ศาสตร์ลับหลอมวิญญาณ นิยายโดย tongfar
ตัวอย่างอ่านฟรี 11 ตอนแรกจากเล่ม 1
แม้เป็นการร่วงหล่นเพียงไม่กี่วินาทีแต่ใจกลับหายวาบ ราวกับหยุดเต้น กระเพาะอาหารหดตัวไปกองอยู่กับเครื่องในอื่น ปากทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจากแหกปากร้อง สองเสียงประสานโหวกเหวก ไม่มีใครคิดอะไรออกหัวขาวโพลนเช่นเดียวกับใบหน้าที่ซีดเผือด ในใจนึกไปแล้วว่าตายแน่... ตายแน่ ๆ
หลังเป็นส่วนแรกที่กระทบพื้นก่อนดังเพียะ ความเจ็บแล่นพล่านชั่วพริบตา แต่ก่อนจะได้อุทานสำรอกความเจ็บกลับสำลักจนตาเบิกโพลงเมื่อมีของเหลวเย็นเฉียบไหลเข้าปาก ไม่ตายคือ ความคิดแรกที่แวบเข้าหา จมน้ำคือความคิดต่อมา สองแขนว่ายตะเกียกตะกายสุดชีวิตผุดหัวขึ้นหายใจบนผิวน้ำ พ่นไอออกมา ชุดใหญ่ทั้งน้ำตาเล็ด เสียงดังก้องไปทั่ว
นอกจากเสียงที่เขาก่อขึ้นก็มีเสียงหนึ่งดังอยู่ไม่ไกล เป็นเสียงมือตีน้ำรัว ๆ และเสียงแหกปากร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าอ้วนพ่อค้าที่ตกมาด้วยกัน
สายตาเริ่มปรับกับความมืดได้พบว่าเบื้องบนมีคริสตัลสีเขียวอ่อนทอแสงให้ความสว่าง ณ ปากโพรงสีดำสนิทราวกับจะกลืนกินทุกสิ่งที่ขวางหน้า เพียงแค่มองตรงเข้าไปใจก็หวิวจนขนลุก
“แค่ก! ช่วยข้าด้วย!” เสียงร้องขอความช่วยเหลือยังดัง ไม่หยุดแถมยังเริ่มแผ่ว ลาสเพิ่งตั้งสติดได้หันมองตามเสียงก็พบ เจ้าพ่อค้าผลุบ ๆ โผล่ ๆ มือไม้ตวัดมั่วกำลังแตกตื่นจนไม่อาจคุมสติได้ ทำท่าจะจมมิจมแหล่
“ฝั่งอยู่ข้างหลังเจ้านั่น จะโวยวายอะไรนักหนาเล่าเจ้าพ่อค้าเอ๊ย!” ลาสตวาดด่า ชี้ตรงไปทางผลึกเรืองแสงสีเขียวซึ่งเกาะอยู่ตามหินสีดำ บ่งบอกว่ารัศมีของบ่อน้ำนี้ไม่ได้กว้างขวางอะไรมากมายนัก แต่อีกฝ่ายกลับหลับตาปี๋แล้วตีน้ำมั่วซั่วไม่มีวี่แววจะฟังเลยสักนิด
“จะจมแล้ว จะจมแล้ว แค่ก!” เจ้าอ้วนร้องลั่นแล้วเหมือนหมดแรงตะเกียกตะกายเริ่มจมลงไปจริง ๆ จนได้
“โธ่เว้ย!” ลาสสบถ ขบฟันแน่น เขาไม่กล้าเข้าไปช่วยเพราะตนก็ว่ายน้ำไม่ได้แข็งอะไรนัก มิหนำซ้ำอีกฝ่ายยังตัวใหญ่กว่าบทเข้าไปพานจะโดนดึงรั้งจมไปด้วยอีกคน
เมื่อมองไปรอบ ๆ อีกครั้งก็ไม่เห็นดรากูนที่คอยตามติดแม้เพียงเงา ด้วยพลังของเขาเท่าที่มีย่อมไม่สามารถยกเจ้าอ้วนขึ้นจากน้ำได้แน่... ถ้าอย่างนั้น...
เด็กชายหลับตาลงพยายามรวบรวมสมาธิ สกัดกลั้นอารมณ์ตื่นตระหนกเอาไว้เพื่อสัมผัสถึงผืนน้ำในบ่อ แม้จะไม่กว้างนักแต่มันลึกจนไม่อาจหยั่งถึงก้นบึ้ง มือเล็กผลักควบคุมสายน้ำดันร่างของ เจ้าอ้วนลอยเข้าหาฝั่ง แต่แรงไปหน่อยกระแทกหินดังปั้ก หมอนั่นยังเหลือแรงร้องโวยวายด่า ก่อนจะรีบเกาะหินปีนขึ้นไปนอนกลิ้งเกลือกบนพื้นดินหายใจหอบตัวโยน ลาสเห็นก็โล่งอกไปเปลาะ ลอยคอเข้าหาฝั่งเอื้อมมือยึดจับหินเพื่อปีนตามขึ้นไปนั่งพักบ้าง
เมื่อความตื่นเต้นคลายลง ความเย็นก็แทรกซึมทั่วทั้งร่างจนหนาวสั่น ลมหายใจกลายเป็นไอขุ่น ฟันกระทบกันดังกึก ๆ อากาศในถ้ำนี้เย็นกว่าภายนอกมาก เสื้อผ้าที่สวมใส่เปียกปอนไปทั้งตัว แทนที่จะช่วยให้อบอุ่นกลับทำให้หนาวยิ่งกว่า ลาสมองเจ้าอ้วนที่ตอนนี้นอนหลับตาปี๋ขดตัวเป็นก้อนซาลาเปาคิ้วยิ่งขมวดมุ่นหนักข้อ
“เจ้าพ่อค้า ทำบ้าอะไรของเจ้า จุดไฟ... จุดไฟ!”
ลาสรีบคลานกรูดเข้าหาแล้วจับร่างท้วมเขย่าให้ได้สติ
“จุดไฟอะไรกันเล่า เจ้าเกษตรกร เห็นคริสตัลพวกนั้นไหม ?”
ไม่ว่าเปล่าเบลซ์ก็กวาดนิ้วชี้ไปทางเหล่าคริสตัลเรืองแสง สีเขียวที่ให้ความสว่างเป็นหย่อม ๆ ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงสั่น
“พวกนั้นคือสินแร่ เรดาทิสต์ เป็นหนึ่งในสินแร่ต้องห้ามที่มีลักษณะเป็นพิษ หากได้รับความร้อนจะแตกตัวกลายเป็นผง ใครหายใจเข้าไป มันจะทำลายระบบหายใจย่อยยับ ข้ายังไม่อยากตาย โง่ ๆ แบบนั้น!”
ลาสสะดุ้งโหยง ลุกขึ้นเหลือบมองเจ้าพวกคริสตัลนั้นอีกครั้ง ไม่นึกว่าสิ่งสวยงามขนาดนั้นจะเป็นของมีพิษ ก่อนจะมองย้อนกลับมายังเจ้าอ้วนที่ตัวสั่นงก ๆ เขาเองก็ไม่แพ้กันสักนิด มือเล็กเลื่อนขึ้นประสานกันหว่างอกแล้วหลับตาลง... พยายามตั้งสมาธิที่มีเพียง น้อยนิดเค้นพลังเวทแผ่ปกคลุมทั่วร่าง แล้วรวมน้ำทั้งหมดออกจากผิวหนังและเสื้อผ้า ปรากฏเป็นก้อนน้ำกลมลอยอยู่เบื้องหน้าไม่ไกลนัก เขาสะบัดข้อมือ เจ้าก้อนน้ำแตกกระจายกลายเป็นสายฝนโปรยปรายลงบ่อ
“เจ้าเรียนวิชาหมาสะบัดขนมาจากไหนกันลาส” ตัวสั่น หงึก ๆ ยังปากดีได้ ไม่ใช่มันแล้วจะเป็นใคร ลาสหน้าย่นฉับพลัน
“เช่นนั้นเจ้าก็นอนขดกับฝุ่นดินเป็นลูกหมูแบบนั้นต่อไปเถอะ ข้าจะไปสำรวจถ้ำ” ลาสว่าแล้วถอยฉากหลบออกมา สายตาของทั้งคู่ประสานเขม่นกันไม่มีใครยอมใคร
“ในเมื่อเจ้าทำได้ ข้าก็ต้องทำได้!” เบลซ์ประกาศ ทันใดนั้นอากาศโดยรอบก็เริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้นทีละน้อย จากความหนาวเหน็บเริ่มอบอุ่นจนร่างฝืดเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ เจ้าอ้วนลุกขึ้นยืนยิ้มแฉ่ง แม้จะยังเปียกปอนแต่น้ำก็ค่อย ๆ ระเหยออกอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้าอาภรณ์คลุมร่างก็เริ่มพลิ้วไหวดังเดิม ปากอิ่มฉีกยิ้มร่าพูดออกมาอย่างภาคภูมิ “เป็นไงพลังของข้า!”
ลาสกลั้วหัวเราะ “พลังเตาผิงน่ะเหรออุ่นใช้ได้!”
“นี่เจ้า... ไม่เจอกันพักเดียวเหมือนอัดอั้นอยากมีเรื่องกว่าเก่าอีก” เบลซ์ว่าพลางกอดอกเขม่นมอง
“มันก็พอกันไม่ใช่เหรอไง ว่าแต่เจ้าไม่กลัวคริสตัลพวกนั้นระเบิดแล้ว ?” ลาสชี้ไปทางคริสตัลกลุ่มเล็กที่อยู่ใกล้เท้าเจ้าอ้วน หมอนั่นยักไหล่
“สินแร่เรดาทิสต์จะทำปฏิกิริยาเมื่อมีอุณหภูมิสูงกว่า 50 องศา แต่ในถ้ำนี่โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 16 และข้าแค่แผ่ความร้อนระดับแค่ 42 องศา ดังนั้นไม่น่าจะเป็นปัญหา ยกเว้นก็แต่...” เบลซ์พูดไม่จบแล้วกวาดสายตามองโดยรอบให้ชัดอีกครั้ง พร้อม ๆ กับปัดฝุ่นที่แขนขาและเสื้อผ้า ก่อนจะหยุดลงและสัมผัสถึงบรรยากาศประหลาดที่ ไม่เคยพบเจอมาก่อน...
สถานที่นั้นช่างมืดสลัว... แหล่งของแสงมีเพียงคริสตัล เรดาทิสต์ทั้งพื้นและเพดานหิน เมื่อเสียงต่อล้อต่อเถียงสิ้นสุดลงความเงียบไร้ที่สิ้นสุดก็มาเยือน สรรพสิ่งไร้การเคลื่อนไหว แผ่นน้ำนิ่งสนิท สายลมไม่มีพัดให้ได้สัมผัสหรือได้ยิน
ลาสกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อมองหน้าเจ้าอ้วนที่อยู่ไม่ห่างนักแสงสว่างจากคริสตัลที่ปลายเท้าก็ส่องแสงเขียวฉายที่ใบหน้าชวนขนลุกไม่หยอก...
“ปกติเห็นพูดมากอย่าเงียบสิเจ้าพ่อค้า” ลาสเริ่มใจเสียทำลายความเงียบลง
“ถ้ำนี้มันอะไรกัน” เป็นคำถามที่ไม่ช่วยอะไรเลยซ้ำเงียบกว่าเก่า ในหัวลาสเองก็ยังคงสับสน ในวินาทีก่อนที่จะโดนกลืนลงมา ดรากูนทำหน้าเหมือนรู้จัก แต่เจ้าผีตนนั้นก็ไม่อยู่แถวนี้... ไม่เห็นแม้เพียงเงา และหากใช้เนตรวิญญาณมองดู ดีไม่ดีจะได้เห็นผีตนอื่นแทน ซึ่งเขาเองก็ไม่เคยเห็นผีอื่นนอกจากดรากูนมาก่อน อาจช็อกหัวใจวายเอาได้ง่าย ๆ
“มันเหมือนดันเจี้ยน ว่าไหม ?” เบลซ์ออกความเห็น
“อาจจะ แต่เจ้าเคยได้ยินเรื่องดันเจี้ยนเคลื่อนที่ได้ด้วยหรือ ไง ?”
ลาสถามความเห็น เพราะตามความรู้ของเขา ดันเจี้ยนคือชื่อเรียกของสถานที่ซึ่งมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว มักแตกต่างกันออกไปตามภูมิประเทศ แต่สิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกันทุกที่คือ...
ความอันตราย
“ไม่เคย” เบลซ์ยอมรับพร้อมส่ายหน้า “และข้าไม่เคยได้ยินใครที่ไหนพูดถึงดันเจี้ยนในป่านี้... มีแค่... แค่...”
“ข่าวนักล่าหายสาบสูญ...”
ลาสต่อประโยคของอีกฝ่ายจนจบยิ่งรู้สึกขนลุก เพราะหากข่าวคนหายเกี่ยวข้องกับเจ้าถ้ำนี่แล้วล่ะก็... เขาไม่อยากจะคิด ส่วนเบลซ์หน้าซีดเผือดไปแล้ว
ลาสไม่สนใจ ส่ายหน้าสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากสมอง แม้จะยังกลัวอยู่ไม่น้อยแต่ว่าเห็นก็ยังดีกว่าไม่เห็น เด็กชายเพ่งสมาธิที่ดวงตาทั้งสองข้างแล้วหรี่ตากวาดมองไปโดยรอบ คราวนี้เขาเห็นละอองแสงจางหลากสีปรากฏเป็นหย่อม ๆ มากกว่าที่เห็นด้วย ตาเปล่า เส้นสายของวิญญาณมีเพียงเบาบาง... และผิวเผิน ที่แปลกมีแค่เส้นใยสีเขียวบางเฉียบดุจเส้นด้ายลอยพริ้วกลางอากาศ วาดวงโค้งไปที่ใดสักแห่ง...
มันแตกต่างจากปากถ้ำที่มีเส้นวิญญาณเช่นนี้หลากสี...
เขาเพ่งแล้วเพ่งอีกแต่สิ่งที่เห็นก็มีเพียงเท่านั้น ไม่มีร่องรอยของชีวิตสักชีวิต ร่องรอยของภูติผียิ่งไม่มีใหญ่ ใจเริ่มชื้นแต่แล้วด้านหลังกลับมีแรงดึงที่ชายเสื้อไม่ทันให้ตั้งตัว จนเขาสะดุ้งโหยงกระโดดตัวลอยหันขวับกลับมามองคอแทบเคล็ด
“เบลซ์ อะไรของเจ้าตกใจหมด!” ลาสโมโหพยายามสงบสติอารมณ์ และหัวใจที่กำลังเต้นโครมครามเพราะความตกใจ สายตาหันล่อกแล่กอีกรอบแต่คราวนี้เพ่งมองบนเพดานด้วยเพื่อความมั่นใจ
“เปล่า เห็นเจ้าเงียบไปนึกว่ามีอะไรเกิดขึ้น เช่นกระจอกเกินไปจนโดนสูบวิญญาณไปเสียหมด” เบลซ์ตอบกลับเสียงสั่น เล็ก ๆ เมื่อลาสเพ่งมองให้ดีก็พบว่า... ความมั่นใจของเจ้าอ้วนที่เคยเปี่ยมล้น จนไล่เหยียบคนอื่นเขาไปทั่วมันจางลงมาก...
“เฮ่เจ้าอ้วน นี่เจ้ากำลังกลัวอยู่ใช่ไหม ?”
ลาสชี้หน้า เบลซ์สะอึกรีบโบกมือปฏิเสธ
“ใครกลัวอะไร!”
“ก็ดี เพราะเรากำลังจะไปกันแล้ว”
ลาสเห็นอีกฝ่ายรีดเร้นกำลังสยบความกลัวสุดชีวิตก็เบิกรอยยิ้มบาง พลางชี้นิ้วไปยังทางเส้นด้าย ซึ่งเป็นเครื่องชี้ทางสิ่งเดียวในเวลานี้ แต่ด้วยสายตาคนธรรมดามันคงไม่ต่างอะไรกับการเดินสู่ความมืดมิดไร้ขอบเขต
แสงสว่างจาง ๆ ของเรดาทิสต์ก็ส่องไม่ถึง... เจ้าพ่อค้ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ถามกลับมาเสียงสั่นมากยิ่งขึ้นอีกระดับ
“ปะ...ไปไหน”
ลาสยักไหล่แสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ตอบ
“ไม่รู้สิ ข้าเห็นคนกวักมือเรียกอยู่”
เบลซ์ได้ยินก็ถอยกรูด หน้าซีดเผือดมองไม่เห็นสีเลือดปากสั่นระริกสายตาทั้งตื่นกลัว ทั้งสับสน แถมความระแวง กางมือขึ้นหมายจะเรียกเปลวเพลิงออกมาแต่ก็รีบลบมันทิ้งไป เมื่อเห็นคริสตัลสีเขียวอยู่ไม่ห่างจากปลายเท้านัก
“ข้าไม่เชื่อ! เจ้าไม่ใช่... เจ้าเกษตรกร!” เจ้าอ้วนตวาดทั้งยังชี้หน้าด้วยนิ้วมือสั่นหงึก ๆ ลาสเริ่มจะอุบหัวเราะไว้ไม่ได้แล้ว
“เรื่องของเจ้า ข้าไปละ” ลาสไม่ว่าพลางยักไหล่ หันหลังให้ทำเป็นไม่ใส่ใจ แล้วเดินตรงเข้ากลุ่มก้อนความมืดไปง่าย ๆ
ความเงียบปกคลุมไปทั่วบริเวณอีกครั้งเหลือเพียงเสียง ย่ำเท้าเล็ก ๆ ของเด็กผู้ชายตัวน้อยและกำลังห่างออกไป เสื้อสีอ่อนที่เห็นไหว ๆ ยิ่งทียิ่งจางหายไปกับความมืด
“เกษตรกร จะไปไหนของเจ้า!”
เบลซ์ตะโกนเรียกแต่ลาสไม่มีทีท่าแม้แต่จะลังเลสักนิด หากคนลังเลคือตนเองที่เหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็นอะไรสักอย่าง และ สิ่งเดียวที่เห็นก็กำลังจะหลุดจากเขตแดนแสงสลัวหายไปอีกคน การจะอยู่ในสถานที่แบบนี้ตัวคนเดียวไม่นานก็สติแตกแล้ว
“เดี๋ยวลาส! รอข้าด้วย!” เจ้าอ้วนตะโกนลั่นแล้วรีบวิ่งไล่หลังมาอย่างรวดเร็ว ลาสแอบมองย้อนกลับไปดูเห็นคู่ปรับคนสำคัญหลับตาปี๋วิ่งเข้าหาทั้งพุงกระเพื่อม ชุดหรูเกะกะขาทำให้วิ่งลำบากไปกันใหญ่ ภาพนั้นมันตลกจนเขาแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ เพียงวันนี้วันเดียวทำให้เขาเจอจุดอ่อนของเจ้าอ้วนนี่ถึงสองอย่างแล้ว
หนึ่ง...ว่ายน้ำไม่เป็น สอง...กลัวความมืด
เด็กชายทั้งสองเดินคลำทางกันไปสักครู่ ลาสเริ่มรำคาญเพราะเจ้าอ้วนพยายามชวนคุยตลอดเวลาจนสมาธิขาดช่วง ไม่มีโอกาสตรวจสอบว่าแสงจางระหว่างทางคืออะไรบ้าง โชคดีเส้นทางในนี้ไม่ไกลเกินไป ไม่นานพวกเขาก็พบแสงสว่างสีหม่นอยู่สุดสายตา
เบลซ์ไม่รอช้ารีบวิ่งปรี่เข้าหาแสงสว่างทันที แต่ก่อนจะถึงที่หมายกลับเหยียบวัตถุทรงกลมล้มกลิ้งโค่โล่ไม่เป็นท่า ร้องโหวกเหวกโวยวายอีกคำรบ หยิบเอาท่อนกระบองที่คว้าได้ใกล้มือมาฟาดมั่วซั่วอย่างหัวเสีย
ลาสที่เดินตามได้แต่ยิ้มแหย เขาเห็นแล้วว่าของที่เบลซ์เหยียบจนล้ม คืออะไรจึงกลืนน้ำลายลงคอทั้งชักสีหน้าซีดขึ้นทันใด แสงสว่างสลัวฉายให้เห็นพื้นหินสีเทาที่เท้า และกำแพงอิฐสีแดงด้านข้าง เพดานตะปุ่มตะป่ำสูงประมาณสองเมตร สำหรับเด็กก็นับว่าสูงใช่เล่น
“แสง ที่ถ้ำนี่มีแสงด้วย!!” เจ้าเบลซ์กู่ร้องอย่างดีใจชูมือโบกร้องเรียกลาสที่เดินตามอย่างใจเย็น
“งั้นเจ้าควรดูเสียหน่อยว่ามือของเจ้าถืออะไรอยู่...” ลาสพูดแหย ๆ
“หา ข้าถืออะไร...” เบลซ์พูดไม่ทันจบยกของในมือขึ้นดูตาก็ตื่น กระดูกในมือร่วงผล็อยกระทบพื้นเสียงดังก้องถ้ำเล็ก “อาจจะเป็นท่อนขาของสัตว์...”
“เจ้าจะดูกระโหลกที่เพิ่งสะดุดเมื่อครู่ด้วยไหมล่ะ ข้าจะหยิบมาให้ดู” ลาสพูดเสียงเรียบไม่ใส่ใจมากนัก เบลซ์ส่ายหน้ารัว ๆ
ลาสเบียดตัวหลบร่างท้วมตรงหน้า มองตามเส้นด้ายวิญญาณสีเขียวอ่อนที่เริ่มมองเห็นได้ยากขึ้นเมื่อมีแสงหม่น กลิ่นอับฉุนกึกชวนให้สงสัยว่าต่อไปมีอะไรรออยู่ เขาลูบกำแพงหินที่ส่องแสงสีตุ่น มีฝุ่นจับหนา พอไม่มีฝุ่นแสงไม่ถึงกับสว่างแต่ก็ฉายให้เห็นชัดขึ้นพอสมควร บรรยากาศของถ้ำแห่งนี้คลับคล้ายแสงอาทิตย์ยามเช้า และมีร่มไม้บังดูขมุกขมัว
เบลซ์พอเห็นมีแสง ทั้งคริสตัลเรดาทิสต์เองก็ไม่อยู่ใกล้แล้วจึงเริ่มกล้าขึ้นมาอีกรอบ เดินสำรวจผนังแล้วเคาะก็อก ๆ อยู่สองสามที
“ดูเหมือนที่นี่จะเป็นดันเจี้ยนประดิษฐ์...” หมอนั่นว่าพลางชำเลืองมองกระดูกท่อนยาวที่พื้น เหงื่อก็ไหลย้อยลงจากไรผม “แล้วทำไม... ถึงมีกระดูกอยู่ในที่แบบนี้ได้เล่า” เบลซ์พูดต่อ แต่เรื่องนี้ก็ น่าคิดไม่น้อย
คนเรานั้นกลัวความมืด และเสพติดแสงสว่างโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ซากกระดูกนี้กลับอาศัยความมืดเป็นร่มเงาราวกับหลบหนีอะไรบางอย่างจากแสงสว่าง หากจะมีเหตุผลที่สามารถอธิบายเรื่องเหล่านี้ได้คงเป็นได้สองกรณี
หนึ่ง...คนผู้นี้ติดพิษจากเรดาทิสต์และมาไม่ถึงแสงสว่าง และสอง... ในทางเดินขมุกขมัวตรงหน้ามีความอันตรายมากยิ่งกว่าในความมืด
“เกษตรกร นี่เจ้าพามาทางออกแน่นะ” เบลซ์แกล้งแขวะ ลาสตีหน้ายุ่งใส่
“ข้าจะไปรู้ได้ไงเล่า” เขาว่า
“แล้วเจ้าพาเดินตรงมาทางนี้ได้อย่างไรกัน ?” เจ้าอ้วนดูระแวงไม่น้อยยืนทิ้งระยะนิดหนึ่งเพื่อดูท่าที เหมือนจะกลับมาระแวงว่าเขาเป็นตัวปลอมอีกครั้งเสียแล้ว
“ข้าไม่รู้ ก็แค่ไม่อยากอยู่ในความมืดเลยเดินมาเรื่อย ๆ”
ลาสตอบเสียงค่อย แต่เบลซ์ยังไม่ค่อยเชื่อเท่าไรที่มือมีเปลวเพลิงกะพริบปริบ ๆ ขู่
ทั้งคู่ล่อกแล่กไม่กล้าพูดคุย เดินไปตามทางจนทางเริ่มกว้างขึ้น จากถ้ำหินโพลน ๆ เริ่มมีเสาหินบ่งบอกถึงอารยธรรมในอดีตกาล ศิลาที่เอามาใช้ทำนั้นมีแสงสว่างในตัวแทบทั้งสิ้น แสดงให้เห็นว่ามีการอาบเวทมนตร์เอาไว้ พื้นหินมีแตกบ้างตามกาลเวลา บ้างมีร่องรอยของการต่อสู้สลักไว้ที่พื้นที่กำแพงเป็นจุด ๆ มีโครงกระดูกมนุษย์อยู่ประปราย ส่วนใหญ่ไม่ครบร่าง เพียงแค่เขี่ยก็เกือบกลายเป็นฝุ่นธุลี ชวนให้คิดไปว่าสถานที่แห่งนี้เคยเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จินตนาการได้ง่ายนัก...
พลันร่างกายก็สั่นสะท้านเมื่อเดินผ่านม่านพลังบางอย่าง ความรู้สึกเหมือนเดินผ่านม่านน้ำเย็นเยียบไปทั่วทั้งร่างจนขนลุกซู่ เปลวเพลิงในมือของเบลซ์กลายเป็นเศษละอองจางหายไป กลางอากาศธาตุ หมอนั่นตกใจเรียกเวทออกมาอีกรอบแต่ผลไม่ต่างจากเดิม ลาสเองก็ลองใช้เวทสายน้ำของตนบ้าง แต่เรียกได้แค่ก้อนเท่ากำปั้นมันก็สูญสลายหายไปกับตา
ทางข้างหน้าแม้ดูสวยงามขึ้นแต่สำหรับเด็กสองคนที่ ไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ก็ไม่ต่างอะไรกับเส้นทางสู่นรก สายตาของลาสยังคงมองเห็นธุลีวิญญาณตามจุดต่าง ๆ และเส้นด้ายที่เริ่มมีสีอื่นปรากฏขึ้น... เป็นสีแดงไต่ตามกำแพงคล้ายเส้นเลือดใหญ่ เขาชัก ไม่แน่ใจแล้วว่าปลายทางของด้ายเหล่านี้จะเป็นนรกหรือสวรรค์ ความลังเลเริ่มก่อตัวขึ้นจนสุมเต็มอก ปากที่เริ่มสั่นเปิดขึ้นแสดงความเห็น
“พ่อค้า ท่าชักไม่ดีแล้วจะไปต่อหรือเปล่า” ลาสพูดเสียงค่อย แต่อีกฝ่ายดูไม่ค่อยสนใจนัก หรือบางทีอาจไม่ได้ยินดูลุกลี้ลุกลนหันกลับมาตีหน้าเหรอหรา
“เจ้าเรียกข้า ?” เบลซ์ถามกลับ
“ใช่ ว่าแต่เจ้าดูอะไร...?” ลาสเริ่มสงสัยเลยมองตาม เจ้าอ้วนอดรนทนไม่ได้แล้ววิ่งดุ่ย ๆ ไปยังเสาหินแล้วก้มลงดูที่โคนเสา เขาเห็นไม่ชัดเลยเดินตามไปดู สิ่งที่อยู่ตรงนั้นคือ... หญ้าใบสีเขียวหม่นมีกลิ่นฝาดโชยออกมาเข้มข้น ดอกสีเหลืองกลีบหนาหุบสนิทซ่อนอยู่ใต้กลีบใบสีเขียวอ่อน
มันเป็นพืชที่เขาไม่รู้จัก แต่เจ้าอ้วนกลับตัวสั่นระริกเอามือโอบลูบอย่างระมัดระวัง ร่างท้วมสั่นไปทั้งร่าง
“ต้นเฮเรร่า!”
ในที่สุดเสียงตะกุกตะกักก็แค่นออกมาเป็นคำ ลาสเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
“นี่เป็นของหายากเหรอ ?”
เขาถามด้วยความสงสัย แต่เจ้าอ้วนรีบหันขวับเขม่นมองด้วยสายตาวาวโรจน์ ก่อนจะตบหน้าผากแล้วถอนใจ
“เจ้าไม่รู้จักแม้กระทั่งต้นเฮเรร่า นี่เจ้ารู้อะไรบ้างเนี่ย!” เบลซ์ตวาดใส่จนลาสผงะต้องถอยหลังไปสองสามก้าว “นี่ถือเป็นวัตถุดิบชั้นสูง มีคุณสมบัติดีเยี่ยมใช้ผสมยาได้หลากหลาย และหายาก ยากมากที่สำคัญมันราคาแพงมากด้วย!”
“เหรอ” ลาสตอบกลับสั้น ๆ แล้วถอนใจเมื่อสุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือราคา “แต่ข้าว่าสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้สำหรับเราคือทางออก” เขาแย้งแต่ไม่ทันแล้ว
“อ๊ะ ตรงนั้นก็มี ตรงนั้นด้วย ตรงนั้น ๆ ๆ ๆ”
ไม่ว่าเปล่าเจ้าอ้วนขยับร่างท้วมวิ่งไปทั่ว ราวกับลืมไปแล้วว่าสถานที่แห่งนี้มีอันตราย แม้ในสายตาของลาสจะเห็นวิญญาณ เปลวเพลิงลุกโชติช่วง จากร่างฉุที่วิ่งพุงกระเพื่อมนั้น แต่มองให้ตายเขาก็รู้สึกว่ามันเป็นจิตวิญญาณพ่อค้าหน้าเงินเสียมากกว่า
ลาสเดินตามคอยสอดส่องเส้นทางแทนเจ้าอ้วนที่หน้ามืด ตามัว วิ่งไล่เก็บต้นเฮเรร่าไม่หยุด ทางเดินที่กว้างขึ้นนั้นขยายกว้างขึ้นจนกว้างขวาง แสงสว่างจากกำแพงเริ่มส่องไม่ถึงกึ่งกลาง และเมื่อผ่านม่านพลังอีกชั้น ไอเย็นก็แผ่ซ่านไปทั่ว หมอกบางแผ่ปกคลุมจนมองข้างหน้าเห็นไม่ถึงสิบเมตร
“เหวอออ~!”
เสียงคุ้นร้องลั่น ลาสหันขวับตามเสียงไปก็พบเจ้าอ้วนนั่งแปะอยู่กับพื้น ตรงหน้ามี ‘ทุ่ง’ ของต้นเฮเรร่า พืชพื้นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าหายาก ลาสตบหน้าผากปั้กใหญ่
“อะไรของเจ้าอีกเล่า หยุดวิ่งพล่านเสียทีได้ไหม” ลาสบ่นอย่างเอือมระอา แต่พูดยังไม่ทันจบดีถ้ำทั้งถ้ำก็สั่นครืนครั้งใหญ่ ร่างเล็กเซถลาล้มลงที่ทุ่งตรงหน้าของเจ้าพ่อค้าที่นั่งตัวสั่นงก ๆ เสียงกรอบดั่งลั่นที่ก้น เมื่อเหลียวมองก็พบว่าเจ้าต้นไม้พวกนี้โตอยู่บนซากโครงกระดูกที่เปราะเกือบเป็นผงสีขาว
“ว้ากกก~!” ลาสตกใจดีดตัวกระโดดถอยมาอยู่ด้านข้างของเบลซ์ ทั้งคู่ไถลก้นหนีไปกับพื้นเพื่อถอยห่างให้มากที่สุดไม่มีใครยอมใคร ท้ายที่สุดถ้ำเจ้ากรรมก็หยุดสั่นลง เด็กทั้งสองคนตะเกียกตะกายลุกขึ้นได้ก็รีบวิ่งหนีกลับทางเดิม
ต้นเฮเรร่าที่เก็บมาระหว่างทางร่วงกระจัดกระจายไปหมด แต่ม่านพลังที่ตอนเข้ามาไม่ต่างอะไรจากวิ่งผ่านฟองสบู่นั้น ขาออกกลับกลายเป็นเยลลี่ชนิดหนานุ่มไม่ยอมให้ผ่านกลับโดยง่าย ทั้งคู่กระเด็นกระดอนล้มกลิ้งโค่โล่กับพื้นหินเป็นแผลถลอก
“หน็อย กับอีแค่ม่านพลังอย่าบังอาจมาขวางท่านเบลซ์ผู้นี้!”
เจ้าอ้วนประกาศกร้าวดึงพลังเวททั้งหมดออกมาใช้ใน คราวเดียว เพลิงสีส้มลุกโชนอย่างบ้าคลั่งไม่สนใครหน้าไหนจน ลาสต้องกระโดดถอยหลังหลบ บ่งบอกชัดว่าเจ้าพ่อค้าสติแตกไปเรียบร้อย ทั้งห้องสว่างจ้า หมอกที่ลงหนาหายสิ้นจนเห็นเค้าโครงของถ้ำกว้างแห่งนั้น เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวเมื่อเบลซ์พุ่งชนม่านพลังทั้งไฟยังโหมกระหน่ำ
ลาสเห็นม่านพลังเพียงสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่เจ้าอ้วนจะโดดดีดกระเด็นกลับทางเดิม เปลวเพลิงกระจัดกระจายประหนึ่งดาวตก ก่อนจะกลายเป็นเศษละอองหายไปกลางอากาศ หากยังคงเหลือดวงไฟสองลูกลุกพรึ่บขึ้นเรียกสายตาของเด็กชายทั้งสองให้เหลียวมอง
หมอกจางที่ยังคงหลงเหลือเผยให้เห็นว่า... ไกลออกไป ณ ที่แห่งนั้นมีบันไดหินสีหลายสิบขั้นทอดยาวขึ้นสู่พื้นที่ต่างระดับ คบเพลิงที่ปักอยู่ที่มุมทั้งสองฝั่ง ด้านหน้านั้นเป็นแท่นหินทรงกลมดูคล้ายโต๊ะ
แต่สิ่งที่สะดุดตากว่าคือกระดูกที่สวมมงกุฎนั่งเด่นเป็นสง่าอยู่บนบัลลังก์หินด้านหลัง
และหากมันแค่นั่งอยู่คงไม่เท่าไร เจ้าโครงกระดูกนั่นดันเปลี่ยนท่าจากนั่งไขว่ห้างลุกขึ้นยืน เสียงกระดูกกระทบกันดังลั่นห้องเงียบ พอ ๆ กับเสียงฟันของเด็กสองคนกระทบกัน มือที่เหลือแต่โครงยื่นสัมผัสกึ่งกลางของศิลาทรงกลม ทันใดนั้นถ้ำทั้งถ้ำก็สั่นไหว กู่ร้องครืนคราง
“ฮือ.... แม่จ๋าผีหลอก....”
เสียงร้องหาแม่ดังอยู่ด้านข้าง ลาสหันขวับพบว่าเจ้าอ้วน ขาพับน้ำตาไหล สิ้นสติยวบลงไปนอนแผ่กับพื้นเสียอย่างนั้น ลาส อ้าปากพะงาบ ๆ หายใจจะไม่ทันแต่ก็ฝืนกลั้นน้ำตาที่เริ่มปริ่ม ขาสั่นหงึก ๆ ยืนจะไม่อยู่แต่ก็ฝืนพยุงร่างเอาไว้ไม่ให้ล้มลงกองกับพื้นอีกคน
เจ้าโครงกระดูกหัวเราะเสียงดังก้องไปทั่ว ยกมือออกจากแท่นศิลาแล้วกระโดดวูบเดียวราวกับไร้ซึ่งน้ำหนักลงมาหยุดยืนเผชิญหน้า มันตัวสูงกว่าเขาเกินกว่าเท่าตัวจนต้องเงยหน้ามอง ดวงตากลวงโบ๋เป็นหลุมดำแค่มองตรงเข้าไปก็ราวกับถูกสูบชีวิต
“อย่า... อย่าเข้ามานะ!” ลาสตวาดพร้อมหยิบหินที่เท้าปาใส่ กระดูกเชิงกรานแตกละเอียดกลายเป็นฝุ่นผงแต่เพียงแค่ชั่วพริบตากระดูกชิ้นใหม่ก็ลอยจากดงเฮเรร่า มือของเจ้ากระดูกเลื่อนเข้าหาคว้าหมับเข้าที่แขน ความเย็นแผ่ซ่านไปทั่ว
“หึ หึ หึ” เสียงแตกดังกึกก้อง ถ้ำใหญ่สั่นไหวอีกครั้งลาส แทบสิ้นสติเมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้ บางทีสลบไปอาจง่ายกว่า แต่เด็กชายก็แข็งใจเพ่งมองเจ้ากระดูกจากระยะประชิด แล้วก็เห็นอะไรแปลก ๆ ที่โครงกระดูกทั้งหลาย... มันมีเส้นด้ายบาง ๆ พันอยู่...
เจ้าเส้นด้ายที่ชักนำเขามาถึงนี่...
ลาสเริ่มเอะใจอะไรบางอย่างจึงเงยมองไล่ตามเส้นสายสีฟ้าจางเกือบมองไม่เห็น... ขึ้นไปยังเพดานสูง และบนนั้นเองมีชายผมดำกำลังปิดปากอุบหัวเราะสุดชีวิต เมื่อดวงตาของทั้งคู่ประสานกัน เจ้าหมอนั่นก็หลุดหัวเราะร่าออกมาจนได้
อารมณ์กลัวเป็นสิ่งแรกที่จางหายไป สิ่งที่ตามมาคือ ความโกรธยากจะระงับเอาไว้ได้อีกต่อไป
“ดรากูน ท่านทำบ้าอะไรเนี่ย!” ลาสตวาดเสียงแข็งสะบัดแขนออกจากมือของโครงกระดูกสุดแรง จนข้อนิ้วติดมาด้วย
“ถามได้ ข้าเห็นเป็นโอกาสเหมาะที่จะทดสอบความเข้มแข็งของจิตใจ และการตัดสินใจในเวลาฉุกเฉินของเจ้า” ดรากูนร่อนลงมายืนอยู่ด้านข้าง ชักหุ่นโครงกระดูกถอยหลบไปอยู่ด้านหลัง “และเจ้าก็ทำได้ไม่เลวเลย ข้านึกว่าเจ้าจะร้องไห้แงเหมือนเพื่อนเจ้า เสียแล้ว... ชิ”
คำสบถตอนท้ายนั้นดรากูนไม่ออกเสียงเหมือนพยายามเก็บเอาไว้ แต่ลาสได้ยินชัดรับรู้ได้ทันทีว่าคำพูดข้างหน้าคือข้ออ้าง ที่แท้แค่อยากแกล้งเด็ก!
“ข้าเกือบจะหัวใจวายเพราะท่าน เชื่อเลยเล่นอะไรแบบนี้!” ลาสโวยพร้อมกระทืบเท้าไม่พอใจ ดรากูนทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ดีดนิ้วเปาะดึงต้นเฮเรร่าลอยขึ้นมาอยู่ตรงหน้า
“หญ้าหยาดน้ำค้างมาอยู่ที่นี่เอง มิน่าถึงหาที่ภายนอก ไม่พบ” ดรากูนว่าพลางลูบคางครุ่นคิด ดูก็รู้ว่าเปลี่ยนเรื่อง แม้ยังแค้นอยู่แต่ก็รู้ว่าทำอะไรไม่ได้จึงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ตกลงที่นี่คือที่ไหน ท่านเข้ามาได้อย่างไร แล้วข้าจะออกไปได้อย่างไรกันแน่” ลาสถามเสียงแข็งอย่างไม่สบอารมณ์นัก ดรากูนหัวเราะก่อนตอบเสียงเรียบไม่ระแคะระคายการแขวะ
“เจ้าโชคดีมากจริง ๆ ที่มีโอกาสได้เห็นกล่องสมบัติแห่ง บรรพชนของพวกโนม”
ดรากูนว่าพลางหลับตาชี้นิ้วขึ้นเหมือนจะพอใจกับคำถามมาก ใจคงอยากเล่าเต็มทน แต่ลาสหูผึ่งทันทีที่ได้ยินคำว่าโนม...
“โนมที่ว่าหมายถึงภูติ... แห่งดินที่มักปรากฏในเรื่องเล่าโบราณน่ะเหรอ” ลาสถามกลับและดรากูนก็พยักหน้าอย่างว่าง่าย
Gnome หรือ โนม นั้นไม่ใช่ชื่อที่แปลกนักเพราะเด็กคนไหนก็รู้จัก นิทานต่าง ๆ เล่าว่าโนมคือภูติผู้ดูแลความอุดมสมบูรณ์ของ ผืนปฐพี คอยปกปักรักษาและดูแลโลกใต้ดินมาแต่ครั้งโบราณกาล แต่ไม่เคยมีผู้ใดเคยได้พบตัวตนของโนมสักคน ดังนั้นต่อให้เป็นเรื่องจากปากของดรากูนก็ออกจะเชื่อได้ยากสักหน่อย
“ในสมัยก่อนพวกโนมถูกมังกรพิษแย่งชิงถิ่นฐานที่ตั้ง ดินแดนของโนมเต็มไปด้วยพิษยากรักษา พวกนั้นจึงขอให้พวกข้ารักษาองค์ราชินีแห่งภูติที่พลาดพลั้งติดพิษของมังกร พวกข้าช่วยรักษาให้นางและเจรจากับเจ้ามังกรป่วยที่แพ้พิษของตัวเอง... แท้จริงแล้วเจ้ามังกรมาตั้งรกรากอยู่ที่ดินแดนของโนมเพราะมีสมุนไพรทรงคุณค่าจำนวนมาก มันจึงตั้งหลักลองกินหวังว่าจะสามารถรักษาตนเองได้ สุดท้ายเมื่อพวกข้าช่วยรักษาเจ้ามังกรก็ จากไป” ดรากูนเล่าไปพลางนึกถึงอดีตกาลอันไกลโพ้น พยักหน้าสองสามครั้งก่อนจะเล่าต่อ “เมื่อจบเรื่องครานั้นพวกโนมจึงตอบแทนเราด้วยกล่องสมบัติลับแห่งบรรพชน...ที่สามารถจัดเก็บวัตถุดิบได้ด้วยตนเอง”
“ท่านหมายความว่าเจ้าถ้ำนี่เป็นของท่านงั้นรึ” ลาสยกมือถามแต่ดรากูนกลับส่ายหน้า
“พูดให้ถูกต้องบอกว่า เรซานเป็นผู้ถือครองตั้งแต่เมื่อข้า ตาบอด” เจ้าผีเล่าทั้งคิ้วย่น
“เช่นนั้นก็หมายความว่า...เรซาน...ใช้ถ้ำนี้ในการเก็บต้นหญ้าหยาดน้ำค้างนี่มาตั้งแต่สมัยก่อน และโครงกระดูกเหล่านี้ก็คือ...”
“ผู้เคราะห์ร้ายที่โดนกลืนเข้ามาและหาทางออกไม่ได้ กลายเป็นสารอาหารและแหล่งพลังของที่แห่งนี้เสมอมา”
ดรากูนต่อคำพูดของลาสให้จบ แต่สีหน้ายังคงจริงจังดังเดิมเหมือนยังมีปริศนาที่ยังไม่อาจไข
“แต่มันก็แปลก...แปลกมาก...เพราะเจ้ากล่องสมบัตินี้ตามปกติจะไม่เปิดกว้างจนสูบคนลงมาได้หรอก และหากเปิดประตูจนสุด ผู้ใช้มักอยู่ภายในถ้ำเพื่อควบคุม ทั้งนี้เพื่อป้องกันการแย่งชิงกล่องสมบัติ”
ดรากูนพึมพำเหมือนพูดกับตนเอง ลาสพยายามคิดตามก็พอเข้าใจ ว่าทำไมดรากูนถึงมีท่าทีสงสัยเช่นนั้น... อย่างแรกดรากูนไม่คิดว่าเรซานจะพลาดพลั้งลืมเปิดประตูกล่องสมบัติทิ้งไว้ และต่อให้ลืมจริงหลังจากนั้นเมื่อนึกได้ก็ควรมาปิด
ทางเป็นไปได้อีกทางหนึ่งคือกล่องสมบัตินี้ถูกช่วงชิงโดยบุคคลอื่น แต่เรื่องนั้นดรากูนบอกว่าเป็นไปได้ยาก เพราะคนที่เคยติดต่อกับโนมมีไม่มาก
มนุษย์ที่รู้ว่ากล่องสมบัติแห่งบรรพชนมีจริงช่างน้อยนัก คนที่รู้จักการใช้งานยิ่งน้อยกว่า วัตถุดิบที่อยู่ในถ้ำแห่งนี้มีแต่หญ้าหยาดน้ำค้าง ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในสูตรยาหลายสูตรที่พวกตนคิดค้น...
หากถ้ำนี้เปลี่ยนมือก็ควรมีวัตถุดิบอื่นบ้าง และเป็นไปไม่ได้ที่ผู้รู้ว่าถ้ำนี้ใช้งานเช่นใดจะไม่รู้วิธีเปิดปิด...ซึ่งนั่นเป็นเรื่องพื้นฐาน ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเพราะเรซานกำลังรวบรวมวัตถุดิบเพื่อปรุงยาอย่างเร่งด่วน แต่แล้วก็มีเรื่องด่วนมาขัดจึงต้องออกไป ข้างนอกก่อน และไม่มีโอกาสได้กลับมาอีกเลย...
หลังจากพูดจบทั้งคู่ก็เงียบกันไปครู่ใหญ่ ดรากูนก็เลือกปิดถ้ำที่กลืนชีวิตของผู้คนจำนวนมากเอาไว้ ยกเลิกคำสั่งจัดเก็บวัตถุดิบ และนำเอาหญ้าหยาดน้ำค้างจำนวนหนึ่งออกสู่โลกภายนอกก่อน แล้วปลูกไว้ข้างลำธารเพื่อให้ได้รับกลิ่นไอยามค่ำคืน และแสงแดดอ่อนยามเช้าตามธรรมชาติที่ควรเป็น เพื่อคุณประโยชน์สูงสุด...
เบลซ์ฟื้นขึ้นมายังงง และรู้สึกเหมือนโดนค้อนทุบหน้าหงาย เมื่อเห็นโครงกระดูกนั่งอยู่ด้านข้าง ไม่หวั่นแม้มีแสงแดดจ้าอยู่ บนศีรษะ เมื่อเห็นเบลซ์ลุกขึ้นตั้งท่าต่อสู้เจ้าโครงกระดูกก็ลุกขึ้น...แล้วเต้นแร้งเต้นกาเหมือนหุ่นเชิดที่สายขาด หมอนั่นหมดเรี่ยวแรงนั่งแปะกับพื้นทั้งที่เพิ่งลุกมาได้ไม่ถึงนาที
ลาสที่แอบดูอยู่ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ เมื่อดรากูนเล่นไม่เลิก ทำให้การแถของเขายากขึ้นอีกขั้น เสียงหัวเราะของผีสางดังลั่นทั่วป่า เสียดายมีแต่เขาคนเดียวที่ได้ยิน
เมื่อเห็นว่าชักเลยเถิดลาสจึงเข้าไปห้าม เศษกระดูกเหล่านั้นร่วงกราวลงกับพื้นแตกหักเป็นเสี่ยง ๆ ความสงบเงียบจึงฟื้นคืน... เขาตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จอธิบายไปว่า อาจารย์เป็นคนช่วย พวกเขาออกมาจากดันเจี้ยนลับ แต่คนนี้เป็นคนขี้อายชอบแกล้งเด็ก และไม่ค่อยยอมพบหน้าผู้อื่นโดยตรง
ซึ่งเบลซ์ก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ใจหนึ่งคิดว่าอาจารย์ที่ว่าคือผีเสียเองไปแล้วมากกว่าครึ่ง
บ่ายแก่ ๆ พวกเด็กพบผู้ปกครองที่ออกตามหาระหว่างทางออกจากป่า ทั้งคู่โดนดุเป็นการใหญ่ ลาสอ้างว่าเข้าไปพบอาจารย์และเบลซ์ก็ได้พบด้วยเช่นกัน หมอนั่นช่วยยืนยันให้ว่าอาจารย์ที่ว่ามีอยู่จริง และไม่แม้แต่จะปริปากว่าอาจารย์ที่ว่าเป็นคนแบบไหน...