรอชมโดยรอบอย่างภาคภูมิ ไม่มีแววประหม่าหรือดีใจจนเกินเลย นั่นยิ่งทำให้เซรันดูยิ่งใหญ่เกินเด็กขึ้นไปอีก แม้เหล่ากรรมการและทหารโดยรอบยังอดเลื่อมใสไม่ได้...
“แล้วเจ้าล่ะ เด็กตระกูลลอสจะทำได้เพียงใด ?”
ท่านแม่ทัพว่าก่อนจะผลักหลังลาสที่ยืนแข็งทื่อเป็นก้อนหินตั้งแต่เมื่อสักครู่ เขาถลาเกือบหน้าทิ่มยังดีมีบันไดให้ยันร่างเลยไม่ล้มลงไป เมื่อมองขึ้นไปด้านบนเวทีเซรันยื่นมือให้พร้อมรอยยิ้ม
“ไปแสดงให้ทุกคนดูว่าเจ้าเองก็เป็นผู้เหมาะสมจะยืนอยู่ที่นี่ ลาส” พูดจบเซรันก็ดึงเขาขึ้นไปยืนเคียงข้าง มองหน้าเจ้าอ้วนที่ยืนเจ็บใจตัวสั่นอยู่ด้านล่างเวที
ลาสอยากร้องไห้... อยากร้องแล้ววิ่งเตลิดหนีลงจากเวทีเดี๋ยวนี้เลยติดก็แค่ทำไม่ได้ สายตาของทุกผู้คราวนี้จับจ้องมาที่คน คนเดียวแล้ว...เขาเอง นี่เป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตตั้งแต่เกิดมา เมื่อเพื่อนรักกำลังจะฆ่าเขาอย่างเลือดเย็นด้วยมือของตนเอง
เขาทำใจสำหรับวันนี้มานานนับเดือน จนกระทั่งกดความกดดันให้เหลือเพียงเศษเล็บเมื่อเช้า แต่มันกลับขยายขนาดขึ้นเล็กน้อยจากความกดดันของคนเป็นพ่อ เติบโตด้วยเชื้อไฟของคู่แข่งอย่างเจ้าพ่อค้าที่รอทับถม และสุกงอมด้วยเซรันที่สร้างกำแพงสูงชันตั้งตระหง่านพร้อมลากให้เขามาทำลายกำแพงนั้น... นี่มันบ้าชัด ๆ
ลาสเดินตัวปลิวไปหยุดอยู่ด้านหน้าของลูกแก้วแบบงง ๆ ไม่รู้ว่าขาพามาตั้งแต่เมื่อไร เลือดในกายเย็นเฉียบ จะตายให้ได้เดี๋ยวนั้น สายตาของพยานบนเวทีจ้องเขม็งรวมถึงตาแก่ที่ควรจะรีบ ๆ หลับไปเสียที
“เชิญเลยพ่อหนุ่มน้อย”
ตาแก่แกว่าพลางเผยมือให้เริ่ม เขาเองจิตใจไม่อยู่กับเนื้อ กับตัวรีบทำตามหมายให้จบเรื่องไปให้ไวที่สุด เพียงแค่เอามืออังแล้วหลับตาลงเขาก็รู้สึกวูบฉับพลัน สิ่งที่เห็นคือความว่างเปล่านิรันดร์และความมืด เขาสะดุ้งเฮือกรีบชักมือออกจากลูกแก้ว
แม้เป็นเพียงเวลาเสี้ยววินาทีแต่เหงื่อกลับไหลออกมา อย่างกับน้ำตกอาบใบหน้า หลังของเขาเองก็ชุ่มไปหมด หายใจหอบอย่างแรงเหมือนเพิ่งสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย... เมื่อมองหน้ากรรมการทุกคนรวมทั้งตาแก่ที่เชื้อเชิญให้เขาเข้าทดสอบเมื่อครู่ ตอนนี้ตาแก่นั่นเอามือกุมขมับไม่กล้าสู้หน้าสักนิด
พรืด....!
เสียงกรรมการสักคนพ่นหัวเราะ
“ไม่เคยพบเคยเห็น แค่แตะลูกแก้วก็หมดสติเสียแล้ว ต่อจากจอมคนก็เป็นตัวตลกรึ”
คำพูดนั้นกระแทกใจเขาอย่างแรง ในที่สุดสถานการณ์ที่แย่ที่สุดก็เกิดขึ้นกับเขาจนได้... ไม่เพียงธาตุไร้แววแต่ระดับพรสวรรค์ยัง...
“น้ำขั้นต่ำ ระดับสองรึ! อย่างเจ้าหากจะเข้าวังคงเป็นได้แค่คนเก็บกวาดเท่านั้น เจ้าคนทำความสะอาดท้องพระโรงเอ๊ย!”
เจ้าพ่อค้าตะโกนลั่นลานกว้าง คนอื่นที่รอดูอยู่ก็หายเกร็งกันหมดระเบิดเสียงหัวเราะเย้ยหยันกันเต็มอัตรา จะมีก็แค่เซรันที่ยืนนิ่งเงียบเดินเข้าหาแล้วตบหลังเขาเบา ๆ พอเห็นเจ้าอ้วนไม่หยุดก็ฉุนขาดเกือบกระโดดลงเวทีไปซัดกันสักตั้ง แต่ลาสกลับคว้าข้อมือไว้ ได้ทัน
เขาไม่รู้ว่าต่อไปควรทำอย่างไรต่อ...
ร้องไห้หรือ... คงไม่ใช่
โกรธเหรอ... ก็ไม่เช่นกัน
ลาสคิดถึงคำเย้ยหยันของเจ้าอ้วน หรือบางทีมันอาจเป็นความจริงเสียแล้ว