อยากใช้ชีวิตแบบแมวเซื่อง ๆ นิยายโดย tongfar
ตัวอย่างอ่านฟรี 11 ตอนแรกจากเล่ม 1
เสียงของเครื่องมือทางการแพทย์กำลังทำงานขณะตรวจเช็คร่างกายของธารา เป็นเสียงที่ไม่ค่อยคุ้นเคยจึงทำให้เธอรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย แต่ที่ทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นกลับกลายเป็นคุณแม่ที่ยืนรอดูอยู่นอกห้อง สายตาซึ่งเต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นสิ่งที่เธออยากได้รับมากที่สุด ในต่างโลกที่เต็มไปด้วยศัตรูที่ย่างก้าวที่รุดหน้าไป หรือจะถอยหลังก็มีคมหอกมากมายที่คอยจ้วงแทงไล่
“น่าแปลก... ทั้งที่นอนหลับมาสองปี พอฟื้นขึ้นมาร่างกายของเธอก็ฟื้นฟูรวดเร็วมากเลยนะนี่” คุณหมอหญิงร่างท้วมท่าทางใจดีอ่านรายงาน ก่อนจะขยับแว่นกลมเพ่งมอง “อย่าบอกนะว่าได้รับพรสวรรค์พิเศษกลายเป็น Dungeon Conqueror ไปอีกคนแล้ว?”
“Dungeon Conqueror เหรอคะ...?” คุณแม่ที่นั่งอยู่ด้วยเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ และหันมองเธอที่ยังนั่งที่เก้าอี้เงียบๆ พยายามอย่างมากที่จะสงวนพลังงานของตนไว้
“เอ๋...?” ธาราตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบ แต่ก็มิได้แสดงสีหน้าแปลกใจมากมายนัก
“ดูไม่แปลกใจเลยนะ...” คุณหมอหรี่ตามองด้วยความสงสัย “ลองเรียก ‘ค่าสถานะ’ ขึ้นมาสิ ทำแบบนี้... ค่าสถานะ!” คุณหมอดูมีพังงานเหลือล้น ยื่นมือออกมาข้างหน้าและประกาศเรียกตารางค่าสถานะของตนเอง... แต่แน่นอนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น...
ธารากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เพราะหากไม่ทำตามก็อาจทำให้ความสงสัยเพิ่มพูนขึ้นอย่างเปล่าประโยชน์ จึงยื่นมือออกมาข้างหน้า “ค่าสถานะ” เธอประกาศ
ทว่าทุกสิ่งเงียบสนิท... นั่นทำให้เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่กลับทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดว่าเธอรู้สึกเสียใจซะอย่างนั้น
“ปรกติแหละนะ เพราะพวก Dungeon Conqueror ในโลกนี้มีเพียง 3% ของประชากรเองนี่นา อย่าคิดมากไปเลยนะ” คุณหมอพยายามปลอบใจ แถมยังลูบผมที่ยุ่งเหยิงของเธอให้ยุ่งมากขึ้นไปอีก...
“Dungeon Conqueror นี่คืออะไรเหรอคะ?” ธาราลองถามดูตรงๆ
คุณแม่กับคุณหมอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่คุณหมอจะเลือกเปิดโทรทัศน์ให้ธาราได้ดูข่าว ซึ่งเป็นการต่อสู้กันของมนุษย์กับสัตว์ประหลาด...
นั่นไม่ใช่ CG
“อุ๊บ...” ธาราเผลอนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในโลกอีกฝั่งฟากโดยไม่ได้เตรียมใจ ร่างกายของเธอก็อ่อนแอจนรับความกดดันไม่ไหวจึงอาเจียนออกมาเป็นเลือดนิดหนึ่ง สีหน้าของเธอซีดเผือด เกือบจะเป็นลมให้ได้
“ธะ ธาร เป็นอะไรลูก...!” คุณแม่เอามือปิดปาก รีบโผเข้าหาด้วยน้ำตานองหน้า
“ขะ ขอโทษ ตกใจสินะ!” คุณหมอรีบปิดโทรทัศน์ วิ่งมาดูอาการของหญิงสาวอย่างละเอียดอีกครั้งจนแน่ใจว่าร่างกายไม่มีอะไรผิดปรกติ จึงพากลับไปพักผ่อนที่ห้องตามเดิม
เธอรู้ว่าร่างกายของตนเองอ่อนแออย่างมากจากการที่กลายเป็นผู้ประสบภัยบนภูเขา จากนั้นก็นอนติดเตียงมานานเป็นเวลาสองปี สายตาของเธอมองลอดหน้าต่างห้องของโรงพยาบาลออกไปยังฟ้ากว้าง มันมีเขม่าฝุ่นคลุ้งกระจายอยู่หลายจุด และหากเงี่ยหูฟังดีๆ ก็จะได้ยินเสียงปืน เสียงของระเบิดเป็นระยะ
หลังจากกลับมาที่ห้อง คุณหมอขอโทษขอโพยยกใหญ่ก่อนจะขอตัวไปดูคนไข้อื่นบ้าง ซึ่งคุณแม่ก็โค้งปลกๆ ไม่รับคำขอโทษ แถมยังขอบคุณคุณหมอยกใหญ่
หลังจากนั้น คุณแม่เล่าให้เธอฟังคร่าวๆ ว่าหลังจากเธอถูกหน่วยกู้ภัยค้นพบก็พากลับมารักษาที่โรงพยาบาล แต่เธอก็ไม่ฟื้นสักที จนวันหนึ่งมนุษย์สืบรู้ว่าแผ่นดินไหวที่ผิดปรกตินั้น เกิดจากดันเจี้ยนซึ่งปรากฏขึ้นมาทั่วโลก จากนั้นจึงมีสิ่งที่เรียกว่าช่องว่างมิติ เปิดทางให้พวกสัตว์ประหลาดข้ามมาจากต่างโลก
มนุษย์ในช่วงแรกอาศัยกำลังทหารเข้าสู้ ซึ่งก็พอจะได้ผลแค่ช่วงแรกที่พวกอสูรเป็นระดับต่ำ แต่หลังจากนั้นพวกระดับสูงก็เริ่มปรากฏตัวมากขึ้น พร้อมๆ กับมนุษย์ผู้ได้รับพรจากพระเจ้าให้มีพลังพิเศษ สมาคม Dungeon Conqueror ก็เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน เพื่อควบคุมผู้มีพลังพิเศษและต่อกรกับอสูรร้าย
ในปัจจุบันนี้ไม่มีที่ปลอดภัยเหลือมากนัก มนุษย์ใช้ชีวิตกันบนความเสี่ยงทุกเมื่อเชื่อวัน โดยฝากความหวังไว้กับพวกผู้ใช้พลังพิเศษเป็นหลัก ทำให้พวกนั้นกลายเป็นอภิสิทธิ์ชนภายในสังคม มีรายได้มากมายแลกกับการใช้ชีวิตบนความเสี่ยงที่ต้องเผชิญหน้ากับเหล่าอสูร
นั่นไม่ใช่เรื่องที่เธอสนใจมากนัก เพราะว่าสิ่งที่เธอกังวลคือความเป็นอยู่ของคุณแม่และคุณพ่อ...
เธอถามคุณแม่ว่าคุณพ่อเป็นอย่างไรบ้าง แต่คุณแม่ก็เงียบไปไม่กล้าสู้หน้า บอกให้เธอทำใจเย็นๆ บางทีอาจกลัวว่าจะทำให้สภาพจิตใจของเธอกระทบกระเทือนมากขึ้น
ธาราถามถึงเงินที่นำมาใช้รักษาตนเอง คุณแม่ก็เพียงแค่ยิ้มเจื่อนให้ ตัดบทบอกแค่ว่านี่ก็ใกล้เวลางานแล้วจึงขอตัวก่อน
หญิงสาวพอจะเดาได้จากมือของคุณแม่ที่หยาบกร้าน ใบหน้าที่อิดโรย ขาที่เดินกะเพลก เท่านี้ก็พอเข้าใจความลำบากในช่วงที่ผ่านมาอยู่บ้าง
ถึงเจ็บใจแต่ด้วยสภาพร่างกายในเวลานี้เธอไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากนอนเป็นผัก... การที่เธอสามารถลุกขึ้นมาได้ล้วนเกิดจากกำลังใจเป็นหลัก
จิตวิญญาณของวีรสตรีผู้โดนหลอกให้กู้โลก กว่าจะรู้ตัวว่าโดนหลอกใช้งานก็ต้องสูญเสียเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวไป...
ช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตในต่างโลกทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นมาก และเธอสัมผัสได้ว่าพลังที่เธอได้รับมาไม่ได้หายไปไหน... พลังที่สามารถเทียบเคียงได้กับสิ่งมีชีวิตสุดแกร่งในโลกแห่งนั้น...
“เฟรย์...” ธาราเอ่ยชื่อจักรพรรดินีของมวลปีศาจ เมื่อใช้ออร่าสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวนอกห้องที่เบาบางลงเรื่อยๆ ก็ยันร่างลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ
“ชีวิตที่เธอส่งต่อมา คงไม่ได้คืนให้เร็วนี้หรอกนะ...” เธอพูดพลางหลับตาพริ้ม ปลดปล่อยออร่าให้หมุนเวียนไปทั่วร่างกายเพื่อปรับสภาพร่างกายให้กลับคืนสู่จุดสูงสุด
ในหมู่วีรบุรุษและวีรสตรีที่ถูกอัญเชิญไปยังโลกฝั่งนู้น เธอเองก็ถือเป็นเคสพิเศษเพราะไม่ได้มีพลังพิเศษมากมายนักเช่นเดียวกับคนอื่นๆ เขา
เธอไม่อาจใช้เวทมนตร์ได้ เธอมีออร่าที่ค่อนข้างสับสนจนองครักษ์วังหลวงยังไม่เข้าใจ สุดท้ายพวกนั้นก็ปล่อยให้เธอเรียนรู้ด้วยตนเอง
ใครจะไปรู้ว่าเธอจะเริ่มรู้จักออร่าของตนเองตอนเดินทางเข้าสู่ป่าปีศาจ... จนกระทั่งได้รับรู้จากสัตว์ศักดิ์ผู้ได้รับความรู้จากพระเจ้า กล่าวว่าออร่าของเธอมีนามว่า ‘มฆา เทวี’ หรือ ‘เทพีแห่งดวงดารา’ ซึ่งรับพลังจากดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนบนฟากฟ้า และเมื่อใดที่สามารถควบคุมมันได้ เธอก็จะไร้ผู้ต้านทาน
ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเช่นนั้นจริง... เพราะมันทำให้สามารถต่อกรกับเฟรย์ที่เกิดจากในกลุ่มดาวราชันแห่งดวงอาทิตย์ ด้วยพลังที่เหลือล้นไร้ผู้ต้านนั้น ทำให้เธอกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใกล้เคียงเทพเจ้าที่สุด พวกมนุษย์จึงมองว่าเป็นตัวอันตรายที่ต้องใช้ทุกวิถีทางในการกำจัด...
หญิงสาวปล่อยให้ออร่าไหลเวียนในร่างช้าๆ รับพลังจากความมืดและดวงดาราที่เคยหนุนหลังของเธอเรื่อยมา... จนกระทั่งเวลาเช้ามาเยือน
ธาราลงจากเตียง เดินเข้าไปอาบน้ำเพื่อล้างเหงื่อที่อาบโชกร่าง เรือนร่างของเธอเคยเป็นนักกีฬาแต่ปัจจุบันก็ยังแห้งกะหร่องอย่างกับพวกขี้โรค ดูแล้วก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ
พวกพยาบาลเดินเข้าห้องมา เห็นเธอเพิ่งอาบน้ำเสร็จ กำลังใช้ผ้าเช็ดศีรษะก็ตกใจรีบวิ่งเข้ามาห้ามและประคองกลับที่เตียง
เธอโดนเอ็ดชุดใหญ่จากพวกพยาบาล แต่บรรยากาศที่มีคนรอบกาย ดูครึกครื้นทำให้เธอหลุดหัวเราะเล็กๆ ก็ได้แต่หวังว่าจะไม่โดนส่งไปเช็คสภาพจิตอีกที
พอสายๆ คุณแม่กับคุณหมอก็เข้ามาพร้อมกัน เธอแอบใช้ประสาทสัมผัสที่เหนือมนุษย์ฟังบทสนทนาของทั้งสองตั้งแต่อยู่ข้างนอกแล้ว จึงพอจับความคร่าวๆ ได้ว่า ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาคุณหมอ ‘ญาณิน’ เป็นคนหนึ่งที่ช่วยคุณแม่เรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาเธอ
ส่วนเหตุผลนั้นคงเป็นเพราะ เธอมีลูกสาวคนหนึ่งที่เสียไปในต่างแดนช่วงแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เมื่อพบคุณแม่จึงเกิดความเห็นใจ...
บางทีอาจมีอะไรมากกว่านั้น แต่อย่างไรเธอก็ถือเป็นผู้มีพระคุณ...
“ธารา...?” คุณแม่เข้าห้องมาก็เห็นเธอนั่งเท้าคางอยู่ริมระเบียง และมองย้อนกลับมายิ้มบางให้... และมันเป็นรอยยิ้มที่สงบนิ่งจนคุณหมอเลิกคิ้วมองด้วยความแปลกใจ
“คุณธารา ตรงนั้นอันตรายนะคะ ร่างกายก็ยังไม่หาย...” คุณหมอพูดด้วยความเป็นห่วง แต่ธาราเพียงหลับตางนิดหนึ่ง เมื่อืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอก็พยุงร่างของตนเองยืนขึ้น เดินมาหาสตรีทั้งสองอย่างมั่นคง
“ฉันดีขึ้นมากแล้วค่ะ ถ้าเป็นไปได้ขอออกจากโรงพยาบาลวันนี้เลยได้ไหม?” เธอพูดอย่างนุ่มนวล ทำให้ทั้งสองชะงักไปพักหนึ่ง
“เอ่อ เป็นไปได้อย่างไร?” คุณหมอโพล่งขึ้นด้วยความสงสัย ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ได้หรอก อย่างน้อยก็ตามมาตรวจร่างกายอีกทีก่อน”
“ได้ค่ะ” ธาราพูดยิ้มๆ แต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี
การตรวจร่างกายในครานี้เป็นไปด้วยดี ใครจะไปเชื่อว่าหญิงสาวที่เพิ่งฟื้นจากนอนหลับใหลนานกว่าสองปี ฟื้นมาวันเดียวร่างกายจะดูปรกติกว่าคนทั่วไปที่เดินตามท้องถนนเสียอีก จึงเป็นว่าการตรวจสภาพร่างกายครั้งนี้ผ่านฉลุย เธอได้รับอนุมัติให้กลับบ้านได้
“นี่คุณธารา... ไม่ได้รับพลังพิเศษมาจริงๆ เหรอ?” ดูเหมือนคุณหมอยังข้องใจ แต่ธาราไม่คิดจะตอบ โผกอดคุณหมอร่างท้วมอย่างอ่อนโยน
“ที่ผ่านมาต้องขอบคุณคุณหมอมากนะคะ หลังจากนี้ฉันจะคุ้มครองคุณเอง...” ธาราพูดด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคน... เธอไม่คิดจะยอมรับแต่ก็ไม่อยากโกหกจึงใช้วิธีบ่ายเบี่ยงไปง่ายๆ
หญิงสาวผละออกจากคุณหมอแล้วยิ้มหวานให้ เนื่องจากเธอไม่มีชุดมากนักและคุณแม่ก็ไม่ได้เตรียมมาให้ เธอจึงได้เสื้อยืดมาจากคุณหมอ ถึงจะดู Oversize ทำให้เปิดไหล่สักข้างอยู่ตลอดเวลาแต่ก็ไม่ติดปัญหาอย่างอื่นอีก สวมใส่สบายดี ส่วนกางเกงนั้นคุณหมอแกเหมือนจะไปขุดกางเกงยีนส์ของตัวเองตอนสมัยไหนก็ไม่รู้มาให้ ถึงจะหลวมๆ สักหน่อยแต่ก็พอไหว ดีกว่าต้องยืมชุดโรงพยาบาลกลับบ้าน...
“ธารา ไม่ต้องฝืนนะลูก” คุณแม่เองก็เต็มไปด้วยความเป็นห่วง มาถึงขนาดนี้ก็ยังไม่คลายความกังวล
“ไม่หรอกค่ะคุณแม่ จากนี้หนูช่วยแม่ทำงานได้แล้วนะ” ธาราตอบกลับสบายๆ ก่อนจะจูงมือคุณแม่เดินออกมาจากโรงพยาบาล
ภาพภายนอกโรงพยาบาลนั้นยังไม่ต่างจากในอดีตมากนัก โลกยังเต็มไปด้วยอาคารสูงมากมาย เธอขึ้นรถเมล์มามันก็ยังเบียดเสียดและติดแหง็กเหมือนเดิม ผู้คนยังทำงานและใช้ชีวิต เล่นโทรศัพท์มือถือตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่บนรถหรือเดินอยู่ที่ข้างทาง
พอคุณแม่เห็นเธอมองโทรศัพท์มือถือก็แอบถอนหายใจด้วยความอ่อนใจ คงเป็นเพราะไม่สามารถหามาให้เธอได้ในเวลานี้
เธอโอบคุณแม่แล้วหอมแก้มฟอดหนึ่ง “แม่คะ ขอบคุณที่คอยดูแลมาตลอด หลังจากนี้หนูจะดูแม่เองค่ะ” เธอว่า
“แหม ไม่เจอกันสองปี ปากหวานขึ้นเยอะเลยนะเรา” คุณแม่พูดเขินๆ
“แล้วนี่เราจะไปไหนกันเหรอคะ?” ธาราลองถาม เพราะรู้สึกว่ารถเมล์เริ่มออกห่างจากเมืองเรื่อยๆ และเห็นว่าถนนหนทางบริเวณนี้เริ่มมีความเสียหายจากการต่อสู้ คนเดินถนนก็น้อยลงมากจนดูวังเวงหน่อยๆ
คุณแม่ไม่ตอบจนกระทั่งพากันลงจากรถ บริเวณนี้ดูราวกับสนามรบ ถนนแตกหักไปหมด มีหญ้าขึ้นแทรกบนถนนหนทาง ตัวอาคารก็เสียหาย กระจกแตกเละเทะ บ้างก็ถล่มลงมา ผู้คนในละแวกดูระแวงระวังเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นยังมีพวกทหารขับรถถัง รถจี๊ป วิ่งลาดตระเวนไปมาในบริเวณเป็นกลุ่มๆ
“แม่ขายบ้านเก่าเราไป แล้วมาอยู่บริเวณนี้เหรอคะ...?” ไม่ต้องบอก ธาราก็พอเดาได้ ชีวิตความเป็นอยู่บริเวณนี้ดูไม่ต่างกับหมู่บ้านแถวชายแดนที่โดนเผาทำลายสักเท่าไหร่เลย
“เราอยู่กันที่ค่ายอพยพน่ะจ้ะ อย่ากังวลไปเลยนะ ที่นั่นค่อนข้างปลอดภัย” คุณแม่พูดแต่มันไม่ทำให้เธอรู้สึกชื้นใจสักนิดเดียว
นี่คุณแม่ต้องอยู่ในสภาพแบบนี้มานานเท่าไร ต้องหัวซุกหัวซุนหนีเอาตัวรอดขนาดไหนกว่าจะมาถึงวันนี้...?
นี่มันเกินกว่าที่เธอคิดมากนัก
ทั้งคู่เดินกันไปเงียบๆ พยายามไม่ส่งเสียงให้มากนัก ซึ่งคุณแม่ก็บอกว่าใกล้ถึงแล้วๆ ไปตลอดทาง จนกระทั่งมีเสียงเอะอะดังขึ้นจากตรอกข้างหน้า เยื้องไปทางขวามือนิดหน่อย
ธาราเงี่ยหูฟังโดยไม่ใช้ออร่าก็พอรู้ว่ามีทหารกำลังสู้กับพวกอสูร คุณแม่มือเย็นเยียบแต่ก็ยังไม่ปล่อยมือของเธอ
“เราต้องไปซ่อนตัวกันก่อน...!” คุณแม่พูดอย่างลุกลี้ลุกลน แต่ทางที่คุณแม่ดึงไปนั้นผิดทาง...!
“คุณแม่คะ ไม่ได้นะ!” ธาราตะโกนเตือน แต่ไม่ทันแล้วเพราะทางนั้นก็มีการต่อสู้อยู่ และมีระเบิดของทหารกระเด็นมาทางนี้
บรึ้ม!!
เสียงระเบิดดังขึ้นก้องหู ธาราใช้ออร่าของตนเองป้องกันแรงกระแทกเอาไว้ได้ แต่ก็ไม่หมดจึงกอดคุณแม่เอาไว้แล้วกระโดดถอยหลังลดแรงกระแทก กลิ้งไปกับพื้นไกลเป็นสิบเมตร
“คะ คุณแม่ เป็นอะไรไหมค่ะ!?” หญิงสาวรีบลุกนั่ง ประคองหญิงสูงวัยในอ้อมกอดขึ้นมา เมื่อเห็นคุณแม่หลับตาพริ้มก็สะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ
เธอใช้มืออังจมูก ใช้ออร่าตรวจสอบ พบว่าอีกฝ่ายน่าจะแค่ช็อคสลบไปจึงโล่งใจไปเปลาะ ทว่าในสนามรบที่กำลังปะทุไม่เคยมีเวลาเหลือใครใครได้พักหายใจ
เจ้าหมูป่าสีน้ำตาลเข้ม โหนกหลังสูง ตัวโตกว่าสามเมตรก็ปรากฏตัวออกมา ระเบิดเมื่อครู่น่าจะเป็นของทหารที่เท้าของมันซึ่งต้องตายไปเปล่าๆ เพราะเจ้าหมูป่าไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่นิดเดียว
เจ้าหมูป่ายักษ์เห็นเธอกับคุณแม่ก็หันมาดู ก่อนจะวิ่งเข้าขวิดโดยไม่ให้เวาได้ตั้งตัว
“ชิ...” ธาราอุ้มคุณแม่ไว้ก่อนจะพากระโดดหลบออกจากวิถีการพุ่งชน และดูท่าว่าคงจะไม่ยอมหยุดง่ายๆ
ธาราถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย นึกว่าวันนี้เป็นวันที่ดีที่จะได้รวมตัวกับครอบครัวอีกครั้ง แต่สถานการณ์โดยรวมก็ทำให้รู้สึกหน่วงๆ แล้ว ยังมีหมูป่าอวดดีมุ่งทำร้ายคนที่เธอรักอีก
“เจ้าหมู ฉันให้โอกาสหนีนะ...” ธาราพูดด้วยน้ำเสียงเย็น ประคองร่างคุณแม่ให้นั่งอยู่มุมตึก
เจ้าหมูป่ายักษ์ใช้เท้าหลังถีบอิฐหินที่ขวางทางออกไป ก่อนจะเดินผ่านกลุ่มฝุ่นควันที่ผสมปนกันจนคละคลุ้ง
ธาราหยิบเศษไม้จากหน้าต่างที่หักที่ค่อนข้างเหมาะมือมาถือไว้ต่างอาวุธ เพราะดูออกว่าเจ้าหมูไม่คิดจะหยุด มันมองเธอกับคุณแม่เป็นแค่เหยื่อและพุ่งใส่อย่างกับรถบรรทุก...
“แกทำให้ฉันไม่มีทางเลือกเองนะ...” เธอเคลือบเศษไม้ในมือด้วยออร่า ก่อนจะกระโดดสวนทางกับเจ้าหมู ฟันมันด้วยเศษไม้ในมือ
มันเป็นช่วงเวลาเพียงชั่วพริบตาเดียว แม้ว่าร่างของเธอจะยังอ่อนแอ แต่การเคลื่อนไหวที่ฝึกมาอย่างดีของเธอนั้นเฉียบคมจนเจ้าหมูไม่รู้ว่าตนเองถูกฟัน
กว่ามันจะรู้ก็ร่างขาดสองท่อน ล้มลงกองกับพื้นไปแล้ว...
“เพิ่งได้แค่ 1 ใน 10 เองมั้งนี่... แย่จัง” ธาราพูดพลางโยนเศษไม้ทิ้ง ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน ก่อนจะใช้ออร่าหาทางไปยังเจ้าค่ายอพยพนั่น
ทันทีที่พบ เธอก็อุ้มคุณแม่ขึ้นหลังแล้วออกตัววิ่งหนีออกจากจุดเกิดเหตุ ก่อนที่พวกทหารจะมาถึงเพียงนิดเดียว
ปล่อยให้พวกนั้นงุนงงกับซากหมูป่ายักษ์ที่เธอปล่อยกองไว้บนพื้นถนนอย่างเงียบงัน...