อยากใช้ชีวิตแบบแมวเซื่อง ๆ นิยายโดย tongfar
ตัวอย่างอ่านฟรี 11 ตอนแรกจากเล่ม 1
การเดินทางไกลเคยเป็นความถนัดส่วนตัวของธารามาตั้งแต่สมัยออกตระเวนท่องเที่ยวตามป่าเขา ต่อให้นับช่วงเวลาที่อยู่ต่างโลก เธอก็ค้างแรมพักอยู่ในป่าปีศาจนานกว่าเสวยสุขอยู่ในพระราชวังนานเป็นเท่าตัว แต่ว่าร่างกายของเธอในเวลานี้ช่างอ่อนแอสิ้นดี แค่แบกคุณแม่ไว้ที่หลังเดินมาแค่กิโลเมตรกว่าๆ ก็ก้าวเท้าไปข้างหน้าได้อย่างยากลำบาก ราวกับเดินในบ่อโคลนดูด เหงื่อออกชุ่มหน้าหยดติ๋งๆ
คุณแม่สลบไปไม่นานก็รู้สึกตัว พอพบว่าอยู่บนหลังของลูกสาวที่นอนเป็นผักมาสองปีก็ตกใจ
“ธารา...? นี่แม่...?” คุณแม่มีทีท่าร้อนรน ยังคงพะวงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่
“เราเข้าไปในโซนที่ผู้มีพลังพิเศษกับสัตว์ประหลาดสู้กันพอดีค่ะ หนูไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรเลยพาแม่หนีมาก่อน” ธาราหัวเราะแหะๆ
“ปล่อยแม่ลงเถอะธารา ลูกยังไม่หายดี...!” คุณแม่รีบทัก เมื่อเห็นว่าลูกสาวมีเหงื่อโทรมกาย เกรงว่าจะล้มคว่ำไปอีก
“แหม นิดหน่อยเองค่ะ คุณแม่บอกทางให้หนูดีกว่า มาถูกทางหรือเปล่าก็ไม่รู้” ธาราแสร้งทำเป็นไม่รู้ไปอย่างนั้นเอง เพราะรู้ว่า...
“ที่หัวมุมถนนนั้น เลี้ยวซ้ายไปก็ถึงแล้วจ้ะ” คุณแม่ช่วยบอกต่อให้ แม้ว่าจะมีท่าทีไม่ค่อยสบายใจนัก
ธาราพาคุณแม่เดินไปตามทางก็พบว่าทางซ้ายนั้นมีค่ายทหารปักหลักอยู่พร้อมอาวุธครบครัน ทั้งยังมีหน่วยลาดตระเวนคอยรักษาความปอดภัยโดยรอบ เพียงเธอเดินเฉี่ยวเข้าไป ทหารทั้งกองก็เหลียวมองด้วยความสงสัย
“ป้าครับ ผู้หญิงคนนี้คือ?” คุณทหารถามตรงๆ หญิงสาวก็เงยมองเงียบๆ โดยไม่พูดจา แต่ดวงตาของเธอก็ไม่มีความกริ่งเกรงใดๆ
“ลูกป้าเองจ้ะ คนที่นอนโรงพยาบาลมาตลอด...” คุณแม่ตอบขณะยิ้มแหยอายๆ “ปล่อยแม่ลงได้แล้ว ธารา” เธอว่า
“ค่าค่า...” ธาราปล่อยคุณแม่ลงอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก หลังไม่ได้พบหน้ากันมาถึงหนึ่งชีวิต เธอยังสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากอ้อมกอดของคุณแม่
ถึงจะเหนื่อยก็เถอะ...
“ขอบคุณที่ช่วยดูแลคุณแม่มาตลอดนะคะ” ธารายิ้มบางก่อนจะโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
“เอ่อ ก็เป็นหน้าที่ล่ะ ระวังตัวด้วยล่ะแถวนี้มันอันตราย” คุณทหารเกาศีรษะแกรกๆ ดูหญิงสาวกับหญิงสูงวัยเดินผ่านไปง่ายๆ “ผอมขนาดนั้นมีแรงแบกคุณป้าเดินมาได้ไงตั้งไกลเนี่ย...?” นั่นเป็นความสงสัยเพียงหนึ่งเดียวที่เขามา
“เห็นเป็นสาวรีบทำใจดีเชียวนะครับ” ลูกน้องเดินเข้ามากระซิบกระตุกต่อมฉุน จึงโดนรองเท้าคอมแบตยันก้นเป็นของแถมอย่างฉับพลัน
จากนั้นแต่ละคนก็ล้อเล่นกันไปเรื่อยให้กับวันที่ค่อนข้างสงบสุข โดยไม่รับรู้เลยว่าหน่วยลาดตระเวนหนึ่งหน่วยเพิ่งล่มสลายไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้...
“หนูเห็นทางโน้นมีรถพาเข้าเมืองด้วยนี่คะ ทำไมคุณแม่ต้องเดินล่ะ?” ธาราเอ่ยถามขณะใช้สายตาสอดส่องโดยรอบอย่างละเอียด
ค่ายอพยพนี้ตั้งอยู่บริเวณชานเมือง หากเธอจำไม่ผิดมันเคยเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่กับศูนย์การประชุม แต่ผู้คนก็ใช้พื้นที่ส่วนใหญ่ไปกับการทำนา ทำไร่ และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งก็ดูดีกว่าที่เธอคิดไว้ครั้งแรกไม่น้อย
“รถพวกนั้นมีไว้สำหรับคนที่ต้องเข้าเมืองไปทำงาน มีรับส่งแค่ช่วงเช้ากับเย็นเท่านั้นจ้ะ ถ้าไม่ใช่เวลาก็ต้องเดินทางกันเอง...” คุณแม่พูดถึงจุดนี้ก็เพิ่งเอะใจ รีบแก้ตัว “แต่... ปรกติก็ไม่เจออสูรหรอกนะลูก!”
“แหะ แหะ” ธาราไม่คิดจะแย้ง ไม่คิดแกล้งคุณแม่ เธอแค่อยากให้คุณแม่ทำใจให้สบาย และไม่อยากให้ต้องเป็นห่วงหรือคิดมาก จึงยังไม่อยากเล่าเรื่องที่เธอถูกส่งไปเผชิญชะตากรรมต่างโลก
อย่างน้อยก็ไม่ใช่ช่วงนี้...
“งานของคุณแม่ คือการทำไร่ที่นี่หรือเปล่าคะ?” ธาราสังเกตเห็นว่าคนที่ทำไร่ทำนาแถวนี้ น่าจะเป็นคนที่อาศัยในกระต๊อบเล็กๆ ในบริเวณนั่นแหละ
“ใช่จ้ะ...” คุณแม่ยิ้มแห้ง “ในยุคนี้อาหารเป็นสิ่งขาดแคลนอย่างมาก เพราะพื้นที่นอกเมืองถูกพวกอสูรยึดทำเป็นรังเสียเยอะ จึงยากต่อการทำมาหากิน ทางรัฐบาลจึงเสนอให้กลุ่มคนที่ไม่มีบ้านพักอาศัย มาเป็นอาสาสมัครทำสวนทำนาในบริเวณที่จัดไว้ให้แบบนี้แหละ”
ธาราพอจะเข้าใจหลักความคิดนี้ สำหรับคนที่มีงานมีการ มีบ้านในเมือง มีทางเลือกในชีวิตก็คงไม่มาใช้ชีวิตทำสวนในย่านชานเมืองที่เต็มไปด้วยอันตราย แต่สำหรับคนที่ไม่มีทางเลือก ไม่ว่าจะเพราะบ้านถูกทำลาย หรือเพราะเป็นหนี้จนต้องขายทรัพย์สิน หรือเป็นพวกไร้บ้านแต่แรก การลองดิ้นรนเฮือกสุดท้าย มาใช้ชีวิตที่นี่ก็นับว่าไม่เลวนัก
...อย่างน้อยก็ดีกว่าไปเป็นขอทานอยู่ในเมือง
คุณแม่พาธาราเดินลัดเลาะไปตามถนนเส้นเล็กซึ่งนำทางไปยังบริเวณถิ่นที่อยู่อาศัย ไม่นานก็ถึงบ้านของเธอซึ่งมันก็เป็นเพียงกระต๊อบเล็กๆ มีชานเรือนให้นั่งพัก และมีชายสูงวัยผมตัดสั้นสีดำปนเทา โกนหนวดโกนเคราอย่างดีแม้จะอยู่ในสภาพนี้ แต่ขาซ้ายของเขาคนนั้นไม่มี จึงจำเป็นต้องใช้ไม้ค้ำพยุงตัวลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นหน้าของธารา
ธารายืนนิ่งอึ้งอยู่หลายอึดใจ รอให้คุณพ่อเดินเข้ามาใกล้ๆ แต่แล้วก็สะดุดล้มลงตรงหน้า ประสาทสัมผัสที่ฝึกมาอย่างดีส่งร่างของเธอให้ประคองชายสูงวัยคนนั้นไว้
“ธารา... ลูกพ่อ...”
สิ้นเสียงสั่นเครือของคนเป็นพ่อ พลันน้ำตาของเธอก็ร่วงหล่นลงอีกครั้ง...
“ฮึก หนูกลับมาแล้วค่ะ จะไม่ไปไหนอีกแล้ว...” ธาราสวมกอดคนเป็นพ่ออยู่อย่างนั้น เอาหน้าซบไหล่ร้องไห้ออกมาอย่างกับเด็ก จนคุณพ่อต้องใช้มือหนาลูบหลังของเธออย่างอ่อนโยน
“เดี๋ยวแม่เอาน้ำมาให้นะลูก” คุณแม่เห็นภาพนั้นก็เดินเข้าบ้านไปเพื่อเอาน้ำเปล่ามาให้แก้วหนึ่ง และมันอาจเป็นสิ่งเดียวที่เธอสามารถหาได้ในเวลานี้
ธาราเห็นแล้วก็ยิ่งร้องไห้ไม่หยุด เธออดโทษตัวเองไม่ได้ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องมาตกระกำลำบากเพราะตนเอง
“พ่อแม่คะ... หนูจะไม่ยอมให้ต้องลำบากอีกแล้ว...” เธอได้แต่พูดพร่ำอยู่อย่างนั้นอีกนานสองนาน
เวลานี้เป็นทั้งห้วงเวลาแห่งความสุขที่ทุกคนกลับมาพร้อมหน้า แต่ก็จัดเป็นห้วงเวลาที่เต็มไปด้วยความเศร้าที่ทิ่มแทงหัวใจอันอ่อนล้าจนเต็มไปด้วยบาดแผล และมันคงจะเป็นเรื่องดีหากเวลาจะหยุดอยู่เช่นนี้อีกสักพัก ไม่มีสิ่งใดเข้ามารบกวน ซึ่งในโลกของความเป็นจริง เวลาเป็นสิ่งที่ไม่เคยรีรอ...
“วีด วิ้ว เป็นอะไรกันบ้านนี้ เล่นบทโศกตั้งแต่ยังไม่ทวงหนี้แบบนี้ใช้ได้ที่ไหน” มันช่างเป็นจังหวะเวลาที่แย่สุดๆ เมื่อพวกทวงหนี้เอารถมาจอดอยู่หน้าบ้าน
ธาราเหลียวหลังใช้หน้าขี้แยมองบุคคลที่เข้ามาขัดจังหวะ... พวกทวงหนี้กลุ่มนี้ดูราวกับพวกนักเลงหัวไม้ไม่มีผิด โดยเฉพาะคนที่เดินนำเข้ามาก่อนนั้น แต่งกายด้วยชุดสูทแต่พับแขนสูทขึ้น สวมแว่นตาดำ ย้อมสีผมจนเป็นสีแดงเข้มไปครึ่งหัว...
“วันนี้ถึงกำหนดชำระเงินที่ผลัดผ่อนมาแรมปีแล้วนะป้า” หมอนั่นถือวิสาสะเดินตรงเข้ามาหาคุณแม่ที่ตัวสั่นระริก
ธาราใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาของตนเองก่อนจะพาคุณพ่อนั่งที่ชานเรือนก่อน คุณพ่อเองก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนักเมื่อเห็นพวกนักทวงหนี้
“ขอเวลาให้เราสักหน่อยนะคะ ลูกสาวดิฉันก็ออกจากโรงพยาบาลแล้ว จากนี้สถานการณ์น่าจะดีขึ้นแน่ๆ” เธอโค้งศีรษะให้ปลกๆ
นั่นช่างเป็นภาพที่บาดใจธาราเหลือเกิน...
“รู้ไหมว่าหนี้ที่ป้าติดอยู่เนี่ย ทำงานทั้งชาติก็ไม่หมด แต่ดูท่าจะมีโอกาสได้เงินจากประกันชีวิตก่อนชดใช้หนี้ล่ะนะ ดันต้องมาอยู่ในเขตที่มีคนตายรายวันแบบนี้” เจ้าหัวโจกพูดก่อนจะหลุดหัวเราะ เรียกให้พวกลูกน้องที่ยืนเยื้องด้านหลังหัวเราะเย้ยหยันตาม
คุณพ่อคุณแม่สลดไปไม่กล้าสู้หน้า ธาราจึงฉุนจนทนไม่ไหวเดินมาขวางระหว่างคุณแม่กับพวกนักทวงหนี้เอาไว้
“ไม่คิดว่าพูดเกินไปเหรอคะ?” หญิงสาวท้วงติง ด้วยดวงตาที่ยังแดงและช้ำจากการร้องไห้ มันจึงดูน่าตลกจนอีกฝ่ายหลุดขำ
“นี่ลูกสาวป้าที่นอนโรงพยาบาลเหรอ?” หมอนั่นชี้หน้าธารา แต่มองข้ามไหล่ไปทางคุณแม่ ก่อนจะปล่อยสายตาไหลกลับมาทางธาราอย่างมีเลศนัย
“คุณแม่เป็นหนี้พวกคุณเท่าไหร่เหรอคะ หนี้เหล่านั้นเป็นเพราะฉันเอง ฉันก็ควรมีส่วนรับผิดชอบด้วยเหมือนกัน” ธาราพูดตรงๆ อย่างไม่อ้อมค้อม
“ธารา...!” คุณแม่เป็นกังวลจนหลุดอุทานออกมา
ส่วนอีกฝ่ายผิวปาก ยิ้มร่าเมื่ออยู่ดีๆ ก็มีคนเสนอตัวเข้ามาเองแบบนี้ “ห้าสิบห้าล้าน” หมอนั่นตอบ
ธาราเลิกคิ้วนิดหนึ่ง ไม่คิดว่าตัวเลขจะเยอะถึงเพียงนี้
“จ่ายทุกเดือน เดือนละแปดหมื่น แม่ของน้องผลัดมาสามงวดแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ต้องจ่ายสามแสนสอง” หมอนั่นเห็นเธอตกใจจึงได้ใจ ฉีกยิ้มร่า
“ป้ายืมไป 10 ล้าน เท่านั้นเองนะคุณ...!” คุณแม่รีบเถียง
“ป้าไม่รู้จักดอกเบี้ยขาขึ้นหรือไง สัญญาก็อยู่ในมือนี่ ลองเอาไปอ่านดูสิ” เจ้าอันธพาลเถียงกลับ ก่อนจะยื่นสัญญาให้กับมือของธารา
เธอรับมาอ่านไปได้ไม่นานก็พอเข้าใจ... เงินต้นคือ 10 ล้านจริงอย่างที่คุณแม่ว่า แต่ดอกเบี้ยเงินกู้คือเดือนละ 20% แถมยังทบต้นขึ้นไปเรื่อยๆ
“นี่มัน... กู้นอกระบบนี่นา ดอกเบี้ยก็เกินจากกฎหมายกำหนด” ธาราขมวดคิ้ว
“อย่ามาทำรู้ดีน่าแม่หนู ยุคนี้ธนาคารมีไม่เยอะ เงื่อนไขการกู้ก็ยากลำบาก ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเราแล้วพวกไม่มีอันจะกินจะไปกู้ยืมจากไหนกัน หา?” เจ้าอันธพาลเองก็ไม่ใช่ไร้ความรู้ และความจริงก็เป็นแบบที่เขาพูด ปัญหาของหนี้นอกระบบก็คือไม่มีแหล่งเงินกู้ถูกกฎหมายที่ให้คนทั่วไปเข้าถึงได้
ส่วนเงินกู้นอกกฎหมายพวกนี้ก็หากินเอาจากคนที่ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วอย่างครอบครัวของเธอ... ถึงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง แต่ก็เรียกได้ว่าผิดด้วยกันทั้งคู่
ธาราสีหน้าเศร้าหมองลงเมื่อนึกภาพตาม ว่าคุณพ่อและคุณแม่ของเธอต้องสิ้นหวังขนาดไหน ถึงจำเป็นต้องไปอ้อนวอนคนเหล่านี้
เจ้าอันธพาลเลื่อนมือเชิดคางของธาราขึ้น “ว่ากันตรงๆ ก็สวยดีนะนี่... น่าจะไปขุนตัวให้มีเนื้อหนังสักหน่อย” เจ้านั่นใช้มือจับคางเชิดขึ้น มองผิวขาวของเธอที่เผยให้เห็นจากคอเสื้อที่ค่อนข้างกว้าง “ไม่คิดจะเข้าเมืองทำงานบ้างเหรอ อยู่ที่นี่พาจะตายกันหมดก่อนใช้หนี้พอดี เป็นอย่างนี้พวกพี่ก็ลำบากนา...”
“ขอร้องล่ะคุณ อย่ายุ่งกับลูกป้าเลยนะ เราจะรีบหาเงินมาให้!” คุณแม่รีบเข้ามาขวางเมื่อเห็นข้อเสนอเกี่ยวกับลูกของตนเอง
เจ้าอันธพาลฉุนที่คุณแม่เข้ามาสอด จึงยื่นมือผลักเบาๆ แต่ธาราไม่ปล่อยให้เอื้อมมือนั้นไปถึงแม่ของตน เลยใช้มือขวาคว้าข้อมือใหญ่ของอีกฝ่าย และยิงสายตาจ้องสบตากลับ
หมอนั่นสะดุ้งโหยง รีบกระชากมือกลับจนธาราเซถลำมาข้างหน้า ทรุดลงไปคุกเข่ากองกับพื้น...
เธอเงยหน้าขึ้นมอง “ถ้าหาเงินไม่ได้ ฉันจะรับไว้พิจารณาค่ะ” เธอยิ้มตอบ
“ธารา นี่ลูก... ไม่ได้นะ...!” คุณแม่รีบมาพยุงหญิงสาวลุกขึ้นช้าๆ น่าแปลกที่เจ้าหัวโจกนิ่งเงียบไปหลายอึดใจกว่าจะตั้งสติได้
ธาราลุกขึ้นยืนพลางยกมือห้ามคุณแม่ “หนูมั่นใจว่าเราจะหาเงินได้ค่ะคุณแม่” เธอพูดเสียงเรียบและขยับยิ้มให้อย่างอ่อนโยน แต่หัวหน้าทวงหนี้กลับสะดุ้งเฮือก
ออร่าของยอดฝีมือนั้นเปรียบเสมือนอาวุธ ความกดดันที่ถาโถมออกมาจากยอดฝีมือก็มักแฝงออร่าไว้ด้วยเสมอ และเพียงแค่การจ้องมองของเธอก็เพียงพอจะทำให้อสูรจำนวนมากยอมศิโรราบได้ง่ายๆ
เธอรู้ว่านี่มิใช่โลกที่สงบสุขอย่างที่เธอเคยรู้จัก... และเธอรู้แล้วว่าที่ผ่านมาความอ่อนหัดของตนเองทำให้เธอต้องสูญเสียทุกสิ่ง ทั้งคนที่รักและชีวิตของตนเอง และจากนี้เธอก็ไม่โง่พอจะปล่อยให้เหตุการณ์แบบเดิมเกิดขึ้นซ้ำสองอีก ในเมื่อเวลานี้เธอมีพลังความสามารถอยู่ในกำมือแล้ว
“กะ ก็ได้...” หัวหน้าเริ่มขยาดทุกครั้งที่สบตาหญิงสาว...
ดวงตาสีดำของเธอทั้งดูล้ำลึกจนมิอาจหยั่ง แต่ก็คมกริบเป็นประกาย และมันทำให้เขาตัวสั่นไปหมด แต่ก็ต้องพยายามวางมาดประคองร่างมิให้ล้มคว่ำลงในสถานที่แห่งนี้...
“เห อะไรนะ?”
“ง่ายไปไหมลูกพี่?”
“แหมเห็นเด็กสาวแล้วใจดีขึ้นมาเลยเรอะ”
นายหัวโจกเหลียวหลัง จึงรู้ว่าคนอื่นไม่อาจสัมผัสกับความผิดปรกติที่เกิดขึ้นได้แม้เศษเสี้ยว แต่นั่นไม่ใช่เขาผู้มีพลังพิเศษ เคยได้รับตราของ Dungeon Conqueror ระดับ C ไว้ในครอบครอง...
“พูดมากน่า ให้เวลาเขาอีกหน่อย ไป!” เขาออกคำสั่ง ไล่ลูกน้องขึ้นรถ หลังจากขับรถออกห่างมาอีกสักพัก ความกลัวก็ค่อยๆ คลายลง
ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกว่าความผิดปรกติยังไม่หมดแค่นั้น... ตลอดทางที่พวกเขาขับรถออกมาไม่มีวี่แววของสัตว์อสูรสักตัว แม้ว่าพวกมันจะกำลังต่อสู้กับพวกทหารอยู่ไม่นานนี้เอง...
“เฮ่ พวกแกเคยเจอมังกรไหม?” อยู่ดีๆ เขาก็เอ่ยขึ้นมาลอยๆ ขณะเท้าคางนั่งไปเรื่อยบนรถจี๊ป
“จะไปเคยได้ไงครับ?” ลูกน้องตอบทื่อๆ
“นั่นมันอสูรที่ต่อให้เป็นระดับต่ำสุด ก็ต้องให้ Dungeon Conqueror ระดับ B เป็นร้อยไปปราบเลยนะ” อีกคนเอ่ยเสริม
“ร่อนมาแถวนี้ก็ตายกันหมด” สุดท้ายปิดจบด้วยมุกที่ไม่เห็นจะตลก แต่ดันหัวเราะกันทั้งคันรถ โดยไม่รู้มาว่าพวกตนก็เพิ่งรอดตายมาอย่างหวุดหวิด...
พูดถึงมังกร เขาเองเคยเจอมาแล้วครั้งหนึ่ง... และมันเป็นเหตุผลที่ทำให้ลาออกจากการเป็น Dungeon Conqueror ด้วยเช่นกัน
ความกดดันที่เด็กสาวคนนั้นแผ่ออกมานั้นไม่แพ้มังกรที่เขาเคยพบเลยสักนิด...