อยากใช้ชีวิตแบบแมวเซื่อง ๆ นิยายโดย tongfar
ตัวอย่างอ่านฟรี 11 ตอนแรกจากเล่ม 1
“ฝน”
ธารามองลอดกระจกออกไปยังสวนผักด้านนอกบ้านกล่องหลังเล็ก ดูสายฝนที่โปรยปรายลงมาจากเมฆครึ้มที่เอ่อล้นอยู่เต็มฟ้ากว้าง
หยาดฝนตกกระทบชานเรือนที่ทำจากไม้ เกิดเสียงดังอย่างต่อเนื่องแต่ไร้ซึ่งระเบียบใดๆ พืชพรรณทั้งหลายเริงระบำตามหยาดน้ำที่สัมผัส ผืนดินแผ่กลิ่นหอมอันมีเอกลักษณ์ยามชุ่มน้ำ ส่งต่อความชุ่มชื่นเข้ามาถึงภายในบ้านที่ปิดสนิท ทำให้สามารถปล่อยใจนั่งดูได้โดยลืมวันเวลาไปชั่วขณะ
หยิงสาวเหม่อมองไปเรื่อย ปล่อยใจคิดถึงฝนที่ตกในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน บ่อยครั้งที่ฝนตกช่วงเวลาก่อนไปไปโรงเรียนทำให้ท้องถนนเฉอะแฉะรถก็ติด ไม่ต่างกันมากนักกับฝนที่ตกตอนเลิกเรียน อยากกลับบ้านแต่ก็ต้องทำใจล่วงหน้าว่าสภาพตอนจบจะไม่สวยงามนัก
เธอเคยไปกางเต็นท์บนยอดเขาสูง ฝนก็ให้บรรยากาศที่แปลกตา รู้สึกกลมกลืนไปกับสิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติ ประหนึ่งได้รับการโอบกอดจากขุนเขา แต่ถึงอย่างนั้นพอต้องเผชิญชะตากรรมกับธรรมชาติอย่างแท้จริง โดยไม่มีเครื่องมือใดๆ ความโรแมนติกของฝนก็ถูกชะล้างออกไปจนหมด
ที่ต่างโลกเธอเคยเจอฝนตกต่อเนื่องหลายวันจนเกิดน้ำป่าไหลหลาก ต้องนอนหลบอยู่บนกิ่งไม้ หนาวก็หนาว บางครั้งเจอถ้ำก็ดีใจ แต่พอเข้าไปก็เจอสัตว์อสูรเข้าให้ จึงต้องมีการแย่งชิงกรรมสิทธิ์กันสักหน่อย ซึ่งผลก็คือไม่เธอต้องหนีเอาตัวรอด ถ้ำก็เลอะเปรอะเลือดของอสูร กลิ่นคาวคละคลุ้ง ให้นั่งเคลิบเคลิ้มชมฝนในสิ่งแวดล้อมเช่นนั้นได้ก็คงจิตไม่ปรกติเท่าใดนัก
ธาราจึงสรุปได้ว่า ความโรแมนติกของคนเรามันอาจไม่ได้ขึ้นกับสภาพแวดล้อมเพียงอย่างเดียว หากขึ้นกับสถานการณ์ยามต้องเผชิญสภาพแวดล้อมที่ต่างกันด้วย
เธอลดเลื่อนสายตาย้อนกลับที่จอแลปทอปตรงหน้า มันคือคอมพิวเตอร์ที่ขอยืมมาจากชวิน เพื่อศึกษาพื้นฐานความเป็นไปของโลกนี้ในช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นในด้านของสภาพแวดล้อมและภูมิประเทศที่แตกต่าง ถิ่นที่อยู่ของสัตว์อสูร รวมไปถึงผู้อพยพจากต่างโลกที่ทำให้เธอรู้สึกแปลกใจ เพราะโลกที่เชื่อมโยงเข้ากับโลกในปัจจุบันนี้มีความหลากหลายทางเผ่าพันธุ์มากกว่าโลกที่เธอไปติดอยู่หลายต่อหลายปีมาก...
แม้ประเทศไทยจะมีผู้อพยพจากต่างโลกไม่มากนัก แต่ในหลายๆ ประเทศก็มีอพยพกันมาคราวละร้อยหรืออาจจะถึงพันคนในบางครั้ง ส่วนมนุษย์ในโลกอีกฝั่งหนึ่งนั้นเข้าใจว่าเป็นเผ่าพันธุ์โบราณ สูญพันธุ์ไปจนหมดเนื่องจากไม่อาจปกป้องตนเองจากสภาพแวดล้อมและสัตว์อสูรที่โหดร้ายป่าเถื่อนขึ้นตามกาลเวลา
การจัดอันดับอสูรส่วนใหญ่ เราก็เอาข้อมูลมาจากชนเผ่าต่างโลกเป็นหลัก จึงทำให้เรารู้จักสัตว์อสูรและระดับของพวกมันค่อนข้างละเอียดแม้ว่าจะยังไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน ซึ่งข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของชวินก็จำแนกให้เสร็จสรรพว่าสัตว์อสูรประเภทใดที่เคยพบเจอมาแล้วบ้าง มีข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ได้รับมาก่อนหน้าไหม
ธารารับรู้ได้จากประสบการณ์เลยว่าข้อมูลจากการบอกเล่านั้น ‘ไม่มีทางครบถ้วน’ ซึ่งก็เป็นอย่างที่คิดเพราะฐานข้อมูลเกี่ยวกับอสูรนั้นมีการปรับปรุงเพิ่มเติมอยู่ทุกขณะ แม้ว่าจะเป็นสัตว์อสูรระดับต่ำเองก็ยังมีพฤติกรรมแปลกๆ ให้เห็นเป็นระยะ เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
อย่างเจ้าหมูที่เธอเจอ ทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ก็เริ่มเคยชินกับการใช้ชีวิตตามซากปรักหักพังในเมือง อาหารการกินก็แตกต่างไปจากเดิม ปรากฏว่านอกจากความดุร้ายจะมากขึ้นเนื่องจากความหิวกระหาย พวกตัวที่เหลือรอดก็มักมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น
ปัจจุบันมีหมูยักษ์ที่สามารถชนรถถังปลิวได้ง่ายๆ ระเบิดก็ไม่ระคายผิว คิดดูก็คล้ายกับเจ้าหมูที่เธอจัดการไปตอนกลับบ้านวันแรก
การประเมินบอกว่าเจ้านั่นมี Rank B ซึ่งมีคลิปของเจ้าหมูนั่นตอนสู้กับทหารอยู่ด้วย กองทัพไม่ใช่คู่มือของมัน มีการเรียกกำลังเสริมจากหน่วยพิเศษมาเพิ่ม แต่กลับพบว่ามันถูกของมีคมฟันขาดครึ่ง สันนิษฐานว่ามี Rank A ผ่านมา แต่ก็น่าแปลกที่ในเวลาดังกล่าวไม่มีใครผ่านไปบริเวณนั้น...
การที่ชวินมาร์คเรื่องนี้เอาไว้คงเป็นเพราะรู้ว่าเจ้าหมูนั่นเป็นผลงานของเธอ จึงชี้บอกให้ระวังตัวเอาไว้แน่ๆ
ธารานั่งอ่านมาจนถึงตรงนี้ก็รู้อย่างหนึ่ง นั่นก็คือโลกที่เชื่อมกับโลกในเวลานี้ ค่อนข้างสงบสุขเมื่อเทียบกับโลกที่เธอไปใช้ชีวิตมาก่อนหน้า
เจ้าแมงมุมยักษ์ที่เจอในดันเจี้ยนตัวนั้น ถูกประเมินไว้ว่าเป็น Rank A ที่ก้ำกึ่งเกือบข้ามไป S ตามมุมมองของนักวิจัยและ Dungeon Conqueror ระดับ A ในโลกปัจจุบัน แต่ในมุมมองของธาราถ้าจะใช้เกณฑ์ A B C D E และ S ในลักษณะเดียวกันนี้ เธอจะจัดให้มังกรอยู่ที่ A-S แล้วแต่สายพันธุ์ ส่วนแมงมุมนั่นก็เทียบเท่าได้กับอสูรทั่วไปในป่า และองค์ชายจอมดาบที่เธอฝากรอยเท้าไว้บนใบหน้าก่อนจากลา คิดว่าคงอยู่ Rank B เท่านั้น
มาถึงจุดนี้ เธอก็ประเมินว่าตัวเองในปัจจุบันน่าจะยังอยู่แถวๆ Rank B เหมือนกัน ด้วยความที่มีขีดจำกัดในเรื่องพลังกายมากเกินไป
เธออาจสังหารระดับบอสในดันเจี้ยนส่วนใหญ่ได้ไม่ยากเย็นนัก แต่เธอก็ไม่มีความสามารถพอจะตะลุยเข้าไปจนถึงบอสตามลำพังแน่ๆ ดังนั้นเรื่องการลงไปถล่มดันเจี้ยนตามลำพังนั้นเสี่ยงเกินไป ไม่ว่าจะเป็นระดับ A B หรือว่า C ก็ตามที ดังนั้นหนทางหาเงินของเธอจึงมีแค่...
“ตามล่าพวกที่หลุดมาข้างนอกก็ดีแล้วมั้ง...” เธอพูดกับตัวเอง ดูตารางค่าหัวของพวกอสูรในตำแหน่งต่างๆ ที่กำลังก่อความยุ่งยากวุ่นวายให้ผู้คน ซึ่งก็มีทั้งในเมืองและนอกเมือง
ค่าหัวของอสูรเหล่านี้ไม่ค่อยสูงนัก ส่วนพวกราคาแพงเนื่องจากวัตถุสามารถนำมาใช้งานได้ก็มักอยู่นอกเมือง ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จะจัดปาร์ตี้กันไปลุย
เธอไม่ต้องการรวมกลุ่มกับใคร และไม่มียานพาหนะสำหรับใช้งานด้วยซ้ำไป ดูท่าว่าเธออาจต้องหามอเตอร์ไซค์ไว้ใช้สักคัน...
ธาราแอบมองคุณพ่อคุณแม่ที่นั่งคุยกันอย่างสบายอารมณ์ที่โซฟาก็แอบยิ้มแห้งๆ คำถามคือเธอต้องคุยอย่างไรกับพวกท่านดีนะ?
คิดแล้วก็คิดไม่ออก คิดไม่ตก ลงท้ายก็นั่งเอนกายดูฝนหอบใหญ่ที่พัดผ่านมาแล้วก็พัดผ่านไป กว่าจะหยุดก็เป็นช่วงเวลาบ่าย
คุณแม่ออกไปดูสวนในความรับผิดชอบของตัวเองเช่นเคย ส่วนคุณพ่อก็ใช้เวลาไปกับการเลี้ยงไก่ไข่ จะมีเธอเท่านั้นแหละที่ว่างไม่มีงานมีการทำ
สองสามวันมานี้เหตุการณ์เรียกได้ว่าสงบสุขดี การที่เธอใช้ออร่าสร้างเขตแดนของตนเองเรียกว่าได้ผลมากเกินไปสักหน่อย เพราะระยะที่ผ่านมาไม่ค่อยมีอสูรเข้ามาย่างกรายในรัศมีสักเท่าไหร่ จะมีบ้างก็พวกที่ไม่เข้าใจเรื่องเขตแดน หรือไม่ก็อยากลองดีนิดหน่อย ซึ่งเธอก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกทหารไป
มาถึงจุดนี้เธอก็เริ่มรู้สึกขอบคุณชวินอยู่บ้างที่ทำให้มีเงินทุนตั้งตัว ธาราจึงไม่คิดเร่งร้อนรับภารกิจใดๆ เพราะใจของเธอก็อยากใช้เวลาไปกับการพักผ่อนให้เต็มที่ ฟื้นฟูร่างกายของตนอย่างช้าๆ และใช้ชีวิตเรียบง่ายให้คุ้มค่า หลังจากต้องเผชิญกับความยากลำบากมาเป็นระยะเวลานานเหลือเกิน
บรืน... บรืน...!
ขณะที่เธอกำลังเอนกายมองเมฆเคลื่อนจากซ้ายไปขวา เสียงของรถคันหนึ่งก็ดังเสียดแทงหู ไม่ต้องลุกขึ้นมาเธอก็รู้ว่าเป็นรถของนักทวงหนี้เจ้าเก่า
ช่างมาขัดจังหวะได้พอเหมาะเหลือหลาย...
เธอลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิมองตามเสียงไปก็พบว่าวันนี้ตานั่นขับรถมาตามลำพังคนเดียว ไม่ได้พาลูกน้องมาเช่นเคย แถมยังใช้อภิสิทธิของผู้ใช้พลังพิเศษ ขับผ่านค่ายทหารมาจอดใกล้บ้านของเธอนี่เอง
“ไง ทำตัวสบายเหลือเกินนะ” ตานั่นมองธาราที่ใส่เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขาสั้นสีดำ นั่งขัดสมาธิ เล่นโทรศัพท์อยู่ตรงชานบ้าน
“มาทวงหนี้เหรอ ยังไม่มีจ่ายนะคะ บอกเลย” ธาราตอบส่งๆ ไปอย่างนั้นเอง เงินมีแหละแต่ไม่อยากให้ หนี้ห้าสิบล้าน จ่ายไปสองแสนสี่ เงินต้นยังไม่น่าจะลดด้วยซ้ำเพราะดอกเบี้ยทบหนาเตอะ
คิดๆ ดูแล้ว เธอก็อยากถล่มสำนักงานให้รู้เรื่องไป มีอย่างที่ไหนหนี้แค่สิบล้านต้องจ่ายห้าสิบล้าน เงินต้นขึ้นมาห้าเท่าในปีสองปีเนี่ย
“นี่หล่อนคงไม่ได้คิดทำอะไรอันตรายใช่เปล่า ตามันฟ้อง” ตาทวงหนี้หรี่ตามองอย่างจ้องจับผิด อย่างไรก็ต้องยอมรับว่าสัมผัสที่หกของตานี่ค่อนข้างดี อาจเป็นความลับที่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ก็ได้ล่ะมั้ง
“คิดไปเองแล้วค่ะ นั่งชิวอยู่เฉยๆ ยังมองแบบนั้นได้อีกเหรอ?” ธาราแสร้งเฉไฉตอบและแกล้งเบนหน้าหลบ แอบกวนอีกฝ่ายนิดหน่อย
“มีงานจากนักหลอมยา เขาต้องการวัตถุดิบจำนวนมาก ว่างไปด้วยกันไหม?” ตานักทวงหนี้พูดพลางยื่นกระดาษให้แผ่นหนึ่ง ธารารับกระดาษมาดูก็พบว่าเป็นงานระดับ C และระหว่างนั้นเขาก็อธิบายรายละเอียดคร่าวๆ ให้ฟังไปด้วย “คือเจ้าพืชหายากชนิดนี้จะเกิดในดันเจี้ยนระดับ C เป็นต้นไป รอบเมืองเรานี่ก็มีอยู่หลายแห่ง บางแห่งเป็นดันเจี้ยนที่ยังไม่ทำลายแก่นแม้จะสังหารบอสไปแล้ว เรียกได้ว่าเก็บไว้เพื่อส่งทีมสำรวจเข้าไปกวาดทรัพยากร แต่ว่าเราจะไปยังเขตพิเศษที่เกิดการหลอมรวมทางทิศเหนือกันแทน ก็คือไม่เข้าดันเจี้ยนใดๆ”
“ความเสี่ยงล่ะคะ?” ธาราถามต่อ
“แล้วแต่เวรแต่กรรม ไม่น่าจะมีอสูรระดับสูงกว่า C ถ้าไม่กลายพันธุ์ แถมพอเกิดการหลอมรวม พวกมันก็กระจายกันไปหาถิ่นฐานของตัวเอง ประชากรจะไม่หนาแน่นแบบในดันเจี้ยนหรอก” คุณหัวหน้าอธิบายความเสี่ยงเพิ่ม ซึ่งเธอก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
นี่เป็นงานที่ไม่เลวเลยจริงๆ
“โลละห้าแสน มือเติบกันชะมัด ส่วนคนธรรมดาไม่มีอันจะกินเนอะ” ธาราวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา
“เหอะ ถ้าได้ของหายากก็แพงกว่านั้น หล่อนดูราคาดีๆ” คุณหัวหน้าแสยะยิ้ม ปรากฏว่าเจ้าพืชที่ว่าจะมีต้นที่ออกดอกสีทองด้วย ซึ่งนั่นเป็น rare item!
“ต้นละล้าน บ้าไปแล้ว...” ธาราตาลุกวาวขึ้นมาทันทีที่เห็นราคา
“ก็ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก แล้วคิดว่าไง?” คุณหัวหน้าถามความเห็นเพิ่ม แต่ธาราไม่คิดเพิ่มอีกแล้ว
“ไปสิ ไป แปบนะคะ” หญิงสาวพูดพลางวิ่งเข้าไปในบ้าน ปิดม่านทั้งหมด จัดแจงเปลี่ยนชุด สักพักก็ออกมาในสภาพสวมเสื้อแจ็คเกตแขนยาวสีดำทับเสื้อยืด เปลี่ยนกางเกงให้กระฉับกระเฉง สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก แล้วใส่ถุงเท้ายาวคลุมเลยเข่า ส่วนรองเท้าเป็นบูทหนังดำ หุ้มขึ้นมาครึ่งหน้าแข้งเหมาะกับการลุยพื้นที่หลากหลายรูปแบบ แต่ที่โดดเด่นสุดคงไม่พ้นดาบสั้นที่คาดไว้กับเอว...
“พร้อมดีนี่...” เจ้าดาบนั่นดูก็รู้ว่ามีราคา แต่เขาไม่อยากพูดให้อีกฝ่ายหันคมดาบใส่หน้า...
“แน่นอนสิคะ มีงานดีๆ ทั้งที!” ธาราพูดจบก็หันไปโบกมือให้คุณพ่อคุณแม่ แล้วกระโดดขึ้นรถไปก่อนเจ้าของรถเสียอีก
“เออๆ ไม่ต้องรีบร้อนนักหรอกน่า” คุณนักทวงหนี้เห็นแล้วก็ยกมือเกาศีรษะของตน ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เดินขึ้นรถแล้วขับออกไปตามถนนทางทิศเหนือซึ่งเป็นดินแดนรกร้างในลักษณะนั้น
รถจี๊ปทหารแล่นไปบนถนนที่แตกหักกลายเป็นหลุมบ่อมากมาย อันเกิดจากการทิ้งร้างไว้ไร้การทำนุบำรุงใดๆ และหลายจุดก็เกิดจากการต่อสู้ อาคารกับบ้านหลายหลังทรุดตัวไม่ก็ถล่มลงมา กลายเป็นซากอารยธรรมเกะกะขวางทาง แต่ที่แย่สุดคงไม่พ้นทางด่วนที่พังลงมาแทบทั้งแผงพร้อมรถที่อยู่ข้างบน
พื้นที่บางส่วนถูกหลอมรวมโดยสมบูรณ์ มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นแทรกทุกแห่งหน ถนนมีหญ้าขึ้นแทรก เถาวัลย์เลื้อยกลืนกินทั่วบริเวณทำให้เดินทางได้ค่อนข้างล่าช้า
ธาราสังเกตเห็นว่ามีพวกสัตว์อสูรจำนวนหนึ่งเร้นกายจ้องสังเกตการณ์อยู่ตามซอกหลืบ ซึ่งคุณหัวหน้าก็คงรู้ตัวอยู่บ้างแต่ก็ขับรถผ่านไปโดยไม่ให้ความสนใจมากนัก
เธอใช้เวลาไปกับการนั่งมอง พยายามเรียนรู้โลกด้วยสายตาของตนเอง ไม่นานนักพวกเธอก็เข้าสู่เขตชนบท เมื่ออาคารสูงลดลงขอบเขตของสายตาก็กว้างไกลขึ้น เผยให้เห็นโลกที่หลุดพ้นจากการครอบครองของมนุษย์ ต้นไม้ใบหญ้าขึ้นเขียวชอุ่มจนอาจเรียกว่ารก แต่ก็ยังชวนให้เพลิดเพลินกว่าบรรยากาศหดหู่ในเมืองที่ล่มสลาย
คุณหัวหน้าเลิกขับวกไปวนมาแล้วขึ้นทางหลวงหลักซึ่งกว้างขวางกว่า แต่ก็มีถนนแตกหักเป็นระยะ แถมยังมีรถพังจอดระเกะระกะจนหญ้าขึ้นท่วมไปหมด บางส่วนก็มีแอ่งน้ำขังหลังจากฝนเพิ่งผ่านพ้น และมีฝูงวัวเดินข้ามถนนกันเป็นแถว บางตัวยังใจกล้าขนาดหยุดกินหญ้ากลางถนน ทำให้ต้องจอดรอพวกมันทำธุระกันให้จบถึงเดินทางต่อกันได้
“จ่าฝูงวัวนั่นมีพลังเวทด้วยแฮะ...” ธารามองตามฝูงวัวแล้วก็ตั้งข้อสังเกต
“ธรรมชาติคัดสรร เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไปไม่ได้มีแค่มนุษย์ที่ได้รับพลัง แถมบางส่วนยังกลายพันธุ์กลายเป็นสัตว์อสูรโดยสมบูรณ์ไปแล้ว” คุณหัวหน้าอธิบายขณะเข้าเกียร์รถ ขับออกตัวไปอย่างช้าๆ ไม่ได้คิดเร่งร้อนจนเป็นการปลุกฝูงวัวให้หันมองตนเป็นศัตรู
“ที่เราจะไปนี่มีคนอยู่เยอะไหมคะ?” ธาราถามต่อด้วยความอยากรู้
“คงไม่ เพราะปรกติเขาหาดันเจี้ยนแถวเมืองเข้าได้อยู่แล้ว วิ่งมานี่เจอรถสักคันไหมล่ะ?” คุณหัวหน้าตอบกลับขณะขับรถด้วยมือข้างเดียว ถึงสีหน้าจะไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ แต่ธาราก็พอมองออกว่าอีกฝ่ายชอบการขับรถเล่นออกมานอกเมืองแบบนี้ มากกว่าจมกับความวุ่นวายในสังคมเมือง...
“โลกข้างนอกก็คล้ายดันเจี้ยนเข้าไปทุกวัน แต่ที่แปลกกว่าก็คือมนุษย์ปรับตัวได้ง่ายเหลือเกินเนอะ” ธาราวิจารณ์ไปเรื่อย เมื่อเห็นว่ามีบ้านหลายหลังปลีกตัวออกมาอยู่กับธรรมชาติ และดูแปลกตาสักหน่อยที่บ้านเหล่านั้นล้วนมีรั้วมนตราติดตั้ง โดยมีรถออฟโรดคันโตจอดเทียบอยู่ข้างตัวบ้าน
“ตรงนี้ยังไม่ไกลจากตัวเมืองนักหรอก มีค่ายอพยพอยู่ตั้งหลายแห่งทั้งของรัฐและเอกชนเลยนา” คุณหัวหน้าชี้ให้มองตาม ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ธาราเห็นหอสังเกตการณ์ของทหารตั้งอยู่สองถึงสามจุด และพวกนั้นก็กำลังมองมาทางพวกเธอด้วยเช่นกัน แต่นั่นยังไม่ทำให้เธอแปลกใจเท่ากับ...
“มีเอกชนได้ด้วยเหรอคะ...?” เธอถามด้วยความงุนงง
“ถ้ามีเงินอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ เนื่องจากอาหารขาดแคลน ธุรกิจอาหารจึงค่อนข้างเป็นที่ต้องการ นายทุนจำนวนมากเลยตั้งค่ายอพยพเพื่อทำการเกษตรกรรมกสิกรรม และจ้างทหารกับผู้มีพลังพิเศษมาเฝ้า นับเป็นธุรกิจที่กำลังมาแรงเชียวล่ะ เห็นว่าทางตะวันออกถึงขั้นวางแผนสร้างเมืองใหม่กันอยู่เลย” คำอธิบายนั้นทำให้ธาราแปลกใจ ไม่ใช่เนื้อหาแต่เป็นเพราะคนเล่าต่างหาก...
“มุมมองนักวิชาการสุดๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะออกจากปากหัวโจกนักทวงหนี้” ธาราหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างจ้องจับผิด
“ก่อนเป็นผู้มีพลังหรือนักทวงหนี้ ฉันเป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดานี่หว่า” คุณหัวหน้าทักท้วง เมื่อเห็นหญิงสาวไม่เชื่อจึงให้ดูรูปในโทรศัพท์ให้ดูเป็นหลักฐาน ปรากฏว่าสาวเจ้าถึงกับหลุดหัวเราะ
“ฮ่าๆ ไม่เห็นเหมือนเลย” ธารารีบแย้ง เมื่อเห็นภาพตอนยืนยันตนเป็นผู้มีพลังพิเศษ ค่อนข้างเรียบร้อย ผมแสกกลางแถมใส่แว่นหนา
ทว่าคนด้านข้างของเธอกลับปล่อยผมสุดเซอยาวถึงไหล่ ย้อมผมบางส่วนให้เป็นสีแดงสด ไว้หนวดเคราจนดูแก่กว่าวัย สักลายเปลวเพลิงสีดำไว้ที่ต้นแขนสองข้าง สวมกำไรข้อมือสีเงินเป็นห่วงๆ หลายวงซ้อนกัน ใส่ปลอกคอผ้าสีดำ และแต่งตัวด้วยเสื้อกั๊กหนังสีดำ มีลายหัวกะโหลกสีขาวด้านหลัง...!
“ตอนแรกก็แอบคิดอยู่นะ ว่าลูกพี่ข้ามเวลามาจากยุคไหนกันแน่” เธอเอ่ยเสริมแล้วหัวเราะต่อจนน้ำตาไหล
“จะเป็นนักทวงหนี้ คุมอันธพาล ขู่ให้คนอื่นกลัวได้ ก็ต้องทำตัวให้ดูเถื่อนก่อนไหมล่ะ?” เมื่อโดนแซวมากขึ้น อีกฝ่ายก็เริ่มหงุดหงิดรีบแก้ตัวแต่ก็สายไปแล้ว
“การแต่งตัวว่าพิลึก ความคิดพิลึกกว่าอีก” ธาราแซว ถึงจะมองออกว่าอีกฝ่ายตั้งใจใช้รูปลักษณ์ขู่เพราะไม่อยากใช้ความรุนแรง แต่อย่างไรก็ชวนให้ขำอยู่ดี!
“หุบปาก ถนนยิ่งเป็นดวงจันทร์ขับยาก พูดมากเสียสมาธิคนขับน่า!” คุณหัวหน้าตวาดกลับ แต่มีหรือที่อีกฝ่ายจะกลัวเกรง
ธาราล้อเลียนอีกฝ่ายอยู่อีกสักพักก็หันกลับไปนั่งชมวิวที่เปลี่ยนแปลงไปเงียบๆ บนรถคันเดียวที่มุ่งหน้าตรงไปในโลกที่เธอไม่รู้จัก... ไม่สักนิด
สมัยก่อนเธอเป็นคนชอบเที่ยวและพ่อแม่ก็พาเดินทางไปทั่วประเทศไทย ซึ่งเธอก็จำได้ว่าบนถนนหลวงเส้นนี้เมื่อก่อนมองไปทางไหนก็เป็นทุ่งนา มีซุ้มขายของและร้านอาหารเป็นระยะๆ แต่เวลานี้ไหล่ทางมีสภาพคล้ายป่า ถัดไปก็รกไปหมด ทั้งยังมีภูเขาลูกใหม่ตั้งขึ้นมาสร้างมิติให้ทิวทัศน์จนจำแทบไม่ได้
ธาราเคยคิดว่าตนเองกลับมาที่โลกเดิมได้สำเร็จ แต่วันนี้อาจต้องเปลี่ยนแปลงความคิดนั้น เพราะความรู้สึกของเธอเหมือนกำลังเดินทางในอีกโลกหนึ่งมากกว่า...