ศาสตร์ลับหลอมวิญญาณ นิยายโดย tongfar
ตัวอย่างอ่านฟรี 11 ตอนแรกจากเล่ม 1
เดอมองค์ เป็นหนึ่งตระกูลค้าขายที่เพิ่งเริ่มมีชื่อเสียงใน เทอร์รินได้ไม่นานนัก เรียกว่าเป็นเศรษฐีใหม่ที่ใครต่างอิจฉา ภาพ ติดตาในทุกวันคือพ่อค้าใหญ่บลองค์ผู้แต่งตัวสวยหรูรวยเครื่องประดับ ยืนยิ้มแป้นด้วยหุ่นทรงห่างไกลความอดอยาก หน้าร้านค้าโอ่อ่า มีสารพัดสินค้าตั้งแต่อาหารสดและแห้ง แต่ส่วนมากเป็นวัตถุดิบทำยาหลากหลายชนิด
หากย้อนไปในอดีตประมาณสามสิบกว่าปี... ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ตระกูลหนึ่งถูกเนรเทศจากเชื้อพระวงศ์สู่ชนชั้นสามัญ ครอบครัวเดอมองค์อพยพจากถิ่นฐานเดิมในชนบท ใช้ทรัพย์สินทั้งหมดเปิดร้านค้าเล็ก ๆ ขึ้นที่เมืองใหม่ย่านตะวันตกของเทอร์รินด้วยความหวังเปี่ยมล้น
แต่ความเป็นจริงกลับไม่ง่ายอย่างที่คิดเมื่อถูกขาใหญ่กีดกัน จนทุนก้อนสุดท้ายร่อยหรอลง และช่วงนั้นบลองค์ก็ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางความแร้นแค้นของตระกูล
ร้านเล็กที่คาดหวังต้องปิดกิจการลงเพราะไม่สามารถต้านทานความกดดันจากภายนอก ครอบครัวเดอมองค์ต้องปากกัดตีนถีบรับจ้างทำงานสารพัดเพื่อยังชีพ ฟรานซ์หัวหน้าครอบครัว สมัยนั้นยังไม่ละความพยายาม จึงเลือกอาชีพทำอาชีพนักล่าวัตถุดิบเพื่อทำความรู้จักมักคุ้นกับนักล่าในท้องถิ่นหมายฟื้นฟูกิจการอีกครั้ง และนับเป็นโชคที่ได้รู้จักตระกูล เรย์มอนชายหนุ่มผู้เดียวที่สามารถมัดใจเทพธิดากาเทีย... ต้นตระกูลลอส
แม้กาเทียจะถูกขับไล่ออกจากเทอร์ริน ห้ามใช้สิทธิใดของเชื้อพระวงศ์อีก...แต่ก็ยังมีอิทธิพลอยู่ไม่น้อยในสังคมชั้นล่าง จึงช่วยหนุนตระกูลเดอมองค์เรื่อยมา แลกกับให้ฟรานซ์ดำเนินการในส่วนที่ ‘ลอส’ ไม่อาจทำได้ ทุกอย่างดำเนินการไปได้ด้วยดีจนกระทั่งวันที่เรย์มอนเสียชีวิตจากการล่าสัตว์อสูร...
แต่นั้นมา กาเทียต้องใช้ชีวิตกรำงานหนักเลี้ยงดูการอนเพียงลำพัง ลอสตกต่ำลง ในขณะที่เดอมองค์เริ่มตั้งตัวได้
ความสัมพันธ์ของตระกูลทำให้ฟรานซ์คอยช่วยสนับสนุนกาเทียและการอน ทั้งที่ตนเองก็ยังปากกัดตีนถีบสร้างความไม่พอใจลึก ๆ แก่บลองค์ที่ต้องช่วยครอบครัวทำงานแต่เล็ก ในขณะที่การอนในเวลานั้นมุมานะศึกษาร่ำเรียนเพื่อเตรียมการเข้าพิธีปลุกพลังเวท
ในครั้งนั้นหากการอนทำสำเร็จจะเป็นการยกระดับของทั้งสองตระกูล จึงถูกคาดหวังไว้มากในสิ่งที่บลองค์ทำไม่สำเร็จในปี ก่อนหน้า บลองค์จึงตกอยู่ในฐานะที่ดูด้อยกว่า ทั้งที่เป็นฝ่ายช่วยเหลือตระกูลของการอน จนกลายเป็นความฝังใจในเวลาต่อมา
ท้ายที่สุดการอนไม่สามารถผลักดันตนเองขึ้นสู่ฐานะที่ควรได้แม้มีสายเลือดของเทพธิดากาเทีย ตระกูลลอสเริ่มหายไปจาก ความทรงจำของผู้คน แต่เดอมองค์ก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น สถานภาพของทั้งสองตระกูลยิ่งเปลี่ยนแปลงในเชิงตรงกันข้าม ความรู้และอิทธิพลเริ่มไม่เป็นที่ต้องการแก่เดอมองค์ และลอสก็เป็นเพียงคู่ค้าหนึ่งของเดอมองค์ บลองค์ก็ไม่เคยญาติดีกับการอน มีเพียงฟรานซ์ที่ยังไม่ลืมบุญคุณกาเทียที่ช่วยไว้ในกาลก่อน จึงยังคงทำมาค้าขายด้วยในราคาพิเศษเป็นการช่วยเหลือเสมอมา
คืนวันที่ยากเข็ญผ่านพ้นมาถึงปัจจุบันซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของตระกูลเดอมองค์ หากสิ่งที่ยังคงเป็นเช่นเดิมนอกจากความไม่ถูกกันของทายาทเช่นบลองค์และการอนก็คงเป็น...ความวุ่นวาย
ภาพที่ผู้อื่นเห็น... ความสะดวกสบายลอยเบื้องหน้าเป็นเพียงเรื่องโกหก สำหรับผู้ใดก็ตามที่ได้สัมผัสกับกิจการค้าขายอย่างใกล้ชิด ทุกวันของเดอมองค์เหมือนอยู่ในสนามรบ ทุกคนจะต้องตื่นแต่เช้าตะวันยังไม่ทันสาง ไม่มีวันหยุด และวันนี้ก็เป็นเฉกเช่นทุกวัน
“พวกเจ้าแค่นี้ก็หอบเสียแล้ว รีบจัดพื้นที่ให้ดีก่อนของใหม่จะมาส่ง มีกันเยอะแยะแต่ใจเสาะนัก!” คนพูดเป็นตาแก่ผมขาวไปแล้วครึ่งหัวถือไม้เท้าเคาะพื้นดุ พวกคนงานได้ยินก็สะดุ้งโหยง จากนั่งพักกระโดดตัวลอยรีบขนของเก่าไปหลบหลังร้านผ่านหน้าเด็กผู้ชายร่างอวบที่นั่งเท้าคางอยู่บนลังไม้แถวกลางห้อง สายตาสีดำเลื่อนมองตามคนพวกนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า... ก่อนจะหาว...
“บัดซบ รถม้าขนของมาส่งแล้วพวกเจ้านี่ใช้ไม่ได้เอาเสียเลย!” ตาแก่ยังไม่เลิกฉุนเฉียวเหวี่ยงไม้เท้าสะเปะสะปะจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ได้แต่ขานรับแล้วรีบเร่งมือ
ไม่แปลกหากท่านปู่จะหงุดหงิดขนาดนี้ เบลซ์มองไปรอบห้องโถงใหญ่ สินค้าแต่ละอย่างกำลังถูกจัดเข้าที่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ด้านหน้าร้านซึ่งเป็นสินค้าสำคัญประจำวันกลับยัง ไม่เรียบร้อย พวกขุนนางที่อุตริตื่นแต่เช้ามารอสินค้าก็เริ่มหงุดหงิด ต้องให้ท่านพ่อไปรับหน้าอยู่ข้างนอกก่อน
เสียงโวยวายเอะอะมะเทิ่งยังคงเต็มร้านตั้งแต่เช้าตรู่ ทุกคนเหงื่อโทรมกาย ปั้นหน้าใส่กันเพื่อผลประโยชน์คือเรื่องปกติ นี่เป็นภาพติดตามาตั้งแต่หัดคลานจวบจนทุกวันนี้...
“ไอ้โง่เอ๊ย หญ้าเรมมันต้องจัดให้สวยกว่านี้สิ จัดวางอย่างไรของเจ้าให้ดูเป็นวัชพืชไปได้เสื่อมราคาหมด จัดวางใหม่เสีย!”
คนเป็นปู่เอาไม้เท้าเคาะโต๊ะปั้ก ๆ หญิงสาวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะหน้าซีดเผือด ตอบได้แต่ขานรับ แล้วตั้งหน้าจัดใหม่ทั้งมือสั่นโดยมีตาแก่ฉุนเฉียวยืนกอดอกกระดิกเท้าคุมเข้ม เบลซ์ลุกขึ้นเดินเข้าไปร่วมมุงบ้าง
“ท่านปู่มีอะไรให้ข้าช่วยไหม ?”
เด็กชายถามเสียงเรียบ ดูการจัดเรียงบนโต๊ะ ภายในวงเวท สีฟ้าจางต้นหญ้าเรมถูกจัดใหม่ให้วางไปทิศเดียวกัน เผยให้เห็นทั้งต้นทั้งรากเพื่อแสดงความสดใหม่ง่ายต่อการเลือก ป้ายราคาเขียน 550 ตัวเล็กไว้ด้านบนแล้วขีดทิ้งเหลือ 450 เหรียญทองตัวโตกว่า...
เป็นเทคนิคง่าย ๆ ใครก็ทำแต่ได้ผลดี ชายชราเลิกคิ้วมองหน้าเด็กชายร่างอวบด้านข้าง... ก่อนจะเบิกรอยยิ้มบาน ลูบศีรษะของเขาอย่างอ่อนโยนผิดกับท่าทีซึ่งแสดงต่อลูกจ้างลิบลับ
“โอ หลานข้า! ช่างเป็นเด็กดีนัก แต่เจ้าไม่ควรต้องลงมือทำเรื่องพวกนี้หรอก เตรียมตัวเข้าศึกษาเล่าเรียนเถิด เจ้าเป็นความภูมิใจของข้าจริง ๆ” ชายชราว่าแล้วหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
“ท่านเบลซ์ เรื่องนี้มิใช่งานสำหรับผู้มีธาตุไฟและได้รับการรับรองจากอาเธอร์เรีย ซึ่งจะเติบใหญ่ไปเป็นนักหลอมมีชื่อเสียงในอนาคตหรอก” หญิงสาวว่าแล้วยิ้มละไมก่อนจะทำงานต่อ ชายชรายิ่งหัวเราะใหญ่
“พูดได้ดี พูดได้ดี หลานข้าจะเป็นนักหลอมแล้ว!”
ชายชราตบบ่าเด็กชายเบา ๆ ก่อนจะลูบศีรษะอีกครั้งก่อนจะเดินตรวจงานต่อปล่อยให้เบลซ์มองตามอยู่ห่าง ๆ เมื่อมองย้อนกลับมาทางหญิงสาว... เธอยังคงยิ้มให้อย่างงดงาม
...แน่นอนเพราะมันเป็นคุณสมบัติข้อแรกสำหรับผู้จะเข้า มาทำงานในร้านของตระกูลเดอมองค์ แต่เขาไม่ชอบการประจบประแจงที่ข้างในกลวงเช่นนี้
ขณะนั้นหน้าร้านก็จัดเสร็จพอดี พวกขุนนางกับทหารองครักษ์เริ่มเข้ามาเชยชมเลือกซื้อกันยกใหญ่ เบลซ์เห็นท่านพ่อแอบยืนปาดเหงื่ออยู่ริมห้อง จึงเดินผ่านกลุ่มคนสองสามกลุ่มที่กำลังต่อรองราคา เบลซ์รู้จักคนพวกนั้นดีเพราะเป็นเจ้าของร้านค้าในกำแพงชั้นกลาง... ซื้อของจากที่ร้านไปขายแพงกว่าเอากำไรอีกทอด
“ว่าไงคนเก่งของพ่อ วันนี้ไม่มีเรียนที่อาเธอร์เรียหรอกรึ” ชายร่างท้วมเอ่ยทัก เบลซ์ซึ่งหยุดดูการต่อราคาหันตามเสียงก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ
“ช่วงนี้ครูฝึกส่วนใหญ่พารุ่นพี่ออกงานภายนอก พวกที่เหลือก็ฝึกให้พวกที่พลังไม่ถึงเตรียมพร้อมสำหรับรอบแก้ตัว ข้าไม่รู้จะเข้าไปทำอะไร” เบลซ์ตอบเสียงเรียบไม่ใส่ใจนัก พ่อถอนใจแล้วตบบ่าลูก ใบหน้าแสดงความภูมิใจจนล้นปรี่
“เพียงธาตุไฟเท่านั้นไม่พอยังอยู่ระดับสูง 3 เทียบกับลูกของเจ้าเกษตรกรนั่นช่างสะใจข้ายิ่งนัก วันนี้เจ้าไปพักเถอะ!”
บลองค์พูดแล้วหัวเราะร่า พวกลูกค้าใกล้กันเห็นเบลซ์ก็หันมาชื่นชมเป็นการใหญ่จนคนเป็นพ่อยิ้มไม่หุบ แต่ก็อารมณ์ดีได้ ไม่นานเมื่อลูกน้องวิ่งปรู๊ดเข้ามาสีหน้าตื่น
“ท่านบลองค์!” หมอนั่นตะโกน แต่ก็โดนตบกบาลไปทีโทษฐานทำให้คนอื่นตกอกตกใจ ก่อนจะลากคอลูกจ้างคนนั้นออกมานอกวง เบลซ์เองก็ฉวยโอกาสวิ่งตามออกมาด้วย บลองค์มองหน้าเบลซ์นิดหนึ่งก่อนจะถอนหายใจแล้วเพ่งเล็งที่เจ้าหนุ่มหน้าตื่น
“เจ้าอย่าเอะอะตอนลูกค้าอยู่สิไอ้งั่ง เสียภาพพจน์ร้านหมด” บลองค์เอ่ยเสียแข็งจนคนฟังประหม่าตัวสั่น “แล้วมีเรื่องอะไรถึงได้แตกตื่นขนาดนี้”
“คือ... ท่านบลองค์ พวกตระกูลเซเรียสเอาสินค้ามาส่งอีกแล้ว ไล่ก็ไม่ยอมไปขวางอยู่หน้าร้าน...” ชายหนุ่มเสียงก็สั่น หน้าก็ซีด เบลซ์เห็นสีหน้าพ่อตนดุดันขึ้นแวบหนึ่ง
“หน็อย... ไอ้พวกหน้าด้านถือว่ามีอำนาจรึไง ของก็ไร้คุณภาพสิ้นดียังเอามาขายราคาแพง” บลองค์กัดฟันก่อนจะหันมาลูบศีรษะเด็กชาย
“พ่อติดธุระนิดหน่อยแล้วค่อยคุยกันทีหลัง ว่าง ๆ เล่าเรื่องในอาเธอร์เรียให้พ่อฟังบ้างนา” ว่าแล้วก็หัวเราะ
“ท่านจะให้ข้าช่วยอะไรหรือไม่” เบลซ์ถามคำนี้เป็นครั้งที่สองของวัน แต่ก็เป็นอีกครั้งที่โดนบอกปัดและทิ้งไว้ข้างหลังเพียงลำพัง
เขาเหลียวมองไปโดยรอบ เมื่อเห็นทุกคนเหมือนกำลังอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่หมุนเร็วกว่าตนเองจนรู้สึกแปลกแยก เพียงเดินไปทางไหนก็มีเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญ แรกเริ่มมันก็รู้สึกดีแต่ผ่านมานับสัปดาห์ เมื่อต้องเจอแต่หน้ากากเหล่านี้มันทำให้รู้สึกทั้งรำคาญและเบื่อหน่ายขึ้นมาตงิด ๆ แม้แต่พวกรุ่นราวคราวเดียวกันที่ปรับพื้นฐานในอาเธอร์เรีย พอรู้ว่าเขามีพลังระดับสูงก็สวมหน้ากากจอมปลอมหลอกลวงเผชิญหน้า แม้ไม่พอใจแต่กลับไม่มีใครกล้าโต้แย้งสักคน
เด็กชายร่างอวบเดินออกมาจากร้านทอดสายตามองไกลออกไปยังปราสาทหลังกำแพงขาวโพลนที่ยังดูขมุกขมัวจากหมอกยามเช้า... สถานที่ที่ใครก็อยากได้รับโอกาสเข้าไปสักครั้งในชีวิต แต่วันนี้เขาไม่มีอารมณ์...
เมื่อวานเขาได้ยินเซรันคุยกับครูฝึกธาตุน้ำที่คอยสอนลาสคุยกันเสียงดัง เหมือนเจ้าเซรันจะไปคาดคั้นวิธีฝึกของคนชื่อบรัน ๆ อะไรนั่น ซักหาเหตุผลที่ลาสไม่มาฝึก เหตุผลง่าย ๆ ที่หมอนั่นตอบกลับคือ ‘โดดซ้อม ที่ผ่านมาไม่เคยตั้งใจฝึก คนแบบนั้นมันไม่อยากฝึกอีก’ หลังจากนั้นเซรันก็วิ่งออกไปด้วยทีท่าฉุนเฉียว
“งี่เง่า” เบลซ์พูดพลางเตะหินก้อนเล็กตรงเท้ากระดอนชนแก้วที่ตั้งขายริมทางแตกไปใบ ลุงแก่ ๆ เจ้าของร้านมองหน้าอย่างโอดครวญแต่ก็ไม่กล้ามีปากมีเสียงได้แต่จำใจยอม เบลซ์สบถจิ๊กับตัวเองไม่พอใจอย่างแรง เดินก้าวเท้าหนักไปหยุดอยู่ตรงหน้าลุงแกทั้งมือยังล้วงกระเป๋าเสื้อทั้งสองข้าง
คนโดยรอบมุงนินทากันใหญ่ แต่ไม่มีใครคิดเข้ามายุ่งด้วย สักคน
“งี่เง่าชะมัดยาด” เด็กชายไม่ว่าเปล่าหยิบเศษเหรียญจากกระเป๋าโยนลงตรงหน้าลุงคนขายแก้วแล้วเดินแหวกฝูงคนมุง มุ่งตรงลงสู่ประตูเมืองทางทิศใต้ ใบหน้าหงุดหงิดและประกายไฟเล็ก ๆ ที่แผ่ออกมาทำให้ไม่มีใครกล้าขวางหลุบตาหนีกันหมด แม้แต่ทหารยามหน้าประตูเมือง...
“อย่าบอกนะว่าคนบ้าที่กล้าต่อกรกับข้าทุกวันจะยอมแพ้ โง่ ๆ อย่างนี้จริง... เจ้ารากหญ้า”
เบลซ์พูดกับตัวเองหน้าประตูเมือง เวลานี้ยังเช้าตรู่ดวงอาทิตย์เพิ่งพ้นภูเขาสุดปลายฟ้าขึ้นเพียงครึ่งดวง เบลซ์ออกตัววิ่งไปตามถนนคันดินและหยุดพักที่โรงเรือนไม้ใกล้อนุสาวรีย์ของมนุษย์ คนหนึ่งที่ถูกขนานนามให้มีศักดิ์เทียบเคียงเทพเจ้า
เด็กชายเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์สั่งนมอุ่นหนึ่งแก้วแล้วเดินเข้ามุมข้างหน้าต่าง เหม่อมองตรงออกไปตามถนนลงสู่หุบเขาทางทิศใต้อยู่นานสองนาน นมหมดแก้วแล้วเหลือเพียงคราบแห้ง ผู้คนสัญจรจากไม่กี่คนก็เริ่มมีประปรายตามปกติแต่เขากลับไม่พบคนที่ตามหา ในที่สุดก็ตัดสินใจลุกขึ้น แล้วเดินสวนทางคนส่วนใหญ่ซึ่งมุ่งเข้าเมืองไป จนกระทั่งถึงเขตสวนผัก สายตาเขากวาดหาซุ้มปลูกสมุนไพร ซึ่งเป็นจุดสังเกตหลักของบ้านลาส... สมุนไพรที่เตรียมส่งไปที่ร้านเขาย่อมจำได้ แม้ไม่เจอลาสแต่ก็พบตาลุงผมน้ำตาลหนวดเคราไม่โกนสับดินอยู่... การอน
หากเทียบกับพ่อของเบลซ์แล้ว การอนแม้อายุยังน้อยกว่าแต่กรำงานเรือกสวนไร่นามาทั้งชีวิตทำให้ดูสูงอายุกว่าพอสมควร สิ่งเดียวที่เขารู้เกี่ยวกับคนนี้คือ... ไม่ถูกกับท่านพ่อ ตั้งตัวเป็นศัตรูกันมานาน แต่ก็ยังทำการค้ากันได้แบบงง ๆ นี่ไม่ใช่คนที่จะคุยด้วยแล้ว รู้เรื่องแน่
เบลซ์กวาดสายตาดูต่อที่บ้านไม้หลังเล็กใกล้กัน มีหญิงสาวผมน้ำตาลกำลังยืนตากผ้า เด็กชายไม่รอช้าเดินตรงรี่เข้าหาทันที หญิงสาวมีท่าทีแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นเพื่อนลูกชายมาหาถึงบ้าน แต่ก็ไม่ทำอะไรมากกว่ายิ้มละไมให้... นี่คือแม่ของลาส...
“ว่าไงจ๊ะ หนูเบลซ์มีธุระอะไรเอ่ย ?” หญิงสาวถามพลางสะบัดผ้าเบา ๆ แล้วพาดเข้ากับเชือกที่ขึงไว้
“น้าเอเรล ลาสอยู่หรือไม่...?” เบลซ์ถามตามตรง อีกฝ่ายทำหน้าครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วตอบกลับ
“ลาสออกไปแต่เช้าตรู่แล้วจ้ะ ว่านัดกับอาจารย์ไว้เห็นถือแผนที่หนังสัตว์ออกไปด้วย เหมือนจะฝึกพิเศษในป่าอะไรเนี่ยแหละ ว่าแต่มีอะไรหรือเปล่าจะฝากน้าไว้ก็ได้นะ” หญิงสาวว่า
“อะไรกัน เจ้าเซรันหาอาจารย์ใหม่มาให้แทนบรันฟอร์ดด้วยหรือไง” เด็กชายโพล่งขึ้นด้วยความแปลกใจ แต่เอเรลดูท่าจะ แปลกใจยิ่งกว่าจึงถามกลับ
“ลาสมีปัญหาอะไรกับท่านบรันฟอร์ดหรือ เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ ?”
เบลซ์พยักหน้าอย่างว่าง่าย
“เท่าที่เห็นบรันด์ฟอร์ดเอาแต่ใช้เจ้านั่นทำความสะอาด เมื่อวานลาสไม่ไปที่อาเธอร์เรีย เซรันทะเลาะกับบรันฟอร์ดแรงพอสมควร ข้าจึงนึกว่า...”
เบลซ์หยุดพูดเมื่อเห็นอีกฝ่ายหน้าซีดไปแล้ว
“แย่จริง ทำไมข้าไม่รู้สึกตัวให้เร็วกว่านี้กัน...” เอเรลนึกถึง สีหน้าของลูกเมื่อเย็นวานแล้วเพิ่งนึกได้... เธอนึกว่าลาสเพียงแค่ยังไม่หายจากอาการล้าจึงมีสีหน้าหมองเช่นนั้น บางทีเมื่อวานอาจจะเกิดเรื่องอะไรบางอย่าง แต่ลาสไม่กล้าบอกพวกเธอ...
“ลูกของเจ้าบลองค์มาทำอะไรที่นี่” เสียงเข้มดังขึ้นกลางปล้องขัดจังหวะเรียกสายตาสองคู่เข้าหา... การอนแสยะยิ้มกระแอมเสียงค่อย “ถ้าหากพ่อเจ้าถามถึงสมุนไพรที่ต้องส่งในสองวันข้างหน้า รับรองได้ว่ามันจะไปส่งตามเวลา”
“ข้าไม่สนใจเรื่องพวกนั้นหรอก ขอตัวก่อน น้าเอเรล” เบลซ์ว่าพลางหันหลังให้แล้ววิ่งจากไปโดยไม่ร่ำลาการอนสักคำ
“ดูมันสิ ตัวแค่นี้ไร้มารยาทเหมือนพ่อมันไม่มีผิด” การอนบ่นแล้วก็ถอนหายใจ ก่อนจะสังเกตเห็นภรรยาสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“เอเรลเจ้าเป็นอะไรไป ไปให้ท่านแม่ดูอาการหน่อยไหม ?” การอนถามด้วยความเป็นห่วงแล้วเข้าโอบ เกรงว่าภรรยาจะล้มทั้งยืนเพราะเริ่มโซเซแล้ว...
“ข้าไม่เป็นไรแต่...” เอเรลมองตามแผ่นหลังของเด็กชาย ร่างอ้วน ที่วิ่งเฉออกจากถนนและมุ่งตรงไปยังชายป่า ดูไม่น่าไว้วางใจนัก “เห็นทีท่านกับข้าควรเข้าป่ากันเสียหน่อย”
“ป่า ?” การอนยังไม่เข้าใจแต่เอเรลไม่คิดพูดจาอะไรอีก ผละออกจากอ้อมแขนสามีเดินรี่ตัดฉับเข้าบ้านอย่างรวดเร็ว
“ข้าจะเตรียมตัว ท่านไม่ไปก็ตามใจท่าน” หญิงสาวพูดเสียงเรียบ แต่แววตาสีน้ำตาลเข้มนั้นไม่ล้อเล่นด้วย แม้การอนจะยัง ไม่เข้าใจสถานการณ์ดี แต่สัญชาตญาณมันบอกว่า
...ขัดไม่ได้...
ป่า...
หากพูดถึงคำนี้ในสมัยยี่สิบสามสิบปีก่อนถือเป็นสถานที่อันตรายอย่างยิ่งยวด การจะเข้าไปในป่าต้องมีการจัดตั้งกลุ่มคนอย่างพอเพียง เตรียมต่อกรกับสัตว์ร้ายซึ่งอาจปรากฏตัวได้ทุกเมื่อหากย่างเข้าอาณาเขตของพวกมัน แต่มาถึงสมัยนี้หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้คนแผ้วถางทางเพื่อทำไรทำนากินอาณาเขตป่าเข้ามาไม่น้อย พวกหาของป่าขายนานวันก็ยิ่งมีมาก ดังนั้นพวกสัตว์ร้ายจึงต้องถอยร่นเข้าป่าไปไกลกว่าเดิม
แผนที่ซึ่งคัดลอกมาเมื่อวานนั้นเชื่อถือได้เพียงส่วนเดียวเท่านั้นเพราะมันเก่ามากแล้ว พวกลาสลองไปตามจุดที่มีเครื่องหมายมาแล้วกว่าสิบจุดตั้งแต่เช้าตรู่ แต่ก็ยังไม่พบหญ้าหยาดน้ำค้างที่ ดรากูนต้องการสักต้น จนทั้งคู่เริ่มรู้สึกว่าบางทีการยอมลงทุนอาจเป็นเรื่องที่ดีกว่า
กลับกัน... แผนที่ไร้ราคานี่ก็เริ่มมีค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อผ่านที่ไหนเจอวัตถุดิบน่าสนใจพวกเขาก็เขียนเพิ่มเติมเข้าไปทีละจุดสองจุดจนชักจะเยอะ
ริมธารเล็กน้ำใสไหลอ่อน ๆ ลาสเริ่มเจ็บเท้าขอนั่งพักที่ โขดหินและดื่มน้ำเย็นดับกระหายเสียหน่อย แล้วกางผืนแผนที่หนังขึ้นดูอีกครั้ง ดรากูนเองก็ลอยดุ่ย ๆ รอดูอยู่ข้างหลังแล้วครางฮืม ไม่หยุด...
“จะให้เข้าป่าไปลึกกว่านี้ก็อันตรายเสียด้วยสิ” ดรากูนว่าพลางเงยหน้าขึ้นมองอาณาเขตของป่าใหญ่ด้วยทีท่าเป็นกังวล แม้ลาสอาจจะเห็นอะไรได้ไม่ชัดนัก แต่พลังวิญญาณหลังจากข้ามลำธารนี้ไปมันช่างหนาแน่นเหลือเกิน จนชักแยกไม่ออกแล้วว่าอะไรเป็นอะไร แต่ที่แน่ ๆ ที่นั่นจะต้องมีสัตว์ร้ายระดับสูงอยู่... หรือบางทีอาจจะถึงระดับสัตว์ปีศาจ หรือสัตว์อสูรเลยด้วยซ้ำ เกิดต้องเจอกับตัวพรรค์นั้นขึ้นมาเวลานี้ เห็นทีอาจไม่ใช่ผู้ใช้ธาตุวิญญาณอีกแต่จะกลายเป็นผีเสียเอง...
“นี่ดรากูน หญ้าหยาดน้ำค้างนี่เป็นสมุนไพรหายากขนาดนั้นเลยเหรอ มีอย่างอื่นใช้แทนได้ไหม ?” ลาสถามตามตรง ผีหนุ่มลูบคางคิ้วขมวดม่วนดูแล้วคงไม่ใช่เรื่องที่สามารถตอบได้โดยง่าย
“อย่างอื่นก็มี แต่ในยุคข้าบางอย่างหายากกว่ากันหลายเท่าตัว และเท่าที่เดินทางมาข้ายังไม่พบของใช้ทดแทนได้เลยสักอย่าง” คำตอบของดรากูนทำให้ลาสถอนหายใจตาม บางทีอะไรมันก็ไม่ได้ง่ายไปเสียหมดแม้จะมีดรากูนอยู่ด้วยก็เถอะ อย่างไรเสียของที่ไม่มีมันก็ย่อมไม่มีอยู่วันยังค่ำ
“เฮ้ออ ข้าเริ่มหิวแล้วนาแถวนี้มีอะไรกินได้ไหมเนี่ย!”
ลาสว่าพลางก็กวาดสายตามอง สายตาเขาเห็นแสงวิบวับ เต็มไปหมด จะว่าไปมันก็ควรเป็นอย่างนั้นเพราะพวกเขาเล่นเดินตามเส้นทางของวัตถุดิบมาจนถึงนี่ หากพูดไปแล้วตรงนี้คงเรียกได้ว่าเป็นแหล่งของดี มีทั้งดินที่ดีสารอาหารครบถ้วน และมีน้ำอุดมแร่ธาตุ ก็เลยกลายเป็นลานตาไปหมด
“โอย... หิววว!” ลาสเริ่มงอแง แต่เห็นเจ้าผีเงียบผิดสังเกตจึงเงยหน้ามอง เห็นดรากูนกำลังจ้องไปยังทิศทางหนึ่ง... ทางที่พวกเขาเพิ่งผ่านมาไม่นานนัก แต่มันชักมีอะไรแปลก ๆ เสียแล้ว
“นี่ลาสในแผนที่นั่นมีถ้ำหรือเปล่า...?” ดรากูนถามเสียงเรียบ สายตายังคงจับจ้องย้อนทางไป ลาสส่ายหน้าปฏิเสธ
“ในแผนที่ไม่มีหรอกถ้ำอะไรกัน... และที่เราเดินผ่านมาเมื่อกี้มันก็ไม่มีอะ!”
ลาสโพล่งออกมาแล้วพยายามขยี้ตามองอีกครั้ง ไม่ตอนนี้ ตาฝาดก็ก่อนหน้านี้เซ่อเองถึงไม่เห็นถ้ำหินที่ตั้งอยู่ริมลำธาร มิหนำซ้ำภายในถ้ำนั้นยังมีเส้นสายของพลังวิญญาณแรงกล้านับสิบ หนึ่งในนั้นมีไอเย็นเยียบจนอากาศกลายเป็นไอเห็นได้ด้วยตาเปล่า...
ทั้งที่สายตะวันโด่งขนาดนี้แล้ว...
“ในนั้นมีกลิ่นไอวัตถุดิบชั้นยอดเต็มไปหมด แต่มันถ้ำอะไรกันหว่า” ดรากูนยังคงครุ่นคิดลอยดุ่ย ๆ เพื่อเข้าไปดูใกล้ ๆ
“ท่านยังไม่รู้แล้วข้าจะไปรู้ได้ไงเล่า” ลาสกระโดดแผล็วลงยืนกับพื้น พยายามเพ่งตรงเข้าไปข้างในบ้าง... “แต่ในนั้นมันมืดชอบกลนะ ทำไมข้ามองแล้วขนลุกแปลก ๆ”
“แต่มันก็คุ้นชอบกล เอ ตกลงมันอะไรหว่าข้าลืมไปได้อย่างไร” ดรากูนเอียงคอมองระยะประชิด แต่ลาสไม่กล้าเข้าใกล้กว่าห้าเมตรแล้ว เพราะขนาดอยู่ใกล้เท่านี้เขายังมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน ทั้งที่ความจริงควรมีแสงลอดผ่านเข้าไปข้างในได้บ้างแท้ ๆ
“ข้าว่ามันท่าไม่ค่อย...”
“นี่เจ้าเกษตรกร นั่นถ้ำอะไรทำไมมันดูแปลก ๆ”
ลาสพูดไม่ทันจบก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อมีเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง เขาหันกลับไปก็พบเด็กชายรุ่นราวคราวเดียวกันอ้วนท้วนสมบูรณ์ดีเช่นเคยมองหน้าด้วยความสงสัย แต่มันแปลกจนเขาต้องถลึงตามองด้วยความตกใจ
“พ่อค้า! นี่เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ไง!?” ลาสไม่อยากจะเชื่อสายตา หากอีกฝ่ายทำเพียงแค่ยักไหล่
“ข้าตามกลิ่นความจนของเจ้าเข้ามาน่ะสิถามได้” เบลซ์ตอบกวนโทโสตามปกติ ลาสถึงกับอ้าปากค้าง ในตอนแรกเขานึกว่าแถวนี้มีภาพลวงตาหรืออะไรในทำนองเดียวกัน แต่ปากเสียอย่างนี้คงไม่มีภาพลวงตาที่ไหนสามารถลอกเลียนแบบได้แน่
“เจ้าเข้ามาถึงนี่คนเดียวเนี่ยนะ ประสาทหรือเปล่า!” ลาสโวยลั่น แต่อีกฝ่ายหันมองไปโดยรอบก่อนจะชี้หน้าเขา
“พูดอย่างกับเจ้าเข้ามาหลายคน แล้วไหนเล่าอาจารย์คนใหม่ของเจ้า ข้าอยากเห็นหน้านัก” เบลซ์พูดพลางกอดอกมองเหยียด ลาสแอบชำเลืองมองด้านหลังนิดหนึ่งที่ถ้ำมืดและผีสาง
“จะอย่างไรก็ช่างเถอะ ข้าว่าเราไปจากที่นี่ก่อนดีกว่า”
ลาสพูดเสียงดังฟังชัดดึงข้อมือของเจ้าอ้วนหมายจะลากเดินหนี แต่หมอนั่นกลับสะบัดข้อมือทิ้ง แล้วหัวเราะเยาะใส่
“เจ้าควรเจียมตัวได้แล้วว่าระดับเรามันต่างกัน” เบลซ์ไม่ ว่าเปล่าเผยมือออกมาตรงหน้า พริบตานั้นเปลงเพลิงสีส้มก็ลุกโชนขึ้นสว่างไสว อานุภาพความร้อนทำให้ลาสต้องถอยออกมาตั้งหลัก เหมือนเห็นอีกฝ่ายทานพลังของตนไม่ไหวเบลซ์ยิ่งได้ใจหัวเราะร่า
“หน็อยอย่าทำเป็นได้ใจนักเลย! ที่นี่ไม่ชอบมาพากลแล้วถ้าไม่รีบไปจะเกิดอะ...”
ครึ่ก...
ลาสยังพูดไม่ทันจบเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น มันเป็นเสียงที่ไม่น่าอภิรมย์นัก เมื่อมองย้อนกลับไปแม้แต่ดรากูนยังเบิกตาโตมอง ต้นเสียง เจ้าเบลซ์ที่ทำเป็นกล้าเมื่อสักครู่ยังหลุดสีหน้าเหวอตกใจด้วยซ้ำ เมื่อถ้ำนั้นประหนึ่งเอียงจมลงกับพื้นดินเล็กน้อย
ครึ่ก....
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง เจ้าถ้ำก็ยิ่งจมลง ลาสอ้าปากค้างกับสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับเบลซ์ที่เริ่มพูดจาไม่เป็นภาษาเมื่อเห็นถ้ำขยับตัวได้ เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่เขาไม่เคยได้ยินถึงเรื่องพรรค์นี้ มาก่อน หากดรากูนตบมือเปาะยิ้มร่าขึ้นทันทีเมื่อเห็นเช่นนั้น
“ลาสข้าจำได้แล้ว เมื่อก่อนข้าก็เคยเจอเจ้านี่จริง ๆ เจ้านี่น่ะวิเศ....! อ๋า....?” ผีหนุ่มว่าแล้วก็เผยมือไปด้านข้าง แต่พูดไม่ทันจบเจ้าถ้ำบ้านั่นเหมือนตอบสนอง คราวนี้ลั่นเสียงรัวจนพื้นดินสะเทือน
ครึ่ก ครึ่ก ครึ่ก ครึ่ก...
ในที่สุดถ้ำมืดก็ผสานเข้ากับพื้นโดยสมบูรณ์ กลายเป็นหลุม สีดำมืดมิดมองไม่เห็นก้นบึ้งแทน... และมันเริ่มส่ายไปส่ายมา
“เห็นไหมข้าบอกแล้วว่าท่าชักไม่ดี เจ้าอ้วน!” ลาสเหน็บทั้งหน้าซีด
ขาของเด็กชายทั้งสองเริ่มเตรียมวิ่งหนี แต่ไม่ทันแล้วเมื่อหลุมนั้นวิ่งเข้าหาด้วยความเร็วเหลือเชื่อพริบตาเดียวก็มาอยู่ใต้เท้าเสียแล้ว เมื่อพื้นสูญหายสิ่งที่ตามมาคือการร่วงหล่น ลาสพยายามคว้าจับก้อนหินที่ขอบหลุมเกือบคว้าได้แล้ว แต่อยู่ดี ๆ ก็หงายหลังเพราะแรงดึงเสื้อจากด้านหลัง เบลซ์ดึงเสื้อเขาไว้ทั้งน้ำตาไม่ยอมร่วงไปคนเดียว
มันเป็นวินาทีที่ทั้งคู่รู้สึกได้ถึงคำว่าเพื่อนตาย...
“เหวอออ~!”
เสียงร้องของเด็กชายสองคนดังก้องสะท้อนไปมา ไม่ช้าก็ถูกกลืนหายไปในความมืด... ก่อนที่เจ้าหลุมนั้นจะหายไปไม่ทิ้งร่องรอยแม้เศษฝุ่น...