ศาสตร์ลับหลอมวิญญาณ นิยายโดย tongfar
ตัวอย่างอ่านฟรี 11 ตอนแรกจากเล่ม 1
แม้อยู่ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของฝูงชนที่แน่นขนัดโดยรอบของจตุรัสใจกลางเมือง แต่ลาสกลับรู้สึกอ้างว้างจับจิต สายตาของผู้คนมองมาทางเขาอย่างเย้ยหยัน บ้างหัวเราะอย่างไม่ ไว้หน้า ร่างเล็กแข็งทื่อไม่อาจขยับตัวหนีออกจากเวทีนี้ไปโดยง่าย บันไดที่อยู่เพียงแค่ไม่กี่ก้าวช่างดูห่างไกลเหลือเกิน หากไม่มีมือของเพื่อนสนิทอย่างเซรันจับอยู่ที่บ่าป่านนี้เขาอาจทรุดลงไปกองกับพื้นแล้วก็ได้ และเพื่อนคนนั้นเองที่ประคองเขาเดินลงจากเวทีมา ปล่อยให้พิธีการดำเนินต่อ
“เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหมลาส” เซรันถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง ลาสยังคงใจลอยในหัวโล่งโปร่งนึกอะไรไม่ออกจึงส่ายหน้าตอบไม่พูด ไม่จา
“เซรัน เจ้าจะโอ๋เจ้านั่นไปอีกนานแค่ไหน” เสียงระรื่นกัดคนพร้อมรอยยิ้มของเจ้าอ้วนดังมาแต่ไกล ลาสหันตามเสียงไป ไม่ใช่ใครอื่นเบลซ์คนที่เคยเป็นคู่ปรับของเขาจนถึงเมื่อครู่
“เจ้าพ่อค้า หุบปากหากไม่อยากให้ข้าเล่นงานเจ้าจนนอนพังพาบกับพื้นตอนนี้เลย” เซรันประกาศกร้าวกระทืบพื้นตึง เปลวเพลิงสีเงินผุดออกจากพื้น แววตาสีน้ำเงินเกรี้ยวกราดขึ้นฉับพลัน
“เซรัน!!”
ตาแก่บนเวทีตวาดเสียงดังจนทุกคนแถบนั้นสะดุ้งโหยง เด็กที่กำลังทำการทดสอบหน้าซีดเป็นไก่ต้ม เซรันหันกลับไปก็พบว่าเหล่ากรรมการลุกขึ้นยืนจ้องมาทางพวกตน ไม่เว้นแม้แต่แม่ทัพเกราะเหล็กที่ยืนกอดอกจ้องเขม็งเกลียวประหนึ่งกำลังบอกว่าหากทำอะไรเกินเลยกว่านี้คงอยู่เฉยต่อไปไม่ได้
“ชิ” เซรันสบถอย่างไม่พอใจนัก ไม่ทันไรไฟที่ติดพื้นอยู่ก็ มอดหายไป นี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นนักในพิธีกรรมที่มีมายาวนาน
“โธ่ สุดท้ายก็ได้แต่ขู่” เบลซ์ฉีกยิ้มเย้ย “ระวังเถอะมัวแต่ยุ่งกับเจ้าเกษตรกร สักวันข้าแซงให้จะรู้สึก”
“เจ้า...!”
เซรันโกรธจนควันแทบออกหูแล้วหมายจะเข้าไปตั๊นหน้า เจ้าอ้วนให้ได้สักหมัด แต่ลาสเห็นทีจะไปกันใหญ่รีบดึงแขนของเซรันไว้ทันที ด้วยแรงของคนทำงานหนักมาโดยตลอดไม่มีทางที่เด็กชายผู้ใช้ชีวิตในวังจะสลัดหลุด
“ลาส เจ้าไม่เจ็บใจบ้างรึที่โดนสบประมาทเช่นนี้น่ะ!”
ลาสถอนใจ... จะว่าไม่โกรธก็โกหก แต่ว่าเหนือสิ่งอื่นใด...
“ใช่โกรธ แต่ใจหนึ่งก็ยอมรับในความพยายามของมัน นั่นเป็นสิ่งที่ข้าทำไม่ได้เช่นมัน...” ลาสยอมรับตรง ๆ สายตาของเซรันอ่อนลงในทันใด จากความโกรธเคียดแค้นกลายเป็นความเห็นใจ
“ใช่สิ ข้ามันอัจฉริยะ รากหญ้าอย่างเจ้าคราวหน้าอย่าได้ ริอ่านเสนอหน้ามาตีตัวเสมอกันอีกล่ะ เกษตรกรเอ๊ย” เจ้าอ้วนพูดจบไม่รอให้เซรันตวาดกลับอีกรอบ รีบวิ่งหนีกลับไปทางพ่อแม่ของตนที่รอโอ๋อยู่ที่ทิศตะวันออกของจตุรัส ลาสสัมผัสได้เลยว่าคนข้างตนยังไม่หายโมโห แต่เมื่ออีกฝ่ายไปแล้วเขาก็ปล่อยแขนของเซรัน
“เซรัน เช่นนั้นข้าไปก่อนละ เห็นทีต้องไปช่วยท่านพ่อท่านแม่เก็บร้านแล้ว” ลาสพูดพลางปั้นยิ้ม แต่มันกลับไม่ทำให้อีกฝ่ายคลายความเป็นห่วงสักนิด เห็นอย่างนั้นเขาก็ไม่อยากคุยด้วยแล้วจึงหันหลังให้ สองเท้าก้าวลงสู่ถนนทิศใต้ปล่อยให้เซรันยืนมองอยูห่าง ๆ
“ลาส เจ้าก็รู้ว่ามันยังไม่จบ! เมื่อเบิกพลังธาตุขึ้นมาได้แล้ว อาเธอร์เรียยังเปิดโอกาสให้แก้ตัวสำหรับผู้ที่สามารถพัฒนาตนจนถึงขั้นกลาง ระดับ 7 ได้เจ้าคงยังไม่ลืมใช่ไหม ?”
ลาสลอบหัวเราะในลำคอ หันมาพยักหน้าตอบ
น้ำขั้นต่ำระดับสอง ขึ้นไปสู่ขั้นกลางระดับเจ็ดภายใน 1 เดือน ตามประวัติหกปีที่ผ่านมาหลังจากเริ่มมีรอบตัวสำรองยังไม่มีใคร หน้าไหนเคยทำได้ สถิติสูงสุดที่เคยมีคือผู้มีพรสวรรค์ขั้นสามัญระดับเก้า ซึ่งสามารถพัฒนาขึ้นไปสู่ขั้นกลางระดับเจ็ดได้ทันเวลาฉิวเฉียด มีแค่นั้น...
“ถ้าเจ้ายังไม่เลิกความตั้งใจจริง พรุ่งนี้เช้าให้ไปพบข้าที่ หน้าร้านลุงจอร์จนะลาส!”
ลาสฟังแต่ไม่รับคำและนั่นเป็นเสียงสุดท้ายของเซรันที่เขา ได้ยิน ก่อนจะผละออกมาจากลานกว้าง มุดช่องเล็ก ๆ ที่ฝูงชนเปิดไว้ให้ แม้แต่ตอนนี้หูของเขาได้ยินเสียงหัวเราะ หรือคำดูถูกถากถางตนทั้งนั้น พ้นเขตฝูงชนที่เนืองแน่นได้ เห็นตรอกเล็กเขารีบวิ่งเข้าไป ในนั้นแม้กลิ่นอับราจะเตะจมูกจนแสบ พื้นแฉะน้ำขังเป็นโคลน ขุ่นคลั่กแต่เขาก็ยังเดินตรงไม่หยุดจนกระทั่งเสียงจากภายนอกกลายเป็นเพียงเสียงสะท้อน
ร่างเล็กยืนแน่นิ่งในขณะที่ยกมือที่กำแน่นจนสั่นระริกขึ้น... แล้วเหวี่ยงทุบเข้ากับกำแพงเต็มแรง เป็นครั้งแรกที่เขาเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา ไม่โกหกตัวเอง ไม่หาข้ออ้างใดให้พ้นความรับผิดชอบ สีหน้านั้นเหยเกแสดงความผิดหวังออกมาอย่างปิดไม่มิด
“เจ็บใจนัก!” เขาตะโกนลั่นน้ำตาไหลลงมาจนพร่ามัวไปหมด แต่ก็ไม่ยอมหยุดมือที่ทุบกำแพง ปากพร่ำบ่นแต่คำว่า เจ็บใจ เจ็บใจ เจ็บใจ เจ็บใจ กระทั่งมือเล็กเริ่มห้อเลือดแถมเป็นแผลถลอก
“ฮึก...!” ลาสสะอื้นหลังจากได้ปลดปล่อยอารมณ์ไปจน หมดแรง เขาไม่รู้ว่าหน้าตาตนเองตอนนี้โทรมแค่ไหนแต่มือตอนนี้ทั้งเจ็บทั้งแสบไปหมด โชคดีที่ไอ้ซอกเหม็นตุ ๆ นี่ไร้ผู้คนจริง ๆ ไม่งั้นพอฟื้นคืนสติมาคงได้อับอายขายขี้หน้าอีกรอบ เมื่อเห็นว่าอยู่ตรงนี้ไปก็ไม่ได้อะไรเขาจึงเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาพันมือไว้ ไม่ให้ผิดสังเกตจนเกินไป ก่อนจะเริ่มวิ่งออกสู่ถนนใหญ่หลบหน้าหลบตากลืนหายไปกับฝูงชน
สองเท้าที่ฝึกมาอย่างดียังคงทำงานได้และพาร่างของเขามุ่งตรงผ่านร้านรวงกลับสู่ตลาดขายอาหาร แต่พอถึงหัวมุมแถวร้านค้าของตนเองก็เบรกตัวโก่งแอบชะเง้อดู... แต่ไม่เห็น... ดูเหมือนว่าจะขายหมดไว หรือบางทีอาจสวนทางกันขึ้นไปดูผลการเบิกพลังธาตุ และหากเป็นเช่นนั้นหมายความว่าทุกคนรู้เรื่องของตนหมดแล้ว
ลาสกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เหลียวซ้ายแลขวาดูจนทั่วเมื่อไม่เห็นครอบครัวของตัวเองแน่แล้วจึงเดินทางออกประตูเมืองทิศใต้ไป บนถนนคันดินสองฝั่งทางเป็นท้องทุ่ง สายตาของลาสยังคง เลื่อนลอยชมวิวไปเรื่อย ปล่อยให้จังหวะการเดินช้าลงตามจังหวะชีวิตรอบข้าง...
ทั้งผู้คนที่เดินทางดูมีชีวิตชีวา ในทุ่งหญ้ากว้างทั้งซ้ายมือขวามือมีทั้งคนขี่ม้าต้อนแกะแพะเล็มหญ้า บ้างพาวัวออกมาเดินเล่น ที่ชายป่ามีกลุ่มพรานป่ารวมตัวกันเตรียมพร้อมสำหรับการล่าของป่า หรือบางทีอาจเป็นสัตว์อสูรขั้นต้นเมื่อดูจากเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ซึ่งดูไม่ค่อยแข็งแกร่งนัก
...ภาพเหล่านั้นทำให้หัวของเขาเย็นลงมากแล้ว
ลาสชำเลืองมองเห็นเรือนไม้หลังเล็กโปร่งที่เตรียมไว้สำหรับให้นักเดินทางพักผ่อน คนแน่นขนัดแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารสารพัด ตั้งแต่เรื่องการซื้อขายแลกเปลี่ยน หรือเมล็ดพันธุ์พืชที่เอามาจาก ต่างแดน
ตามปกติเขาชอบเข้าไปนั่งในนั้นเพื่อขอฟังเรื่องราวที่หลากหลายอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่วันนี้ เขายังไม่อยากเจอคำถามประเภทถามธาตุหรือระดับพลัง หัวใจดวงเล็ก ๆ ยังคงบอบช้ำอยู่ไม่น้อย
ถัดจากเรือนไม้มีลานหินและรูปสลักของบุคคลในตำนาน ที่ยืนเผยมือออกไปเบื้องหน้า พร้อมเวทเปลวเพลิง ใบหน้ามาดมั่น มองตรงไปยังทิศใต้ ซึ่งมีป้ายบอกทางเขียน ‘ป่าปีศาจไร้นาม’ แต่เขาเองก็อยู่แถวนั้นมาตั้งแต่เด็กยังไม่เคยเจอสักตน
ใช่... หมู่บ้านเล็ก ที่เห็นอยู่ลิบ ๆ ก่อนเข้าไปในอุโมงค์ต้นไม้ใหญ่ ถัดไปเป็นช่องเขานั่นแหละ
เมื่อถึงบ้านหลังน้อยที่ตั้งอยู่รอบนอก เขาเห็นรถเข็นประจำครอบครัวจอดอยู่ข้างเตาไฟตามปกติ แต่ยังไม่เห็นใครอยู่ในละแวก พลางเหล่มองไปทางสวนผักด้านหลังที่กำลังผลิยอดอ่อน พื้นดินยังคงชื้น แสดงว่าพ่อเพิ่งรดน้ำไปไม่นานนัก... และนั่นคือคนที่เขา ไม่กล้าเจอหน้าที่สุดเพราะไม่รู้จะปั้นหน้าแบบไหน...
“เฮ้อ มีอย่างที่ไหนเนี่ยกลับมาถึงบ้านแต่ไม่กล้าเข้า” ลาสพูดเสียงอ่อนพลางถอนหายใจ
“แหมลูกพูดอย่างนั้นก็แย่สิทุกคนรออยู่เลยนะรู้ไหม” เสียงนุ่มดังจากด้านหลังทำให้เขาสะดุ้งตัวกระโดดโหยง
“ทะ ท่านแม่” เขาโพล่งขึ้นเสียงดัง แต่คนเป็นแม่กลับไม่ใส่ใจ สีหน้ายุ่งลงฉับพลันเมื่อเห็นเลือดที่ซึมออกมายังผ้าพันแผลในมือขวา
“ตายจริง ไปทำอะไรมาเนี่ยเรา ?”
หล่อนย่อตัวลงนั่งดึงมือของเขาไปดู เขาเห็นสีหน้าของแม่ ซีดเผือดลงทันที ดวงตาสีน้ำผึ้งมีน้ำสีใสคลอเล็ก ๆ เพียงแค่นั้นเขาก็ยิ่งรู้สึกผิดไปกันใหญ่แล้ว
“ต่อไปอย่างทำอย่างนี้อีกนะ เข้าบ้านไปทำแผลก่อนเถอะลาส”
ลาสไม่กล้าสบตาจึงได้แต่เบือนหน้าหลบแล้วเดินตามแรงจูง ในบ้านหลังเล็กทุกคนพร้อมใจกันนั่งรวมตัวอยู่ในห้องอาหาร ระหว่างที่ท่านแม่กำลังทำแผลที่มือขวาให้ไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมาได้ ท่านพ่อยังคงนั่งกอดอกหลับตาเงียบดุดันจริงจังเช่นเคย ส่วน ท่านย่าก็มองมาทางเขาด้วยสายตาทั้งหนักใจ ทั้งแสดงความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด
ลาสกลืนน้ำลายลงคออีกอึกใหญ่ก้มหน้าลงโต๊ะงุดๆ
“ท่านพ่อ... ท่านแม่... ท่านย่าข้าขอโทษ” เขากลั้นใจพูดอย่างยากลำบาก ก่อนจะแง้มมองขึ้นเพื่อดูปฏิกิริยาตอบสนอง “การเบิกพรสวรรค์ธาตุ... ข้า...”
“เจ้าได้ธาตุอะไร ?” ท่านพ่อถามห้วนยังไม่เปิดตามอง ลาส หน้าซีดแต่ก็ยังฝืนตอบ
“ข้าได้ธาตุน้ำ... ขั้นต่ำระดับสอง”
สิ้นเสียงแห้งของเขา เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ก็หลุดจากปากของผู้หญิงสองคนในห้องแทบจะพร้อมกัน...
เขาเงยหน้าขึ้นมองคราวนี้แม้แต่พ่อของเขายังขมวดคิ้วยุ่ง ถึงไม่ลืมตาแต่เขามั่นใจว่าคนคนนั้นต้องกำลังโมโหอย่างรุนแรงจนแทบจะระเบิดออกมาแล้ว
“เจ้าคงรู้สินะว่านั่นมันแย่แค่ไหน...” เสียงแข็งดังขึ้น กลางห้องเงียบ
“ข้ารู้” ลาสตอบกลับ
“รู้ไหมพวกข้าผิดหวังในตัวเจ้ามากเพียงใด”
“การอน! ลูกไม่ควรพูดเช่นนี้!”
เมื่อเห็นคนเป็นพ่อกลับทำน้ำเสียงเย้ยหยัน กาเทียที่อาวุโสสุดเริ่มอดรนทนไม่ได้ตวาดดุ การอนไม่สนใจลืมตาขึ้นแล้วมองตาลูกของตนเองที่กำลังสั่นกลัว... ก่อนจะถอนใจ
“แล้วเจ้าจะเอาอย่างไรต่อ”
การอนถามเป็นเชิงทดสอบความตั้งใจในที ลาสพยักหน้ารับ
“ท่านพ่อ ข้าตัดสินใจแล้วว่าตั้งแต่พรุ่งนี้ไปข้าจะเข้าศูนย์ฝึกกับเซรัน ถึงแม้มันจะยากแต่ข้าอยากลองดูสักตั้งกับการทดสอบคัดเลือกตัวสำรองที่จะถึงในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า”
ทุกคนนิ่งเงียบกับคำตอบเพราะรู้ดีว่าสิ่งที่เขาพูดเมื่อสักครู่เป็นทางเลือกที่ลำบากแสนเข็ญ จนใกล้เคียงคำว่าเป็นไปไม่ได้ เต็มทน แต่ลาสเลิกคิดไร้สาระแล้วเมื่อเห็นเจ้าอ้วน จริงอยู่ที่มัน น่าหมั่นไส้และกวนประสาท แต่มันก็แสดงให้เห็นว่าความมุ่งมั่นย่อมก่อให้เกิดปาฏิหาริย์ได้
...ถ้าหากมีความเป็นไปได้อยู่บ้างเขาก็ไม่อยากทิ้งมันไป ง่าย ๆ อีกแล้ว
การอนลุกพรวดยืนดันเก้าอี้เสียงดังก่อนจะเดินเท้าหนักตรงมาทางลูกชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามสายตายังคงเกรี้ยวกราดจนน่า ใจหาย
“คุณคะ อย่าได้คิดทำอะไรรุนแรงเชียว!” แม่ของเขาลุกพรวดขึ้นยืนขวางกลางปล้อง หากแต่พ่อกลับเดินผ่านไปแล้วย่อตัวลงที่ ตู้เก็บหนังสือ เปิดลิ้นชักด้านล่างดึงออกมาจนสุด... ในนั้นมีกล่องเล็กสีกำมะหยี่สีน้ำเงินดูมีราคา ทุกคนประหลาดใจไม่น้อยไม่นึกว่าจะมีของเช่นนี้ซ่อนอยู่ด้วย
การอนยื่นกล่องนั้นส่งต่อให้กับลาสที่ยังคงงุนงงโดยไม่พูดอะไรสักคำ สัมผัสได้ถึงความนุ่มลื่นของผืนผ้าที่หุ้มกล่อง เขารับรู้ได้ทันทีว่านี่เป็นของระดับสูงที่เขาไม่เคยได้แตะมาทั้งชีวิตสิบปี
ลาสเห็นทีท่าของพ่อที่อยากให้เขาเปิดกล่องนั้นด้วยตนเองจึงออกแรงเปิดฝาอย่างลนหน่อย ๆ
“นี่มัน...!” ฝากล่องดังคลิกแง้มเปิด ย่ากาเทียปิดปากอุทานอย่างตกใจแม้สองแม่ลูกยังคงงงอยู่ ด้านในมีวัตถุทรงกลมขนาดเท่าเหรียญสีคล้ายก้อนมรกตที่มีลายส้มทองคาด... มันดูเหมือนอัญมณี...
“เจ้าไปหาของสิ่งนี้มาจากไหนกันการอน!”
กาเทียถามตื่นตระหนกไม่น้อย การอนยิ้มบางอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของผู้อื่น
“ข้าเพียงแค่เตรียมการสำหรับสถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุด ข้าไม่อยากใก้ลูกของข้าต้องตกระกำลำบากเช่นที่ข้าเคยประสบมาท่านแม่” การอนพูดเสียงเรียบ พลางมองย้อนกลับมาที่ลูกและภรรยาของตน ซึ่งทำหน้างงและคาดคั้นให้อธิบายเสียที
“นั่นเป็นยาที่จะช่วยพัฒนาระดับพลังเวทมนตร์ให้เพิ่มพูนขึ้นได้ เป็นหนึ่งในยาหายากที่มีเพียงน้อยคนนักที่สามารถหลอมออกมา”
คำตอบนั้นทำให้ลาสกับคนเป็นแม่สะดุ้งโหยงตาตื่น ฉับพลันเลือดในกายกลับเย็นเฉียบเพราะมีความคิดหนึ่งแทรกขึ้นมา กลางปล้อง...
“แล้วราคา...” ลาสหน้าแห้ง มองยาในมือตาละห้อยคิดตามคำถามของแม่
“ก็พอจะใช้สร้างบ้านหลังเล็กแบบนี้ได้อีกหลังนั่นแหละ” กาเทียสรุปพลางเดินเข้ามาขอดูยาเม็ดนั้น ลาสส่งให้แต่โดยดีทั้งที่สมองยังคงวิงเวียนไปหมด ส่วนแม่ไม่ต้องสงสัยตัวแข็งทื่อไปแล้วน่าจะกำลังผงะกับราคาของเม็ดยา
“ท่านพ่อนี่ท่านไม่ได้โกรธข้าเหรอ” ลาสถามตามตรง อีกฝ่ายส่ายหน้าปฏิเสธ
“เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด ที่ผ่านมาเจ้าก็ตั้งใจหมั่นฝึกฝนดีแม้ชอบหนีจากข้าไปฟังเรื่องของย่าเจ้าเป็นประจำก็เถอะ” การอนพูดติดตลกเล็ก ๆ แม้จะแป้ก แต่เขาก็เบิกรอยยิ้มกว้างออกมาเป็น ครั้งแรกหลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตมา จังหวะนั้นเองที่กาเทียกระแอมเบา ๆ เรียกความสนใจไปที่ตน
“การอน... เจ้าเข้าโรงประมูลมาสินะ” ท่านย่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ใช่แล้วท่านแม่” การอนตอบเสียงเรียบ เลิกคิ้วเล็ก ๆ ด้วยความแปลกใจ
“เจ้าโดนหลอก”
“หา!?”
ทั้งสามอุทานขึ้นพร้อมกัน หันขวับไปทางหญิงสูงอายุที่ยืนพลิกเม็ดยาดูอย่างเพ่งพินิจ
“นี่เป็นยาสำหรับเสริมการฝึกพลังธาตุก็จริงอยู่ หากแต่เป็นยาสำหรับให้คนธาตุไฟใช้ ราคาต่ำกว่ายาไม่จำกัดธาตุอักโข ข้าว่าที่งานประมูลคงไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เป็นแน่”
กาเทียพูดจบก็เก็บยาใส่กล่อง วางลงบนโต๊ะพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ลาสชำเลืองมองพ่อของตนที่ยืนนิ่ง ตาเบิกโต ค้างเติ่งมองหน้าท่านย่ากาเทีย... ถึงไม่ได้ชักสีหน้าตกใจให้เห็นชัดนักแต่ไม่ทันไรเหงื่อก็เริ่มไหลพรากลงมาเป็นทาง หลังชุ่มจนเห็นเป็นวงชัด... ดูท่าหายนะใหม่กำลังคืบคลานมาเยือนครอบครัวอีกครั้งหนึ่งเสียแล้ว... หายนะทางการเงิน