ศาสตร์ลับหลอมวิญญาณ นิยายโดย tongfar
ตัวอย่างอ่านฟรี 11 ตอนแรกจากเล่ม 1
“หึ หากอาจารย์เจ้ามีจริงไม่รวมหัวกับเจ้าอ้วนนั่นกุเรื่องขึ้นมันก็ดี” การอนพูดเสียงแข็ง ดูท่าทางจะยังไม่เชื่อใจลาสและคำพูดของเบลซ์นัก ยิ่งลาสไม่สามารถพาดรากูนมาแสดงตนได้ก็ยิ่งเพิ่มความน่าสงสัยไปกันใหญ่
เมื่อคืนพวกเขาก็คุยกันมารอบหนึ่งแล้ว เช้านี้ไม่วายยกมาเป็นประเด็นให้บรรยากาศในครอบครัวคุกรุ่นขึ้น ก่อนออกจากบ้านเอาผักไปขายเสียอีก
“ข้าบอกท่านแล้ว หากท่านไม่เชื่อข้าก็คงไม่สามารถพูดอะไรได้อีก และข้าคงไม่ขัดใจอาจารย์ลากท่านออกมาแสดงตัว เพราะข้าไม่คิดพึ่งพาคนอย่างบรันฟอร์ดแล้ว นี่เป็นทางสุดท้ายของข้า”
ลาสตอบกลับหน้าตาย ทำให้การอนฉุนขึ้นอีกระดับ แต่ก็ถูกขวางด้วยเสียงวางแก้วน้ำชาของหญิงสูงอายุที่นั่งฟังอยู่นานแล้ว สายตาของกาเทียจ้องเขม็งที่การอนจนเหงื่อตก
“เจ้าควรปล่อยให้ลูกได้ลองก่อนการอน เจ้าเองก็น่าจะรู้ดีว่าอาจารย์ในรั้ววังมองพวกเราแบบไหน ถ้าลูกเจ้ามีโอกาสได้พบ กับอาจารย์ที่ตั้งใจสอนวิชาจริง ทำเช่นนี้ไม่ถือเป็นการขัดขวางพัฒนาการของลูกตัวเองหรอกรึ!” กาเทียไม่ได้พูดเสียงดัง แต่ทุกคำมีเหตุผลและทรงอำนาจจนการอนสะอึก
“แต่ถ้าธาตุน้ำข้าเองก็สอน...สอน...” การอนทำท่าจะแย้ง แต่เมื่อโดนหางตาเขม่นเข้าก็พูดต่อไม่ออก “ข้าเข้าใจแล้ว ๆ ข้าจะรอจนกว่าจะถึงวันทดสอบรอบแก้ตัวก็แล้วกัน ถ้าเจ้าไม่มีพัฒนาการที่ดีพอล่ะน่าดู!” การอนโมโหพูดทิ้งท้าย แล้วเดินออกประตูปิดปังให้ คนเป็นแม่ต้องถอนหายใจอย่างอ่อนล้า
“ขอโทษนะเอเรล เจ้านั่นน่ะชอบกดดันตัวเอง ไม่พอยังชอบกดดันมาถึงคนอื่นอีก” กาเทียว่าพลางมองไปทางหญิงสาวที่ยืนอยู่ที่หัวโต๊ะ เธอส่ายหน้าเปื้อนยิ้มบาง
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะท่านแม่ การอนน่ะเดี๋ยวข้าจัดการเอง” เอเรลว่าพลางบอกลาเพื่อเตรียมตัวไปขายของตามปกติกับการอน ลาสก็รู้สึกผิดเล็ก ๆ จึงได้แต่ยืนจ๋อยคนเดียว จนกาเทียกวักมือเรียกไปลูบหัวปลอบอย่างอ่อนโยน
“ลาส อาจารย์ของเจ้าน่ะเป็นคนอย่างไรกันรึ”
ท่านย่ากาเทียถาม ลาสเงยขึ้นมองหน้าท่านย่าและก็เห็นผีหนุ่มผมดำยาวในชุดเทายืนอยู่ด้านข้าง ซ้ำยังเอามือมาโบกตรง แถว ๆ ตาของกาเทียอีก เห็นแล้วลาสถึงกับเหงื่อตก
ดรากูนทำแบบนี้กับคนในครอบครัวเขาทุกคน เพราะคิดว่าอาจมีใครสักคนมองเห็นตนอีก... ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นคงช่วยให้เรื่องง่ายขึ้น ไม่ต้องยุ่งยากอธิบายอะไรให้ยากเย็นนัก แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครอื่นเห็นแล้วจริง ๆ ถึงกลายมาเป็นอีหรอบนี้ โชคยังดีที่มีท่านย่าคอยช่วยพูดให้
“อาจารย์ท่านเป็นคนที่มีความรู้กว้างขวางจากการเดินทางไปทั่ว ติดดิน แล้วก็...” ลาสคิดนิดหนึ่งมองหน้าดรากูนที่กำลังกอดอกทำขรึม “ขี้เล่นไปสักหน่อยมั้ง”
“ข้าจริงจังเสมอนะลาส ขี้เล่นตรงไหนกันเล่า”
ดรากูนกระแอมทักท้วง ยังปากดี เล่นหลอกเจ้าเบลซ์ซะขวัญหนีดีฝ่อขนาดนั้น
“อาการของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ?” เห็นท่าทีของลาสกาเทียก็ยิ้มแล้วเปลี่ยนคำถาม ลาสผงกศีรษะรับ
“ข้าหายดีแล้วท่านย่า” ลาสตอบกลับทันควัน
“ที่จริงแล้วคนที่เสนอให้ใช้ใบชาเป็นส่วนผสมทำยา...ก็คืออาจารย์เจ้ามิใช่ท่านบรันฟอร์ดสินะ” กาเทียซัก ลาสก้มหัวงุด ๆ
“ข้าขอโทษที่โกหกท่าน” ลาสยอมรับผิด แต่แทนที่กาเทีย จะโกรธกลับเบิกรอยยิ้มบางขึ้น แล้วเชิดหน้าเด็กน้อยขึ้นมองหน้า อีกครั้ง
“ข้ารู้ว่าอาจารย์เจ้าน่ะเก่ง ทั้งที่เป็นการประยุกต์สูตรจากตำราแต่ทำให้เจ้าหายดี เช่นนี้ก็บอกได้แล้วว่าคนผู้นั้นต้องมี ความเข้าใจในการทำยาอย่างถ่องแท้เป็นแน่” กาเทียว่า
“ย่าเจ้านี่ไม่เบาเลยจริง ๆ” ดรากูนชมเปาะ
“แต่ย่าหวังว่าอาจารย์ของเจ้าคงไม่ใช่พวกนอกรีต... เจ้าต้องตอบย่ามาตามตรงนะลาส” กาเทียเปลี่ยนอารมณ์กลับมาถามอย่างหนักแน่น มือสองข้างอยู่ที่บ่าของลาส ดวงตาคู่งามจ้องมองเขา ตรง ๆ
“ไม่มีทางเป็นเช่นนั้นหรอกครับท่านย่า” ลาสตอบแล้ว ยิ้มแฉ่ง ครั้งนี้เขาไม่ต้องโกหกเพราะหากพูดให้ถูกดรากูนคืออาจารย์ของเรซาน และเรซานคือผู้ก่อตั้งประเทศแห่งยา เลโธเวน นี้ขึ้น... ถึงแม้ดรากูนจะไม่มีใบอนุญาตหลอมยา แต่หากว่าดรากูนนอกรีต เรซานก็นอกรีตด้วยน่ะสิ!
กาเทียยิ้มแล้วลูบหัวลาสอีกครั้งเมื่อเห็นสีหน้าของลาสไม่มีความลังเล
“เจ้าไปตามนัดอาจารย์ของเจ้าเถอะ ฝากขอบคุณท่านแทนข้าด้วยนะหลานย่า” กาเทียว่าแล้วตบบ่าลาสเบา ๆ
“ครับท่านย่า”
ลาสรับคำก่อนจะเดินออกจากบ้านไป
“ท่านย่าของเจ้านี่เป็นคนที่น่านับถือจริงนะ บอกว่าเป็น ขุนนางข้ายังเชื่อเลย” ดรากูนพูดพลางพยักหน้าหงึก ๆ พลางเดินตามลาสเข้าไปในไร่ของครอบครัว ลาสหันกลับมามองนิดหน่อยด้วยความแปลกใจ
“ข้าไม่เคยบอกท่านหรือ... ว่าท่านย่าน่ะเคยเป็นองค์หญิงของอาณาจักร แต่เพราะหลงรักท่านปู่ซึ่งเป็นสามัญชนจึงถูกเนรเทศออกมา” ลาสตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“เรื่องราวพรรค์นี้ เวลาผ่านมาหลายร้อยปีไม่มีใครคิดเปลี่ยนแปลงบ้างเลยหรือไงนะ” ดรากูนบ่นไปเรื่อยก่อนจะสะกิดลาสเบา ๆ
“จริงสิพวกนอกรีตที่ท่านย่าเจ้าพูดถึงคืออะไรกันล่ะนั่น ?” ดรากูนถาม
“ในประเทศนี้การจะทำยาได้ต้องมีใบรับรองการหลอมยาเสียก่อนจึงจะเป็นที่ยอมรับ เพียงแต่อย่างที่รู้กันนั่นแหละว่ามีเพียงธาตุไฟเท่านั้นที่ได้รับการยอมรับ ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้ว ธาตุอื่นจึงไม่มีสิทธิเป็นนักหลอมไงล่ะ”
สิ้นคำอธิบายของลาสดรากูนชะงักฝีเท้าลงทันที เมื่อมองย้อนกลับก็เห็นผีตนนั้นยืนนิ่งตัวสั่นระริก
“ไอ้ศิษย์ทรยศ ไอ้ศิษย์ไม่รักดี ไอ้ศิษย์.... ข้าควรจะด่าเจ้างั่งนั่นอย่างไรถึงจะสาสมถึงความงี่เง่าของมัน ลาสเจ้าช่วยข้าทีสิ!” ดรากูนดูท่าจะฉุนจนลมแทบออกหูแล้ว
“ข้าจะไปรู้คำด่ามากเท่าท่านที่อยู่มาหลายร้อยปีได้ไงล่ะ ดรากูน” ลาสว่าแล้วหัวเราะไม่สนใจดรากูน เดินสำรวจไร่ตนเอง ท่อม ๆ พลางใช้เนตรวิญญาณมองดูเผื่อว่าสมุนไพรที่ท่านพ่อกับท่านแม่ช่วยกันปลูกจะมีพลังวิญญาณเผยออกมาให้เห็นบ้าง แต่ขนาดเดินรอบแล้วเขาก็ยังไม่เจอสักต้น ลาสจึงค่อนข้างผิดหวังเล็กน้อย
“สมุนไพรที่ไร่ของเจ้าก็ปลูกดูแลได้ดีแล้วละ มันเป็นของดีเพียงแค่ยังไม่ใช่ของพิเศษเท่านั้นเอง อาทิตย์เริ่มส่องแล้ว เราไปเก็บของพิเศษกันดีกว่าน่า” เหมือนดรากูนพยายามปลอบใจลาสจึง พยักหน้ารับ แล้วพาเดินลัดไปตามไร่ของตนหยิบถุงผ้ามาถุงหนึ่ง ใช้เส้นทางด้านหลังบ้าน ตรงดิ่งเข้าป่าโดยไม่ต้องอ้อมหลบสายตาผู้คนแบบที่ผ่านมา
ด้วยแผนที่ซึ่งระบุจุดของหญ้าหยาดน้ำค้างเอาไว้แล้ว ทำให้ใช้เวลาเพียงไม่นานก็เดินทางไปถึงจุดที่พวกเขาเอาหญ้านั้นออกมาจากกล่องสมบัติแห่งโนม แต่ที่แห่งนั้นเวลานี้กลับกลายเป็นดินแดนแห่งสายหมอก บรรยากาศเย็นกว่าที่อื่นจนสัมผัสได้ กลิ่นหอมปะปนมากับความชื้นเตะจมูกจนเผลอกลืนน้ำลาย ดรากูนดูพึงพอใจกับผลงานมาก และลาสเองก็เพิ่งเข้าใจว่าธาตุเย็นที่ดรากูนพูดถึงคืออะไร ดูท่าแล้วคุณภาพของหญ้าตามธรรมชาติ จะดีกว่าตอนอยู่ในถ้ำนั้นชนิดเทียบกันไม่ได้เลยทีเดียว
ลาสลองใช้เนตรตรวจสอบดูอีกครั้งและพบว่า ณ ที่แห่งนั้นมีต้นที่มีไอสีเงินแผ่ออกมาเล็กน้อยอยู่สองต้น เขามั่นใจว่าจะต้องเป็นเจ้าพ่อหรือเจ้าแม่ของดงนี้อย่างแน่นอน แต่ดรากูนกลับบอกว่ายัง ไม่โตเต็มที่และไม่คิดจะเก็บวันนี้ ก่อนจะชี้ให้ลาสเก็บต้นอื่นก่อนโดยขุดดินรอบ ๆ แล้วดึงขึ้นมาอย่าให้รากขาด
“ท่านจะให้ข้าเก็บหญ้าพวกนี้ไปทำอะไรกันล่ะดรากูน” ลาสถามเพราะไม่เข้าใจ
“เพื่อนเจ้าบอกว่าหญ้าพวกนี้มีราคามิใช่หรือ เช่นนั้นเราก็นำมันไปขายให้พวกนักเล่นแร่แปรธาตุ ก่อนราคามันจะลงดีกว่า ที่สำคัญข้าอยากเห็นวิทยาการการแปรธาตุของยุคนี้ด้วย ว่าจะเจริญรุ่งรืองไปถึงไหนแล้ว”
ดรากูนว่าแล้วยิ้มเชิดหน้ามองไปไกล แต่... แต่...
“เรื่องเจ้าพ่อค้าเป็นเพื่อนข้าหรือไม่ช่างมันก่อนก็ได้ แต่...” ลาสลังเลที่จะพูดนิดหน่อยทำให้ดรากูนอดสงสัยไม่ได้ ตีหน้างงจนเห็นได้ชัด “ข้าคิดว่าเราเอาไปขายให้สมาคมหลอมยาน่าจะดีกว่านะ เพราะว่าสมาคมนักแปรธาตุน่ะไม่มีอะไรเลย”
ดรากูนเลิกคิ้วงงไม่เข้าใจ
“เดี๋ยวนะ ทำไมถึงไม่มีอะไร พวกนักเล่นแร่แปรธาตุเนี่ยนะไม่มีอะไร!?”
ลาสพยักหน้า
“ข้าไม่รู้ว่ายุคท่านเป็นเช่นไร แต่สมาคมนักเล่นแร่แปรธาตุสมัยนี้น่ะ เป็นเพียงสมาคมระดับรองลงมากกว่าพวกนักวิเคราะห์ยาหรือนักหาวัตถุดิบอีก เหมือนเป็นผู้ช่วยเสริมของสมาคมนักทำยาด้วยซ้ำ เลยไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ”
ดรากูนกุมขมับทำหน้าเหมือนโดนผีหลอก แต่อย่าเผลอแสดงหน้าผีผุ ๆ พัง ๆ ให้เห็นแล้วกันไม่งั้นเขาอาจจะกลัวก็ได้
“ไอ้ศิษย์ชั่ว ศิษย์เลว ศิษย์.... อ๊าก หลุมศพมันอยู่ไหนข้าจะไปขุดมันมาฟังข้าสั่งสอนอีกสักรอบ!” ดรากูนโวยลั่นเหมือนจะ สติแตกไปเสียแล้ว
“ลาสฟังนะ” ดรากูนตีหน้าเข้มชี้หน้าเขาจนต้องถอยหลบ “ทำไมพวกเจ้าถึงใช้คำว่าหลอมยากันล่ะทั้งที่คำอื่นเช่นปรุงยา ผสมยา นั้นเหมาะสมกว่า”
ลาสส่ายหน้า
“ข้าจะไปรู้ได้ไงล่ะ ข้าเพิ่งอายุสิบขวบไม่ใช่พันปีเสียหน่อย”
“นั่นแหละ!” ดรากูนไม่สนใจคำแย้ง “แต่เดิมการหลอมยาเป็นศาสตร์หนึ่งที่แตกแขนงมาจากการเล่นแร่แปรธาตุ ทั้งรากฐานของวิชา ทั้งการใช้วงเวท ทั้งการจัดหาวัตถุดิบ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพของยาให้เหนือกว่ายาในอดีตกาลกลายเป็นยาที่เจ้ารู้จักในปัจจุบัน การเรียกว่าหลอมยาจึงทำเพื่อเป็นการให้เกียรติการเล่นแร่แปรธาตุ ที่นำพาความเจริญรุ่งเรืองมาให้วงการยา ดังนั้นการไม่ให้ความสำคัญกับการเล่นแร่แปรธาตุ ถือเป็นการดูถูกต้นกำเนิดของวิชาเชียวนะ”
“เฮ้อ...” ดรากูนถอนหายใจอย่างอ่อนล้า “เจ้าเก็บแค่นั้นพอแล้ว ไปกันเถอะ”
“ไปไหนล่ะ ?” ลาสถาม
“แน่นอนว่าต้องเป็นสมาคมนักเล่นแร่แปรธาตุน่ะสิ ข้าคิดจะสอนเจ้าเรื่องวงเวทอยู่พอดี คงต้องพึ่งตำราหลายเล่ม”
“นี่ท่านไม่คิดว่าบทเรียนข้าจะข้ามขั้นไปสักหน่อยเหรอ ขนาดหนังสือทั่วไปมีคำยาก ๆ ข้ายังอ่านเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างเลยนะ” ลาสคิ้วขมวดมุ่น เพราะตามที่เขาเคยได้ยินมา วงเวทคือศาสตร์ลี้ลับที่มีความยากค่อนไปทางยากมาก ยากที่สุด และยากเป็นบ้า
“เจ้ากลัวอะไรกันล่ะ ข้าสอนเจ้าเรซานตั้งแต่มันยังอายุแค่หกเจ็ดขวบด้วยซ้ำ” ดรากูนว่า แต่ลาสอยากจะเถียงให้ ไม่ใช่เพราะสอนหนักเกินตั้งแต่เด็ก เลยกลายเป็นอัจฉริยะสติแตก ทรยศอาจารย์เพราะต้องการแก้แค้นหรอกเหรอ
แต่ติดแค่ว่าเขาเถียงเจ้าผีมือหนักตนนี้ไม่ได้ เพราะอาจหัวโนโง่ลงกว่าเดิมจากการมะเหงก
หลังจากเก็บหญ้าหยาดน้ำค้างได้พอประมาณลาสเก็บใส่ถุงผ้าโทรมอย่างระมัดระวังไม่ให้ช้ำ ก่อนจะหิ้วไปทั้งอย่างนั้น...
สมาคมนักเล่นแร่แปรธาตุในเมืองเทอร์ริน เป็นสมาคมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยก่อตั้งประเทศ แต่เนื่องจากที่ประเทศนี้ยาเป็นสิ่งสำคัญ ที่ปฐมกษัตริย์ใช้เป็นเครื่องมือในการก่อตั้งประเทศขึ้น ‘ยา’ จึงกลายเป็นตัวแทนของปาฏิหาริย์ซึ่งไม่มี สิ่งใดสามารถลบล้างได้
ตั้งแต่อดีตโดยเฉพาะในยุคนี้ที่สังคมเริ่มเปิดกว้างขึ้น สมาคมจึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อยกระดับการเล่นแร่แปรธาตุในประเทศนี้ยิ่งขึ้นไปอีก แต่ผลงานทั้งหลายยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก เท่าที่ยัง ไม่สามารถหลอมสิ่งที่มีราคาค่างวดได้ แถมส่วนใหญ่ผลงานแปรธาตุที่ได้รับความสนใจไม่พ้นส่วนผสมของยาเสียมากกว่า โดยอุปสรรคใหญ่ก็คือ...คนรุ่นใหม่ของสมาคมไม่มีผู้ใช้ธาตุไฟแม้แต่คนเดียว และไม่มีเด็กธาตุไฟคนไหนคิดจะเข้าสมาคมนี้ด้วย
...ขนาดช่วงรับสมัครนักศึกษา ทางสมาคมเคยเชิญปรมาจารย์นักแปรธาตุมาจากต่างแดน เพื่อให้ความรู้ก็ยังไม่อาจ ชักจูงเด็กธาตุไฟที่เป็นธาตุรองเข้าสมาคมได้สักคน ขนาดเด็กธาตุอื่นที่มีพลังในระดับกลางขึ้นไปยังมองข้าม
ชายชรา หากกะด้วยสายตาอายุเกินกว่าหกสิบมองดูสภาพสมาคมที่เพิ่งปรับปรุงใหม่ เคาน์เตอร์ด้านหน้ากว้างขวาง พื้นไม้ขัดมันเลี่ยม ห้องเรียนที่ชั้นสองก็มีบันไดโค้ง ทั้งสองฝั่งซ้ายขวาโดดเด่นเป็นสง่าพาขึ้นไป เพดานประดับด้วยแผนผังดวงดาวและวงเวทโบราณหลากหลาย ประตูเปิดอ้าเชื้อเชิญให้เข้ามารับชมเต็มที่
ถึงอย่างนั้นคนก็ยังโหรงเหรงแต่หัววัน การบริหารงานกว่าสามสิบปีของเขาดูเหมือนจะล้มเหลวจนยากให้อภัย สมบัติจากอดีตส่วนใหญ่ก็ขายไปเกือบหมดแล้วเพื่อให้สมาคมยังคงดำรงอยู่ได้
เขาไม่อยากจะคิดเลยว่าสมาคมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานจะล้มลงในมือของตนเอง และชื่อ ศาสตราจารย์ทรินซ์ จะถูกจารึกลงไปในหน้าประวัติศาสตร์ด้วยในฐานะผู้ล้มเหลว...
ระหว่างที่เขายังคิดไม่ตก เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งใส่ชุดทำไร่มอมแมมก็เดินเข้ามา ในมือหิ้วถุงผ้าเขรอะเข้ามาด้วย ท่าทาง ล่อกแล่กเหมือนลังเลจะเข้ามาในสมาคม
“เข้ามาสิพ่อหนุ่ม” ทรินซ์เอ่ยทักแล้วยิ้มแห้ง ๆ ให้
ทั้งที่ดูจากท่าทางแล้วคงเป็นลูกชาวนา หอบเอาสมุนไพรธรรมดา ๆ มาขายแน่ แต่ถึงอย่างนั้นคนอย่างเขายังต้องต้อนรับ อา... สมาคมนี้คงไม่รอดแน่แล้ว ทรินซ์คิด
“วันนี้มีอะไรมาเสนอล่ะหือ ?”
ชายวัยกลางคนถาม ลาสเองก็ประหม่าไม่น้อย เมื่อมองไปโดยรอบแล้วคนช่างน้อยอย่างที่คิดไว้เลย แล้วตาแก่คนนี้ดูจากการแต่งกายแล้วนับว่าเป็นชนชั้นสูง คนแบบนี้ถึงกับต้องมารับแขกเองเลยหรือไงกัน ขณะที่ลังเลนั้นพอมองหน้าดรากูนหมอนั่นพยักหน้าหงึก ๆ เป็นเชิงว่าอย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย
“ข้า... มีหญ้าหยาดน้ำค้างมาเสนอขาย ท่านให้ได้เท่าไร” ลาสถามด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างอ่อน อีกฝ่ายเลิกคิ้วด้วยความงง
“หนุ่มน้อย ข้าไม่รู้จักต้นนั้นถ้าอย่างไรขอข้าดูก่อนได้ไหม ?” ทรินซ์เสนอ
“จริงสิ” ลาสเองก็เพิ่งนึกออก ชื่อนั้นเป็นชื่อเรียกที่ดรากูนใช้จนติดปาก แต่ชื่อจริงของมันในยุคนี้น่าจะเป็น... “ข้าลืมไปว่าคนส่วนใหญ่เรียกว่าต้นเฮเรร่าน่ะ”
“อะไรนะ” ทรินซ์ร้องด้วยความประหลาดใจ แต่เมื่อเห็นต้นหญ้ากลีบใบสีเขียวสดไม่มีรอยช้ำ ดอกสีม่วงอ่อนยังมีหยาดน้ำชุ่มส่งกลิ่นหอมละไม... เมื่อลาสเขย่งวางที่หน้าเคาน์เตอร์ทรินซ์หยิบมาพิจารณา เขารับรู้ได้เลยว่านี่เป็นของคุณภาพดี มีการเก็บอย่างถูกต้องต้นไม่ช้ำ รากยังอยู่เกือบครบแสดงว่าค่อย ๆ บรรจงขุดขึ้นมา... เขามองหน้าเด็กน้อยสลับกับถุงที่ถืออยู่
“อย่าบอกนะว่าในถุงนั้นทั้งหมด...” ทรินซ์ถามแล้วชะงักกลืนน้ำลาย
“ก็มีอยู่ประมาณสิบกว่าต้นเท่านั้น” ลาสตอบนึกถึงตอนขุด เพราะมันยุ่งยากเลยเสียเวลามากสักหน่อย
“อะไรนะสิบต้น” ทรินซ์อึ้งไปชั่วขณะ “คุณภาพนี้เลยเหรอ...?”
“เอาออกมาให้เขาดูสิลาส”
ดรากูนพูดเสียงเรียบ ได้ยินอย่างนั้นลาสก็ทำตาม ค่อย ๆ หยิบแต่ละต้นขึ้นมาอย่างถนอมมือ วางเรียงกันต่อหน้าของทรินซ์ที่ตาค้างไปแล้ว ก่อนที่ชายสูงวัยจะถอนหายใจอย่างอ่อนล้า
ช่วงนี้โรงเรียนยังไม่เปิดรับสมัคร ไม่มีค่าเทอมจากเด็กปีนี้ สมาคมที่มีผลกำไรติดลบจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายกันล่ะ...
“เจ้าเก็บไปขายให้ร้านยาเถอะ พวกนั้นน่าจะให้เจ้าได้ต้นละ 50 เหรียญทอง ข้าได้ข่าวว่าสมุนไพรตัวนี้กำลังขาดแคลนอยู่เชียว” ทรินซ์ปลงตก จริงอยู่ที่สมาคมกำลังลำบาก แต่จะให้หลอกเอาเงินเด็กตัวจ้อย แล้วจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ในเมื่อสิ่งที่ตนทำมาตลอดนั้นทำด้วยใจรัก
“แต่ข้าว่าต้นเฮเรร่าอยู่ในมือของนักเล่นแร่แปรธาตุ จะสกัดประโยชน์จากสมุนไพรนี้ได้มากกว่า เช่นลำต้นยังสามารถเอามาเสริมพลังทำเป็นผืนผ้าที่มีความคงทนและป้องกันพิษจากสัตว์ได้หลายชนิด ตัวเกสรเองก็นำมาสกัดน้ำมันด้วยวิชาแปรธาตุน้ำ แล้วนำมาหลอมกับเหล็กแดงด้วยวงเวทเสริมโลหะ กลายเป็นพิษชนิดพิเศษที่สามารถทำให้สัตว์ร้ายบางประเภท เช่น เสือเรเดนเป็นอัมพาตชั่วขณะได้ ดังนั้นหากนำไปให้นักทำยาแล้วทิ้งส่วนเหล่านี้ ข้าว่ามันไม่คุ้มค่าสักเท่าไร” ลาสพูดตามคำของดรากูน แต่แค่นั้นก็ทำทรินซ์ตาค้างแล้ว
“เจ้ารู้เรื่องพวกนี้ด้วย...”
ทรินซ์ครางเบา ๆ ลาสอยากส่ายหน้าเพราะเขาเองก็เพิ่งรู้เมื่อครู่นี้เอง ชายสูงอายุกลายเป็นคิดหนักอีกครั้ง
“หากท่านไม่สะดวกเรื่องเงิน ข้าอยากจะขอเป็นหนังสือ วงเวทแทนได้หรือไม่” ลาสเสนอให้ ทรินซ์แปลกใจกว่าเก่า
“เจ้าสนใจเรื่องวงเวทอย่างนั้น...เหรอ...?” ลาสอยากส่ายหน้าอีกแล้ว แต่ดรากูนดันจับกดหัวกลายเป็นพยักหน้าแข็ง ๆ ซะงั้น
“ถ้าเจ้าสนใจก็ได้ตามข้ามาสิ” ทรินซ์ว่าแล้วก็เรียกลูกน้องมาดูแลเคาน์เตอร์ต่อ แล้วพาลาสขึ้นไปยังห้องสินค้าด้านบน ลาสสังเกตเห็นว่าตำราที่นี่ค่อนข้างเก่า แต่มีการจัดเก็บรักษาค่อนข้างดี เขาอ่านไม่รู้เรื่องสักเล่มจึงได้แต่เดินตามดรากูนที่บินวนไปเวียนมา
ไม่นานนักพวกเขาก็เลือกมาได้สี่เล่ม ดรากูนดูพอใจมากและต้องการเท่านี้ ลาสจึงเสนอว่าจะแวะมาอีกหาหากสินค้าได้เพิ่มเติม และบางครั้งบางครา... อาจจะขอให้สมาคมช่วยทำการเล่นแร่ แปรธาตุในวิชาที่ดรากูนเองก็ไม่ถนัดบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกวิชาแปรธาตุเฉพาะทางของธาตุไฟที่เป็นธาตุอริ
ทรินซ์ตอบรับด้วยความยินดี ลาสเองก็ได้ใบปลิวรับสมัครเข้าศึกษาต่อโรงเรียนการเล่นแร่แปรธาตุมาเป็นของแถมอีกหนึ่งแผ่นก่อนบอกลา
ทั้งคู่เดินออกมาจากสมาคมพร้อมเงินประมาณสามสิบเหรียญทอง ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่ค่อนข้างมากสำหรับคนฐานะเช่นลาส แต่ด้วยเงินจำนวนนี้ก็ถือว่าพอเพียง ในการซื้อเมล็ดพันธุ์สมุนไพรระดับกลางค่อนไปทางสูง จากตัวเมืองชั้นใน
ในคราแรกเจ้าของร้านจะไม่ให้ลาสเข้าร้านเพราะสภาพมอมแมม แต่พอโชว์เหรียญทองในถุงเท่านั้นแหละรีบต้อนรับทีเดียว ดรากูนค่อนข้างไม่พอใจและคิดจะไปร้านอื่น แต่ลาสไม่รู้จักร้านอื่นอีกแล้วและมั่นใจว่าร้านอื่นก็จะได้รับการต้อนรับแบบเดียวกัน
พวกเขาเลือกกันอยู่พักหนึ่ง ถึงเวลาจ่ายเงินลาสพอรู้ว่า พวกเขาโดนขูดรีดนิดหน่อย กับเมล็ดพันธุ์จำนวนนี้ แต่เขาตัดสินใจไม่บอกให้ดรากูนที่หัวเสียอยู่รู้ แล้วค่อยพูดทีหลังเมื่ออารมณ์เย็นลงบ้างคงจะดีกว่า
ดรากูนเดินเหม่อตามลาส สายตาสีดำคู่นั้นสอดส่องผู้คนของเมืองชั้นในที่ดูหรูหรา ชีวิตเต็มไปด้วยความสวยงาม ทิวทัศน์ที่เขาเห็นอยู่ตลอดยามถูกนำออกมาตั้งแสดงให้ผู้คนรับชม แต่พอเดินออกมายังเมืองชั้นนอก ชีวิตผู้คนปากกัดตีนถีบ บ้างล้มป่วยไม่มีแม้ยารักษา ต้องอาศัยธรรมชาติรักษาไปวัน ๆ
เขาเริ่มเห็นขอทาน เห็นพ่อค้าแม่ค้าที่หาสมุนไพรมาขาย แต่ก็ยังซูบตอบเหมือนไม่มีจะกิน ทั้งที่คุณภาพก็ไม่ได้แย่อะไรมาก
ร้านยาของเมืองชั้นนอกกลับแย่กว่าเมื่อมีแต่ยากระจอก ๆ ไม่ใช่แสดงผลช้าก็แสดงผลน้อย หรือกระทั่งมีผลทางด้านลบ ซ้ำยังขายในราคาเหรียญทอง... แพงพอ ๆ กับเมล็ดพันธุ์ที่พวกตนเพิ่งซื้อมา
ดรากูนหลับตาลง ยิ้มอย่างอ่อนล้าแล้วถอนหายใจออกมาเมื่อพ้นประตูเมือง
“เจ้าคิดว่ายาคือสิ่งใดกันลาส” ดรากูนถามเสียงค่อย เรียกลาสให้หันมองหน้าตนด้วยความสงสัย
“ท่านถามอะไร ยาก็คือยา หรือจะหมายถึงยาวิเศษของท่านที่ร่วมกันหลอมกับเรซาน...จนกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดประเทศนี้ขึ้นล่ะ” ลาสพยายามตอบให้ยาว แต่ดรากูนกลับส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ประเทศนี้มีความเชื่อที่เขาต้องทำการเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วนที่สุดแล้ว
“ยามีไว้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต มิใช่ความมั่งคั่ง” นั่นคือคำตอบของเขา
“ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ แต่ผู้ทำยาได้ก็มีไม่เยอะ ทั้งวัตถุดิบก็ยังหายากนี่นา” ลาสหยุดคิดนิดหนึ่งแล้วตอบออกมาตามตรง ประสบการณ์ชีวิตสอนตนมาเช่นนั้น แต่แล้วเขากลับเห็นสายตาของดรากูนมองทอดยาวออกไปไกลแสนไกล... ราวกับจงใจพูดกับ รูปปั้นเรซานที่อยู่ลิบ ๆ สุดสายตา
“เมื่อรู้ว่าวัตถุดิบใดสำคัญก็ต้องมีการผลิตเพิ่ม เมื่อรู้ว่าปัจจัยใดทำให้มีประสิทธิภาพในการผลิตสูงขึ้น ก็ย่อมทำให้เกิดเป็นผลผลิตที่เพียงพอและมีคุณภาพได้ ยาดีจึงมิใช่เพียงการแสวงหาโชค... ยาน่ะจะมีประโยชน์สูงสุดก็ต่อเมื่อสามารถช่วยเหลือคนหมู่มากได้ มิใช่มีไว้เป็นเครื่องมือแบ่งชนชั้น”
นั่นเป็นแนวคิดของดรากูนที่พูดออกมาอย่างจริงจัง ดูไม่สบอารมณ์นักกับสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่มีความเจริญรุดหน้า หากมันกลับทำให้คุณค่าชีวิตของผู้คนจำนวนหนึ่งลดลง...เกิดเป็นความเหลื่อมล้ำจนเกินความพอดี และมันเป็นบทเรียนแรกที่ลาสจะได้เรียนด้วยเช่นกัน...