อยากใช้ชีวิตแบบแมวเซื่อง ๆ นิยายโดย tongfar
ตัวอย่างอ่านฟรี 11 ตอนแรกจากเล่ม 1
ขนตายาวของหญิงสาวขยับไหวอยู่สักพัก ดวงตาของเธอจึงแง้มเปิด ก่อนจะกะพริบมองจนเห็นเพดานสีขาวสะอาดได้ชัด... เบนหน้าออกไปทางหน้าต่างบานใหญ่ มันเป็นเวลามืดที่มีดวงดาวสุกสกาวงดงามเช่นเคย
เธอหันกลับมาในห้องที่มีคนอยู่ด้วยกันสามคน คุณแม่นั่งกุมมือของเธอจนหลับไป ส่วนคุณพ่อก็นอนอยู่บนโซฟาใกล้ๆ ที่แปลกสักหน่อยก็คือนายชวินที่นั่งไขว่ห้าง หลับอยู่ในสภาพคาบบุหรี่ที่ไม่ได้จุด
...ช่างเป็นคนอะไรแบบนี้
“โอ๊ย...!” เธอพยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่ร่างกายก็เจ็บแปลบปลาบไปหมดอย่างกับโดนเข็มแทงทั่วร่าง นี่เป็นอาการของผู้ที่ใช้ออร่าแบบไม่บันยะบันยัง จนออร่าที่ไหลเวียนในกายขาดสะบั้น...
ธาราก้มมองคนอื่นจากบนเตียงพบว่าเผลอทำให้ทุกคนตื่นขึ้นมาจนได้ คุณแม่เห็นเธอลุกนั่งก็เข้ากอดทันที ธาราสะดุ้งโหยงเพราะความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วร่าง เจ็บจนน้ำตาเล็ดแต่ก็ไม่กล้าส่งเสียงเพราะกลัวอีกฝ่ายจะเป็นกังวล
“โถ ลูกแม่ ไหนบอกว่าจะไม่ฝืนไง!” คุณแม่ร้องไห้อีกแล้ว แต่ธาราเจ็บจนแทบจะสลบไปอีกรอบ จะร้องโวยวายก็คงจะสายไปเพราะปากชาพูดไม่ออก ชวินเห็นก็แอบอุบหัวเราะ
“คุณแม่ครับ ผมว่าให้ธาราเขาได้พักน่าจะดีกว่า” เขาเอ่ยทักให้คุณแม่รู้ตัว จึงยอมผละออกจากลูกสาว
“นะ หนูไม่เป็นอะไรค่ะคุณแม่...” ธารากลั้นใจพูดด้วยกำลังทั้งหมดที่มี แต่น้ำเสียงสั่นไปหมดแล้วใครจะช่วย เธอพยายามตั้งหลักรวบรวมความคิดขึ้นมาใหม่ “คุณพ่อ คุณแม่มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรคะ?” เธอถาม
“เฮ้อ... ก็ลูกหายตัวไปเป็นวันๆ โชคดีได้พี่คนนี้เขามาแจ้งข่าว แล้วพาพ่อแม่มาที่โรงพยาบาล เราหลับไปสองวันเลยรู้ไหม?” คุณแม่พูดอย่างไม่ค่อยพอใจนัก
ธาราเงียบไปครู่ใหญ่ นั่งก้มหน้าอยู่บนเตียง ผ่อนลมหายออกมาหนึ่งเฮือก “ขอโทษค่ะแม่...” เธอไม่มีข้อแก้ตัว
“ผมเองก็ต้องขอโทษด้วยเช่นกันครับที่พาน้องเข้าไปในสถานที่อันตรายเช่นนั้น” ชวินเห็นเช่นนั้นจึงลุกขึ้นแล้วโค้งศีรษะให้ทั้งคุณพ่อคุณแม่
และมันทำให้บรรยากาศอึดอัดขึ้นอีกขั้น ทำให้ห้องเงียบกริบไปอีกหน...
“หนูขอคุยกับพี่เขาหน่อยได้ไหมคะ?” ธาราเหลียวมองคุณพ่อคุณแม่แล้วปริปากขอด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทั้งคู่มองหน้ากันนิดหนึ่งก่อนจะยอมออกไปนั่งหน้าห้อง
เมื่อประตูปิดลง ชวินก็เดินเข้าหาเตียงของธารา ทั้งคู่สบตากันเขม็งไม่มีใครยอมหลบ... แต่ธาราเองยังหัวฟูอยู่หน่อยๆ สภาพจึงชวนให้ขำมากกว่าจะกลัว และเป็นการยากกว่าในการกลั้นหัวเราะ
“ว่าไง มีอะไรจะสารภาพบ้าง?” ชวินใช้นิ้วคีบบุหรี่ ฉีกยิ้มถามขึ้นมาก่อนจะเผลอหัวเราะใส่ยัยเด็กตัวปัญหาตรงหน้า
“คือ...” ธารามีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย ก่อนจะกลั้นใจพูดออกมา “ตอนฉันสลบน้ำลายฟูมปากไหม”
“...ถามอะไร” เป็นอีกครั้งที่ห้องเงียบไป ก่อนที่ชวินจะปริปากตอบได้
“น่าเกลียดออก ฉันเคยเป็นแบบนี้มาหลายรอบ ครั้งนึงตื่นมาชุ่มน้ำลายเลย เฮ้อ...” ธารายกมือปิดหน้าตัวเอง ดูท่าจะอายจริงๆ
“ไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอกน่า” ชวินใช้มือเกาศีรษะ ตอบกลับทื่อๆ
“แล้วไป... ว่าแต่คุณบอกคนอื่นว่าไงบ้าง?” ธาราโล่งใจขึ้นนิดหน่อย หันมาถามซื่อๆ ด้วยความอยากรู้ ใครจะไปคิดว่าสิ่งที่เจ้าหล่อนห่วงมากที่สุดคือ ‘ภาพลักษณ์ตอนสลบ’
“ไม่ได้พูดอะไร ไม่อยากโกหก ปล่อยคนอื่นคิดกันไปเองว่าผมเป็นคนทำลายแก่นของดันเจี้ยนแล้วช่วยคุณออกมา” ชวินตอบอย่างตรงไปตรงมาเช่นเคย
“นั่นสินะ ดีแล้วมั้ง ขอบคุณนะคะ” ธาราได้ยินก็โล่งใจผุดรอยยิ้มขึ้นที่ดวงหน้า ความจริงเธอก็เชื่อใจอยู่แล้ว ว่าอีกฝ่ายคงไม่เอาความลับของตนไปเปิดเผย ถึงกล้าแสดงพลังให้เห็นแบบนี้...
ชวินถอนหายใจ เดินมาจับข้อมือของหญิงสาวเพื่อวัดชีพจรคร่าวๆ ใช้วิชาเนตรสัมผัสหาความผิดปรกติของร่างกายหญิงสาว และทดลองใช้พลังของตนถ่ายทอดพลังเวทสีทองเข้าไปช่วยรักษาอาการบาดเจ็บเงียบๆ แต่มันไม่ช่วยให้อาการของอีกฝ่ายบรรเทาลงเลย
“ก็บอกแล้วนี่นา... ออร่าของเทพีแตกต่างจากออร่าทั่วไป และตอนนี้มันยุ่งเหยิงไปหมด ฉันต้องรักษาตัวเองเท่านั้นแหละ” ธาราพูดอย่างนั้นแต่ก็ไม่ดึงมือของตนเองกลับจนกระทั่งอีกฝ่ายยอมปล่อยเอง
เธอนั่งยกมือขึ้นตรงหน้า ก่อนจะปล่อยให้กระแสธารแห่งดวงดาวไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายอย่างช้าๆ และนั่นคือการรักษาที่เธอพูดถึง...
“มีพลังระดับนี้ ไม่คิดขึ้นเป็น Dungeon Conqueror บ้างเหรอ อย่างเธอต้องเป็นวีรชนของยุคสมัยใหม่นี้ได้แน่...” ชวินนั่งอยู่ปลายเตียง สบตากับหญิงสาวตรงๆ
“หึ วีรชนเหรอ?” ธาราสบถด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเศร้า “ฉันมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่โลกฝั่งนู้นค่ะ ที่จริงเธอต้องการอยู่อย่างสงบกับสหาย ต้องการเพียงปกป้องเผ่าพันธุ์ แต่แค่มีพลังความสามารถสูงเกินไปจนใครต่อใครเกรงกลัว และกลายเป็นตัวตนที่โลกมองว่าต้องถูกกำจัด นั่นคือจอมมารที่ฉันต้องเดินทางไปปราบค่ะ”
“....”
ชวินยังคงฟังอยู่เงียบๆ ธาราจึงพูดต่อ
“ฉันจะยังมีประโยชน์กับระดับสูงถ้ายังมีงานให้ทำ แต่จะรับประกันได้ไหมล่ะว่าเมื่อสงครามจบ คนเหล่านั้นจะไม่มองเป็นหอกข้างแคร่ในภายหลัง”
“ถึงพวกนั้นจะทำอะไรฉันไม่ได้ แต่คนเกี่ยวข้อง คุณพ่อคุณแม่ก็จะกลายเป็นเป้าหมายแทนแน่ๆ”
ใบหน้าของธาราเกือบจะร้องไห้แล้ว เธอนั่งฟุบเข้าที่เข่าของตน...
“ฉันไม่เหลือโลกอื่นให้หนีไปไหนอีกแล้วนะ” นี่คือความอัดอั้นของเธอที่ไม่เคยพูดกับใครมาก่อน และไม่มีใครให้เธอคุยด้วย...
ชวินยกมือเกาศีรษะช้าๆ ก่อนจะยื่นมือลูบศีรษะของหญิงสาวเบาๆ “ก็ไม่คิดว่าจะทำให้เชื่อได้ไหม แต่หากจะมีเหตุการณ์แบบนั้น ผมจะเป็นคนแรกที่เข้ามาขวางให้ เพราะงั้นหยุดร้องไห้ก่อน เดี๋ยวพ่อแม่คุณเข้าใจผิดว่าผมรังแกลูกสาวเขาอีก...”
คำพูดของชวินเป็นคำพูดของคนที่ไม่เคยปลอบใจใคร จึงพูดไปเรื่อยไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับธารา...
“เชื่อก็ได้” ธาราพูดขณะยิ้มน้อย ใช้มือปาดน้ำตาช้าๆ
“ไม่ง่ายไปเหรอ?” ชวินถามกลับอย่างงุนงง
ธาราไม่ตอบ ไม่ต้องการพูดว่า ความเชื่อไม่ได้มาจากคำพูด แต่เกิดจากการกระทำ และเธอก็เดินตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายตั้งแต่ต้น จนสุดทางของดันเจี้ยนในวันนั้นมาแล้ว...
ชวินไม่รู้ว่าตนควรตอบสนองอย่างไรต่อจึงกระแอมเบาๆ เพื่อเปลี่ยนเรื่อง “แล้วร่างกายของคุณเป็นอย่างไรบ้าง พอใช้พลังแล้วต้องฟุบแบบนั้นก็ไม่ไหวมั้ง”
“เรื่องนั้นน่ะ...” ธาราพูดพลางใช้มือซ้ายเอื้อมหาดวงดาว แล้วเล่นกับละอองแสงที่วนเวียนโดยรอบ “ร่างกายของฉันที่โลกฝั่งนู้นได้รับการช่วยเหลือจากระบบ จึงพัฒนาศักยภาพให้อยู่ในระดับสูงได้ด้วยเวลาไม่นานนัก แต่โลกฝั่งนี้ร่างกายนอนในโรงพยาบาลมาสองปี ไม่มีระบบช่วยเหลือใดๆ มีแค่ความเข้าใจเกี่ยวกับออร่าเท่านั้น การจะฟื้นคืนความสามารถให้เท่าที่เคยมีคงไม่ใช่เรื่องง่ายมั้ง”
“อย่างนี้นี่เอง...” ชวินเริ่มกลับโหมดนักวิจัย คิดตรองดูตามหลักเหตุผลไปเรื่อย “แล้วจากมุมมองที่ได้เห็นมาแล้วถึงสองโลก คิดอย่างไรบ้างกับระดับของดันเจี้ยนของโลกนี้?” เขาลองถามความเห็น
“ต้องยอมรับว่าดันเจี้ยนฝั่งนี้น่ากลัวจริงๆ” ธาราตอบโดยไม่ปิดบัง “สรุปว่านั่นดันเจี้ยนระดับ C จริงๆ เหรอคะ?”
“ไม่หรอก” ชวินส่ายหน้าปฏิเสธ “เจ้าตัวใหญ่นั่นขั้นต่ำก็ควร Rank A แต่ยังไม่น่าจะถึง S ซึ่งเป็นระดับหายนะ” เขาเอ่ยเสริม
ในความเป็นจริงมันยังไม่ใช่ระดับที่ทีมสำรวจสู้ไม่ได้ แต่คงต้องมีปาร์ตี้ระดับ A สักหนึ่งทีมและ B อีก 5-6 ทีมถึงจะต่อกรไหว ไม่ใช่คนเดียวแบบนี้...
“อย่างนี้นี่เอง ค่อยโล่งใจหน่อย” ธารายกมือปาดเหงื่อด้วยความโล่งใจ เพราะหมายความว่าแผนล่าอสูรเก็บของขายยังเป็นไปได้
“หึ ดูเหมือนว่าเจ้านั่นไม่ใช่ปัญหาเลยสิ?” ชวินลองถามหยั่งเชิงดูสักหน่อย
“ถ้าตามปรกติดาบเดียวก็น่าจะจบได้ แต่นั่นได้แค่ขาข้างเดียวเอง ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องถึงใช้พรแห่งเทพีหรอก” ธาราตอบตามตรง สีหน้าไม่ค่อยพอใจนัก
“ได้ยินอย่างนี้ค่อยวางใจถ้ามีพวก Rank S โผล่มาจริงๆ” ชวินหัวเราะ
“ไม่เห็นจะตลกตรงไหน อย่าเอาของแบบนี้มาฝากความหวังกันนะ!” ธาราหน้าบึ้ง เอาหมอนมาฟาดไล่คนที่นั่งท้ายเตียงให้ลุกไปสักที
“จริงสิ คุณได้เงินจากการเข้าร่วมภารกิจด้วยนะ” ชวินกระโดดหนีลงก่อนจะเปิดประเด็นใหม่ และมันทำให้ธาราตาลุกวาว
“จริงเหรอ!?” เธอรีบคว้าโทรศัพท์จนร่างกายเจ็บแปลบต้องนอนขดตัวไปอีกรอบ แต่ก็ยังมิวายเปิดโทรศัพท์ดูและตาโตขึ้นมาทันที “เอ๊ะ ฉันได้เงินเข้าแสนนึงแน่ะ!” ธารารู้สึกดีใจหายเจ็บขึ้นมาทันที
“ของผมได้ 20 ล้าน” ชวินโชว์โทรศัพท์ของตนให้เห็นยอดเงินเข้า และมันทำให้หญิงสาวบนเตียงโรงพยาบาลช็อคตาค้าง
“ขี้โกงชัดๆ!” ธารารู้สึกหดหู่ขึ้นมาทันที แต่ยังไม่ทันได้บ่นมากกว่านั้น บัญชีของธาราก็ได้เงินเพิ่มอีก 19.9 ล้าน “เอ๋?” เธอมองแล้วกะพริบปริบๆ ก่อนจะหันขวับไปที่ชวิน
“ผมรับไว้ไม่ได้หรอก มันเป็นของคุณ” เขาตอบง่ายๆ
“แต่นี่ก็เยอะไปนะ ฉันคนเดียวก็เข้าไปไม่ถึงข้างในนั้นหรอก แถมปิดงานด้วยตัวเองไม่ได้ด้วย” ธาราโอนเงินคืน 9.9 ล้านทันที มีการหักลบเสร็จสรรพ ทำอย่างกับเป็นเงินทอนห้าบาทสิบบาท!
“เธอนี่มัน...” ชวินจนด้วยคำพูด
“ฉันไม่ชอบติดหนี้” ธาราหน้าบูดตอบ
“เลยผลักหนี้มาทางนี้?”
“ใช่ค่ะ ใช้ต่อรองง่ายดี”
ชวินพอเดาความคิดออกแต่ไม่นึกว่าหญิงสาวจะยอมรับหน้าด้านๆ
“เอาเถอะตามสบาย คำถามสุดท้าย เธอไปอยู่โลกฝั่งนู้นนานแค่ไหนแล้ว” ชวินถามด้วยสีหน้าและน้ำเสียงค่อนข้างจริงจัง ทำให้ธาราแปลกใจหน่อยๆ
“จำไม่ค่อยได้นะ เวลาส่วนใหญ่ก็อยู่แต่ในป่า แต่คิดว่าคงสัก 4-5 ปีมั้ง ซึ่งฉันคิดว่าเวลาในหนึ่งวันของที่นู่นกับการนับปีจะเท่ากันกับทางนี้ด้วย ว่าแต่ถามทำไมเหรอ?” เธอถามกลับงงๆ คิดว่าอีกฝ่ายจะเอาไปใช้เป็นข้อมูลทางวิชาการสักอย่าง แต่ว่า...
“สลบไปตอนสิบเจ็ด นอนสองปี ไปต่างโลกห้าปี ก็แค่ 24 ปีเองนี่นา” ชวินตอบกลับ
“คำนวณอะไร...” ธาราหรี่ตามอง ไหนคืองานวิชาการที่เธอจินตนาการ
“อายุที่แท้จริงไง ก็ยังเด็กอยู่ดีนี่นา ความคิดแก่แดด...”
“หุบปากไปเลย!”
ชวินพูดยังไม่ทันจบก็โดนปาหมอนใส่อีกครั้ง แต่คราวนี้มันเป็นหมอนผสมออร่าจึงชยประตูดังโป้งใหญ่ พ่อแม่ได้ยินจึงรีบเข้ามาดูอย่างลุกลี้ลุกลน
แต่เข้ามาก็เห็นชวินถือหมอนอยู่ขณะหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี
“ผมไปล่ะครับคุณพ่อคุณแม่” ชวินยังไม่หยุดหัวเราะ แต่หยิบหมอนออกไปด้วย “อ้อ เดี๋ยวบอกพยาบาลให้ว่าหมอนใบนี้หล่นพื้น จะขอเปลี่ยนใหม่ให้” ว่าแล้วเขาก็ออกไปเลย
“มีอะไรหรือเปล่าลูก?” คุณพ่อคุณแม่แย่งกันถามอย่างลุกลี้ลุกลน
“ไม่มีค่ะ ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ” ธารารีบปฏิเสธความผิดอย่างรวดเร็ว ใครจะไปบอกว่าเมื่อครู่เธอเกือบเผลอพังประตูห้องพยาบาลซะแล้ว เพิ่งได้เงินมาก็เกือบต้องจ่ายค่าเสียหายมันใช้ได้ที่ไหน!
วันรุ่งขึ้นธาราขอเดินเรื่องออกจากโรงพยาบาล นึกว่าจะต้องใช้เวลาตรวจสภาพร่างกายซ้ำอีก แต่กลายเป็นว่าชวินให้คำรับรองกับโรงพยาบาลไว้ก่อนแล้วว่าร่างกายของเธอแข็งแรงดี หากต้องการออกก็ให้อนุมัติได้ทันที ด้วยคำยืนยันของ Rank A พนักงานในโรงพยาบาลจึงปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
พอเธอออกมาถึงบันไดด้านหน้าของโรงพยาบาลก็สะดุ้งโหยง เพราะมีรถหุ้มเกราะจอดเทียบรออยู่แล้ว และนั่นเป็นรถคันที่ชวินใช้ไปรับคุณพ่อคุณแม่มา
คุณคนขับเห็นคุณพ่อคุณแม่เดินลงบันไดก็รีบไปช่วยพยุง พาจนเดินขึ้นรถไปง่ายๆ และเชิญเธอขึ้นตามไปอีกคน ซึ่งนั่นเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์แปลกใหม่ที่ได้ขึ้นรถหุ้มเกราะกลับบ้าน
ภายในรถคันนั้นค่อนข้างแคบ ข้างหลังมีสี่ที่นั่งเก้าอี้หันหากัน และทุกคนก็ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยเพราะเจ้ารถคันนี้ดิ้นใช้ได้ วิ่งไปกระโดดไป โดยเฉพาะช่วงที่ออกนอกเมืองนั้น ไม่ทราบว่าถนนมันพังเองหรือพี่คนขับเขาพาไปทางวิบากกันแน่
ทีแรกเธอก็กลัวว่าคุณพ่อคุณแม่อาจเมารถ แต่เห็นไม่ได้มีสีหน้าสะทกสะท้าน แถมยังดูสนุกกันได้ เธอจึงไม่คิดบ่นอะไร และนั่งดูวิวไปตลอดทางจนถึงค่ายอพยพ
รถหุ้มเกราะจอดบริเวณด้านหน้าบ้านหลังใหม่ของครอบครัว เพียงลงมาจากรถพวกทหารที่เดินลาดตระเวนอยู่ในบริเวณก็รีบตะเบ๊ะทำความเคารพ
ธาราโบกมือให้เล็กๆ ไม่ได้ต้องการให้เป็นทางการมากมายนักหรอก
“ขอบคุณนะคะ” ธาราหันไปขอบคุณพลขับที่เปิดกระจกทักทายบ้าง
“รักษาตัวด้วยนะครับ” คุณคนขับตะเบ๊ะให้อีกคน
ธาราผ่อนลมหายใจ แต่ก็ยิ้มบางให้ รู้สึกว่าเธออาจต้องทำความเคยชินกับชีวิตใหม่นิดหน่อย
เธอเหลียวมองกลับหลังมา บ้านใหม่ของเธอก็ไม่ได้ใหญ่โต เป็นบ้านกล่องสูงหนึ่งชั้นครึ่ง ตกแต่งแบบลอฟท์ดูทันสมัยและมีอุปกรณ์ใช้สอยค่อนข้างครบถ้วน ไฟก็ใช้พลังงานแสงอาทิตย์
ด้านหน้าบ้านมีสวนเล็กๆ พอจะใช้ปลูกผักแก้เหงาได้ ส่วนทางซ้ายของบ้านยังมีเล้าไก่ ดูเหมือนคุณพ่อจะเอาตัวที่บ้านเก่าติดมาด้วย
มองลอดกระจกโปร่งเข้าไปภายในห้องรับแขก ธาราเห็นว่าถุงข้าวของที่เธอไปซื้อมาก็ยังไม่ได้แกะออกมาดูสักนิด คิดแล้วก็อดขำไม่ได้
สำหรับเธอที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่าในเขามานาน แม้บ้านหลังนี้จะไม่ได้ใหญ่โตเท่าหลังเดิมที่ขายไป แต่เธอรู้สึกว่าในยุคนี้การมีบ้าน มีที่ดิน ได้อยู่กับครอบครัวที่อบอุ่นก็น่าพึงพอใจมากแล้ว...
เธอหลับตาลง หนึ่งอึดใจก็ลืมตาขึ้นอีกครั้งพร้อมแสงดาวที่หน้าผาก ปลดปล่อยออร่าของตนเองเป็นวงกว้างในพริบตา ประหนึ่งสร้างคลื่นสั่นสะเทือนโดยมีตนเองเป็นศูนย์กลาง
นี่เป็นสิ่งที่เธอมักทำบ่อยๆ ตอนอยู่ในป่าใหญ่ ให้เปรียบเทียบก็คงเหมือนการประกาศอาณาเขตของตนเองให้พวกอสูรในระยะสองกิโลเมตรโดยรอบรับรู้... และไสหัวไปให้พ้น
ธารามองว่าทุกชีวิตในโลกก็อยากมีชีวิตด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งรวมทั้งพวกอสูร เธอจึงไม่ได้มีความคิดจะกวาดล้าง แต่ถ้าหากมีตัวไหนเข้ามายุ่งกับความสงบของเธอก็จะไม่ละเว้น...
“กลับมาแล้วค่ะคุณพ่อคุณแม่” เธอพูดกับทั้งสองที่ยืนรอเธออยู่ตรงบันไดสองขั้นตรงชานเรือน รอให้เธอเดินเข้าบ้านหลังเล็กนี้ด้วยกัน
เธอยิ้มรับให้ชีวิตอันสงบสุขของเธอ และต้องเริ่มที่นี่แหละ!
หวังว่านะ...