ศาสตร์ลับหลอมวิญญาณ นิยายโดย tongfar
ตัวอย่างอ่านฟรี 11 ตอนแรกจากเล่ม 1
เช้าวันใหม่มาถึง เป็นวันที่นัดแล้ว...
ลุงจอร์จที่เซรันพูดถึง คือลุงอ้วนใจดีที่แต่งตัวสะอาดสะอ้านตลอดเวลา เสียแค่ลุงแกไม่มีภรรยา บางครั้งบางคราเลยดูเหงา ไปบ้าง วันดีคืนดีมักซื้อขนมมาแจกเด็กที่มักมาวิ่งเล่นอยู่ที่สวนหย่อม ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของร้าน บางทีเด็กเกิดหกล้มเลือดตกยางออก ต่อยตีกันตามวิสัยก็เอายาในร้านมาช่วยรักษาไม่คิดค่าใช้จ่าย ด้วยอุปนิสัยใจคอถึงขั้นเป็นพลเมืองดีเด่น ทำให้มีผู้คนแวะมาเยี่ยมเยียนอยู่ตลอดเวลา ขนาดผู้คนในวัง หรือเหล่าครูบาอาจารย์ของอาเธอร์เรียเองยังรู้จักมักจี่ เข้ามาเดินเลือกซื้อวัตถุดิบในการหลอมยา หรือฝากวางขายยาที่ร้านอยู่เสมอ
ร้านลุงจอร์จอยู่ฝั่งตรงข้าม ลาสนั่งเหม่อมองเข้าไปในร้านยาที่จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ยาน้ำยาเม็ดหลากสีที่บรรจุในหลอดแก้วใสตั้งเรียงราย ทุกขวดมีข้อมูลประกอบติดไว้เป็นฉลากไม่ซ้ำกัน พื้นไม้ขัดเสียเลี่ยมเห็นลายทุกวันไม่แพ้เพดานสีขาวไม่เห็นแม้ริ้วรอยหรือเศษฝุ่น
ลุงจอร์จกำลังต้อนรับลูกค้าที่น่าจะเป็นคนในวัง แต่งตัวหรูหราที่มาหาแต่เช้าตรู่
แต่คนพวกนี้ก็มักเป็นเช่นนี้แหละ มาตอนไม่มีใครเพราะ ไม่อยากสุงสิงกับคนชั้นระดับที่ต่ำกว่า หลังจากเลือกจับจ่ายอยู่ พักหนึ่งพวกนั้นก็จากไป หนึ่งคนโดดเด่นสะดุดตาเหนือใคร เป็น เด็กสาวผมสีฟ้าอ่อนใบหน้าจิ้มลิ้มน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับลาส เด็กคนนั้นเดินอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่น่าจะมีทั้งอัศวิน ทั้งขุนนาง ส่วนหญิงสาวในชุดคลุมสีดำปกปิดหน้าอาจเป็นคนสำคัญสักคนจนต้องปิดบังตัวตนเอาไว้... บางทีอาจเป็นหนึ่งในนักหลอม เพราะเมื่อดูจากทิศที่พวกนั้นกำลังไป ณ สุดปลายทางมีประตูไม้ใหญ่และกำแพงสีขาวโพลน อาคารยอดแหลมที่เห็นไกล ๆ คือโรงเรียนอาเธอเรีย...
เขาไม่เคยเห็นว่าในนั้นเป็นอย่างไรจึงมองตามหมายจะแอบดูบรรยากาศเสียหน่อย พลันเสียงฝีเท้าหนักก็มาหยุดอยู่ด้านหลังเรียกความสนใจของเขาให้กลับมาเสียก่อน
“เจ้าใช่ไหมที่ชื่อลาส” ผู้มาใหม่เป็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบเศษ ๆ ผมสีน้ำเงินเข้มใบหน้าคมคายอารมณ์ค่อนไปทางเคร่งขรึม ดูจากการแต่งกายสวมชุดคลุมนักหลอม แถบคาดที่บ่าเป็นสีฟ้าบอกถึงคุณลักษณะของธาตุน้ำ เข็มกลัดทองรูปสิงห์บอกถึงระดับพลังขั้นอัศวินและ... ตรารูปมังกรสองตัวโอบเม็ดยาที่ติดตรงอกซ้าย และ หัวเข็มขัดเป็นสัญลักษณ์ที่รู้กันดีของ อาเธอร์เรีย
ชายผู้นี้คือครูฝึก...
ลาสพยักหน้ารับหลังจากเพ่งพินิจอยู่ครู่หนึ่ง
“ใช่ข้าเอง”
อีกฝ่ายถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย
“ข้าบรันฟอร์ด ครูฝึกภาควิชาสายน้ำแห่งอาเธอร์เรีย ได้รับมอบหมายจากท่านเซรันให้ดูแลการฝึกของเจ้า... หากเจ้ามาที่นี่น่ะนะ” ชายหนุ่มพูดพลางโบกมืออย่างขอไปที เพียงแค่แวบแรกลาสก็สัมผัสได้ถึงความไม่เป็นมิตรแล้ว ชายผู้นี้ย่อมต้องรู้พรสวรรค์ธาตุของเขา แววตาจึงดูเย็นชาและเย้ยหยันไม่ต่างอะไรกับพวกคนในพิธีกรรมเมื่อวานนี้นัก แต่สิ่งที่เขาแปลกใจไม่ใช่เรื่องนั้นแต่เป็นการที่เซรัน เด็กรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขา มีอำนาจใช้วาจาสั่งการคนระดับครูฝึกของอาเธอร์เรียนให้มาฝึกสอนได้โดยตรง เรื่องนี้ทำให้เขาแปลกใจยิ่งกว่า
“แล้วเซรันล่ะ ?” ลาสถามเมื่อไม่เห็นเพื่อนของตนที่นัดกันไว้เมื่อวาน ในตอนแรกเขานึกว่าอย่างน้อยก็ต้องมาเจอหน้ากันก่อน
“ท่านเซรันไม่ได้ว่างเช่นเจ้า เอ้าตามข้ามา อย่าขี้คร้านพานจะเสียเวลาเปล่า ๆ” บรันฟอร์ดว่าพลางหันหลังให้แล้วกวักมือ หย็อย ๆ ให้ลาสเดินตามไปก่อนจะเอ่ยเสริมไปอีกนิดด้วยน้ำเสียงกร้าวแข็ง “อีกอย่างคราวหน้าอย่าริอ่านตีตัวเสมอท่านเซรัน ความเป็นเพื่อนมันก็แค่อดีต เวลานี้ท่านเซรันได้ก้าวไปบนเส้นทางแห่งราชันแล้ว มิใช่ทางเดินลูกรังของรากหญ้าเช่นเจ้า”
คำพูดนั้นเป็นคำพูดเชิงดูถูกอย่างถึงที่สุด แต่ลาสก็สำนึกว่ามันเป็นความจริงอย่างถึงที่สุดเช่นกัน ที่ประเทศนี้เมื่อเด็กอายุครบสิบนับเป็นวันสำคัญในการแบ่งแยกชนชั้นปกครอง ความจริงคนระดับเขาย่อมไม่ได้รับความเหลียวแล หากไม่ใช่เพราะเซรันที่ เกลี้ยกล่อมให้คนระดับแนวหน้ายอมเสียเวลามาสอน เขานึกไม่ออกว่าต้องใช้เงินมากเพียงใดในการดึงตัวคนเช่นนี้มาช่วย คิดเช่นนี้ก็พอจะมองข้ามความก้าวร้าวไปได้บ้าง
บรันฟอร์ดพาเขาเดินนำตรงเข้าสู่ประตูใหญ่ของอาเธอร์เรียโดยไม่ให้ตั้งตัว ยามเมื่อเห็นบรันฟอร์ดก็เบิกประตูเปิดแต่โดยดี ไม่แม้แต่จะขอตรวจตรา แม้จะมองมาทางลาสด้วยสายตาแปลกบ้างแต่ก็ไม่กล้าขัด
ชายหนุ่มสะบัดชายผ้าคลุมตรงขาให้เข้ารูปเล็กน้อย สบถ ไม่พอใจนักที่ต้องมีผู้ติดตามแต่ก็ต้องทำตามคำสั่ง
ณ ประตูที่เปิดกว้าง ทางเดินภายในเรียงด้วยหินสีขาวพาดตรงไปยังตัวอาคาร สองฝั่งทางเป็นที่ว่างมีหญ้าขึ้นหร็อมแหร็มแต่เมื่อมองให้ดีแล้วลาสถึงกับตะลึง หญ้าที่ขึ้นนั้นไม่ใช่วัชพืชธรรมดาหากแต่เป็นพืชมีชื่อด้วยกันทั้งสิ้น แถมยังมีเป็นทุ่ง ไม่นับพวก แปลงปลูกและกระถางที่วางเรียงราย... ทุกอย่างล้วนแต่เป็นของวิเศษที่เขาเคยเห็นแต่เพียงในหน้าหนังสือของท่านย่า
“ของพวกนั้นน่ะแค่ผลผลิตของนักเรียน ของดีจริงจะมีห้องเลี้ยงต่างหากอยู่ด้านหลัง” บรันฟอร์ดอธิบายพลางยักไหล่เมื่อเห็นเขามีทีท่าสนใจและพอรู้เรื่องกับเขาอยู่บ้าง “ความจริงเพียงแค่ได้เห็นสวนนอกก็เป็นบุญตาแล้ว บอกตามตรงข้าไม่เข้าใจว่าทำไม ต้องมาสอนคนระดับต่ำเช่นเจ้า ท่านเซรันมองเห็นอะไรในตัวคน เช่นเจ้าเป็นเรื่องที่คงไม่มีใครเข้าใจ” ไม่วายชายหนุ่มไม่เลิกค่อนแคะ ลาสแกล้งทำหูทวนลมไม่ใส่ใจ
“ท่านบรันฟอร์ด เรากำลังจะไปที่ไหนกัน” ลาสถามซื่อ ๆ เมื่ออีกฝ่ายกลับพาเดินปลีกตัวออกจากถนนใหญ่ที่ตรงเข้าตัวอาคาร สิ่งที่อยู่ด้านหน้าคือป่าไม้เลื้อยดูอึมครึมไม่น้อย ซ้ำตัวอาคารด้านหลังนั้นยังถูกปกคลุมด้วยรากไม้สีน้ำตาลจนดูไม่ออกว่าที่จริงแล้ว ตัวอาคารมีสีอะไรกันแน่
บรันฟอร์ดไม่ตอบหากพาเดินแหวกทาง แลไม่เป็นเดือด เป็นร้อนอะไรนัก ยิ่งเข้าใกล้ลาสยิ่งเห็นรายละเอียด ประตูไม้นั้นโสโครกสิ้นดีมีฝุ่นจับหนาเตอะ
“เอาละ... งั้นเริ่มเลยก็แล้วกัน” บรันฟอร์ดพูดพลางลูบคาง ก่อนจะชี้ไปทางกำแพงทางซ้าย ลาสมองตามนิ้วไปก็พบ... ถังไม้... และไม้...ถูพื้น...
“อย่าบอกนะว่าท่านจะให้ข้า... ทำความสะอาด ?”
บรันฟอร์ดตบมือเปาะ
“ฉลาดนี่!”
ลาสหน้าหุบลงฉับพลัน
“นี่จะไม่สอนข้า แต่จะให้ข้าทำความสะอาดงั้นเหรอ!?”
ลาสโวยลั่น แต่ยังหุบปากไม่พูดต่อในสิ่งที่อยู่ในความคิด ถ้าหากนี่คือการฝึกเขาฝึกที่บ้านก็ได้ ทำไมถึงต้องถ่อมาถึงนี่ด้วยเล่า!
บรันฟอร์ดกอดอกเขม่นเมื่อเห็นลาสโต้เถียงออกนอกหน้า
“การฝึกที่ดีที่สุดคือการใช้งานจริงและใช้งานอย่างต่อเนื่อง ด้วยระดับของเจ้าน่ะอย่าว่าแต่ทำอะไรเลยเพียงแค่ทำความสะอาดก็ลำบากแล้ว ก่อนจะไปขั้นต่อเจ้าควรทำตามที่ข้าบอกเพื่อเพิ่มพูนทักษะสายน้ำของตนเองก่อน และหากไม่คิดจะทำตามก็รีบไสหัวออกประตูให้พ้นหน้าข้าได้เลย”
โดนดูถูกขนาดนี้ ต่อให้ทนแค่ไหนเขาก็ยังฉุนอยู่วันยังค่ำ แต่บทจะให้ถอยกลับไปง่าย ๆ แบบคนขี้แพ้ลาสไม่ยอม
เด็กชายเดินรี่ไปหยิบไม้ถูพื้นไว้กับมือโดยไม่คิดใส่ใจถังไม้ที่วางอยู่ด้านข้าง จะมีไว้ทำไมในเมื่อแถวนี้ไม่มีบ่อน้ำสักบ่อ
“หวังว่าเจ้าจะรู้จักการใช้เวทมนตร์แล้วนะ” บรันฟอร์ดยัง ไม่เลิกแขวะ
“เพียงแค่สายน้ำข้าย่อมใช้ได้” ลาสเอ่ยเสียงแข็งหมายจะแสดงฝีมือให้ดูปิดปาก เขาเผยมือซ้ายออกมาข้างหน้าแล้วหลับตาลงรวบรวมสมาธิหลอมรวมไอน้ำโดยรอบให้ก่อตัวขึ้นเป็นก้อนน้ำลอยอยู่เหนือฝ่ามือ ว่าแล้วก็ยิ้มแฉ่งให้กับความสำเร็จ
“ไงล่ะ” ลาสอวด อีกฝ่ายไม่เพียงแค่หัวร่อแต่ขำกลิ้งจน ปวดท้องพลางเดินปลีกตัวหลบออกมา โบกมือหย็อย ๆ
“พยายามเข้าล่ะ ไว้เย็น ๆ ข้าจะมาดูผลงานวันนี้ของเจ้า... ว่าจะเขรอะแค่ไหน”
ชายหนุ่มพูดแล้วก็ทิ้งเขาให้ยืนถือไม้ถูพื้นกะพริบตาปริบ ๆ มองตามปากขมุบขมิบอยากเรียนวิชาคำสาปขึ้นมาตงิด ๆ ลาส หมายมั่นปั้นมือแล้วว่าวันนี้กลับไปเขาอยากแวะร้านหนังสือ เสียหน่อย และหาคำสาปสายน้ำเข้าสมองสักบทสองบท
วันแรกของการใช้เวทสนับสนุนการทำความสะอาดนั้นทำให้เขารับรู้ว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด การใช้สมาธิพร้อมกับกำลังกายย่อมทำให้รวนได้ง่าย ๆ ในช่วงแรกเขาก็รู้สึกสนุกอยู่หรอก ที่สามารถทำความสะอาดได้โดยไม่ต้องวิ่งวนไปวนมาเพื่อตักน้ำใช้ในการปัดกวาดเช็ดถู แต่พอพ้นครึ่งชั่วโมงแรกร่างกายก็เริ่มอ่อนล้า สายน้ำที่ควรจะควบคุมได้ก็เกือบเรียกออกมาไม่ไหว ทุกอย่างหน่วงไปหมดจนต้องดอดออกมาหยุดพักชมวิวภายนอกก่อนจะเข้าไปฝึกต่อ ไม่นานนักก็ต้องพักอีกแล้ว...
ตกเย็นบรันฟอร์ดก็กลับมา เมื่อเห็นพื้นที่เลอะเทอะหนักข้อเพราะน้ำผสมฝุนจนเกือบเป็นโคลนตามที่คาดก็หัวเราะลั่นไม่เกรงใจฟ้าดิน เยาะเย้ยถากถางเขาอีกคำรบใหญ่ จนเขาชักสงสัยแล้วว่า ธาตุอื่นที่เข้าโรงเรียนมาได้ต้องเจออะไรบ้าง ครูฝึกนิสัยเยี่ยงนี้น่ะหรือ... เฮงซวยไปไหม แลดูไม่คุ้มเท่าไรเลย พยายามแทบตายเพื่อให้คนแถวนี้เหยียบหัว
ระหว่างทางกลับบ้านลาสก็นึกทบทวนสิ่งที่ทำไปเรื่อย และได้สำนึกว่า สติ สมาธิ เมื่อหมดไปแล้วการจะดึงกลับมานั้นยากยิ่งกว่า เขาเพิ่งเข้าใจถึงวิธีฝึกของพ่อก็คราวนี้ และมันยิ่งรู้สึกผิดขึ้นไปอีกเมื่อนึกถึงภาพตอนตนเองก่อกวนพ่อไม่เว้นวัน
แต่ในความเลวร้ายอย่างน้อยก็พอมีโชคอยู่บ้าง เมื่อกลับถึงบ้านพบว่าท่านย่ากับท่านพ่อพยายามค้นคว้ากันสุดฤทธิ์ในที่สุดก็ตามค้นหาวิธีใช้เจ้ายาธาตุไฟนั่นได้แล้ว แม้มีเงื่อนไขเล็ก ๆ เช่นการจะใช้ได้อย่างน้อยต้องมีพลังขั้นสามัญระดับห้าก่อน และโชคดียิ่งกว่าก็คือธาตุน้ำนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญของยาทุกชนิด ดังนั้นวิธี ดูดซับพลังจึงเป็นเรื่องไม่ยากเกินไป เพียงแค่ผสมยากับน้ำให้เจือจางลง และให้ผู้ใช้สายน้ำซึมซับพลังที่เอ่อท้นเข้าสู่ร่างกายโดยอ้อม
จริงอยู่ที่อาจทำให้พลังที่เก็บกักในเม็ดยาสูญหายไปกับกระบวนการ แต่ก็นับว่าคุ้มค่ากว่าเอาไปขายต่อ เขาเองก็ไม่รู้ หรอกว่าเจ้ายาบ้านั่นราคาเท่าไรแน่ เนื่องจากโดนกีดกันออกจากเรื่องยุ่งยากด้วยเหตุผลว่ายังเป็นเด็ก แต่ดูจากสีหน้าของคนอื่นเขาก็พอเข้าใจคุณค่าของมันอยู่
หลังจากนั้นมาบรันฟอร์ดก็ให้เขาทำแต่ความสะอาดที่ต่าง ๆ อ้างว่าในแต่ละที่ก็มีความแตกต่าง เขาต้องรู้จักประยุกต์และควบคุมความสามารถของตนเองให้ดี หลังจากพยายามอยู่หลายครั้ง หลายคราเขาก็เริ่มควบคุมพลังของตนเองได้ดีขึ้นจริง จากที่เคยรวมสมาธิได้เพียงไม่กี่นาทีก็เริ่มเป็นชั่วโมง
เมื่อเวลาผ่านไปเกือบอาทิตย์ ตอนนี้เขาสามารถควบคุมพลังธาตุน้ำของตนเองได้ต่อเนื่องถึงสองสามชั่วโมงโดยไม่ต้องพัก แต่นั่นก็แง่ของการควบคุมเพราะหากดูที่ระดับพลังลาสก็ไม่สัมผัสถึง ความต่างจากเดิมแม้แต่น้อย พัฒนาการมันอืดอาดจนเขากะจะถามบรันฟอร์ดให้รู้เรื่องให้จงได้ แต่สิ่งพิเศษสำหรับลาสในวันนี้ยังมีอีกอย่างจนแทบลืมเรื่องอื่นทั้งหมด เพราะวันนี้เป็นครั้งแรกที่ บรันฟอร์ดให้โอกาสลาสได้เข้าสู่ตัวอาคารหลักของสถานที่ชื่อว่า อาเธอร์เรีย... แต่ไม่ใช่ในฐานะนักเรียน หากเป็นฐานะของคนทำความสะอาด ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่าควรภูมิใจดีหรือไม่
ระหว่างที่รอบรันฟอร์ดอยู่ที่มุมห้อง ลาสถือโอกาสฝึกสมาธิของตนไปด้วยเพื่อไม่ให้เสียเวลา พลันเสียงโหวกเหวกก็ดังมาจากทางเดินซึ่งซ่อนอยู่ใต้บันไดโถง สิ่งที่นำมาก่อนร่างท้วมคือประโยคเด็ด
“ข้าไม่มีอะไรจะพูดกับพวกมือใหม่กระจอก ๆ อย่างพวกเจ้า ไปหาคำปรึกษาจากที่อื่นไป”
มันเป็นเสียงที่คุ้นเคยจนรับรู้ได้ทันทีว่าไอ้บ้านั่นคือใคร... เจ้าอ้วนเบลซ์ เมื่อมันเห็นหน้าลาสก็กะพริบตาปริบ ๆ เช่นเดียวกัน
“ทำไมเกษตรกรอย่างเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้”
แม้จะอยู่ตัวคนเดียวไม่มีคนคบเพราะปากเสีย ๆ เบลซ์มันก็ยังอุตริกวนประสาทได้อีก เขาไม่คิดว่านิสัยยกตนข่มท่านจะสามารถรักษาหายได้โดยง่าย ยิ่งได้ธาตุไฟมาถือครองยิ่งน่าจะเหิมเกริมไป กันใหญ่
“อ้อ สงสัยเจ้าเซรันสินะ ทำอะไรไม่เข้าท่าอีกแล้ว”
ต่อให้ลาสเงียบเจ้าอ้วนก็ยังแขวะได้อยู่ดี นี่น่าจะเป็น ความพิเศษของมันที่ไล่เพื่อนทุกคนในรัศมีให้สูญหาย พลังทำลายช่างรุนแรงนัก.. แต่เขาไม่กลัวเพราะกำลังเบื่ออยู่พอดี เรื่องอะไรเขาต้องยอมอ่อนข้อให้เจ้าพ่อค้าด้วยเล่า
“หึเจ้าพ่อค้า ว่าแต่ข้า แล้วคนอย่างเจ้าริอ่านยกตัวเสมอเซรันได้ไงถึงพูดเช่นนี้ลับหลังได้”
ลาสจงใจแดกดันใส่ แต่ผิดคาดเมื่ออีกฝ่ายกลับหัวเราะร่า
“ไม่ต้องลับหลังข้าก็พูดอย่างนี้อยู่แล้ว ข้าธาตุไฟ พลังเป็นรองมันนิดเดียว และแค่ธาตุแสงกระจอกนั่นมีหรือไม่ก็ไม่แตกต่าง อยู่แล้ว”
ลาสทึ่ง นึกไม่ถึงว่าเจ้าพ่อค้าจะมีตรรกะวิบัติและทักษะ หลงตัวเองสูงเพียงนี้ แสงไม่ใช่แค่แล้ว หนึ่งในสองธาตุหายากชัด ๆ และพลังขั้นสูงมันก็สูงสมชื่อ
การจะพัฒนาตนจาก 3 ไป 7 นั้น ต่อให้เซรันต่อให้อยู่เฉย ๆ สักสองสามเดือน หรืออาจจะเป็นปี ดีไม่ดีจะตามไม่ทันด้วยซ้ำแล้วอะไรทำให้มันมันมั่นใจได้ขนาดนั้น เพียงคิดเขาก็หลุดหัวเราะขึ้นจนเจ้าเบลซ์เขม่นจ้องตาเขียวปั้ด
“ก็สมเป็นเจ้าดี นั่นนับเป็นส่วนดีของเจ้าเลย ข้าขอใช้เจ้าเป็นแบบอย่างหน่อยก็แล้วกัน” ลาสว่าพลางหัวเราะ
“โฮ่ ในที่สุดก็ยอมเป็นลิ่วล้อข้ารึเกษตรกร ดีดี” เบลซ์ยิ้มร่า
“บ้านเจ้า! ฟังอย่างไรถึงตีความได้อย่างนั้น!” ลาสรู้สึกเหมือนโดนกวนบาทาอีกรอบ หน้ายุ่งฉับพลัน เสียงเปิดประตูดังขึ้นจากทางชั้นสอง ทั้งคู่เงยมองไล่ตามพรมแดงไปและพบ... คนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สองในนั้นคือคนที่เขารู้จัก
เพียงแค่เห็นเซรันถูกรุมล้อมด้วยกลุ่มอาจารย์แต่ละภาคธาตุ เจ้าอ้วนฉุนกึกแอบสบถไม่ให้ใครรู้เห็นแต่ลาสได้ยิน เมื่อเซรันเห็นพวกเขาก็เบิกรอยยิ้มจางให้ สีหน้ายังดูขึงขังเช่นเดิม หมอนั่นหันไปทางบรันฟอร์ด แม้ไม่ต้องได้ยินก็รู้ว่ากำลังฝากฝังให้ช่วยดูแลเขาอย่างจริงจัง
บรันฟอร์ดกวักมือเรียกลาสทันทีที่เดินตามพรมแดงลงมาจนถึงชั้นล่าง สีหน้าเหยเกเหมือนไม่ค่อยพอใจนัก ความจริงตานี่ก็ ไม่เคยพอใจอะไรอยู่แล้วตั้งแต่รู้จักกันมา
“ข้าไปก่อน อย่ามัวแต่มองเซรัน สักวันข้าจะอาจเอามีดสั้นสายน้ำแทงหลังเจ้าเข้าก็ได้” ลาสถือไม้ถูพื้นขึ้นพาดบ่าแล้ววิ่งตาม บรันฟอร์ดไปอย่างรวดเร็ว ไม่ปล่อยให้เจ้าอ้วนได้เปิดปากพูดอะไรอีก
“อะไรกัน สุดท้ายมันกลายมาเป็นคนทำความสะอาดวังตามคำทำนายของข้าจริงหรือนี่” เบลซ์มองตามบ่นกับตัวเองงง ๆ
“เจ้าคุยอะไรกับลาส” เซรันเห็นลาสไปแล้วก็เดินลงมาขวางเบลซ์ไว้ไม่ให้ปลีกตัวไปโดยง่าย
“ทำไมข้าต้องบอกเรื่องพรรค์นั้นกับเจ้า และถ้าข้าจะไล่ให้มันไสหัวไปจากที่นี่แล้วยังไง” เจ้าอ้วนตอบไม่ยี่หระ เซรันกระชากคอเสื้อเบลซ์
“หากยังไม่เลิกดูถูกลาสอีกข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่”
“โอ๊ะ ๆ น่ากลัวจัง ข้ากลัวแล้วคุณพี่ที่แสนดี”
เห็นได้ชัดว่าคำพูดกับการกระทำมันขัดกันโดยสิ้นเชิง เซรันมือสั่นระริกแต่จะทำอะไรมากก็ไม่ได้เพราะอยู่ในโถงใหญ่ของโรงเรียนซึ่งมีกฎห้ามต่อสู้กันโดยเด็ดขาด เบลซ์รู้ถึงข้อนี้ดีถึงกล้า ยียวนกวนโทโสกันได้เพียงนี้
“ข้าเกลียดการแบ่งชนชั้นเช่นที่เจ้าทำมากที่สุด” เซรันปล่อยมือจากคอเสื้อเบลซ์ สายตาดุดันยังคงจ้องเขม่นเจ้าอ้วนตรงหน้า
“คนเก่งก็ต้องได้รับอะไรพิเศษตอบแทนเป็นธรรมดาน่า” เบลซ์ว่าพลางยักไหล่
“หมายความว่าเจ้าไม่เห็นใจคนที่ด้อยกว่าหรือ”
เซรันไม่ยอมแพ้โต้วาทีกลับ แต่เจ้าอ้วนกลับหัวเราะในลำคอ สายตาสุกสกาวของหมอนั่นจ้องตอบเซรันตรง ๆ
“ในที่สุดเจ้าก็ยอมรับว่ามองคนอื่นด้อยกว่า” คำพูดนี้ทำให้เซรันสะอึก บทจะกลืนคำพูดตนเองก็ทำไม่ได้แล้ว...เมื่อเห็นเบลซ์ ยิ่งได้ทีพูดต่อไป “แทงใจหรือไง ช่วยไม่ได้ข้าก็แค่คนที่เติบโตมากับคำว่าผลประโยชน์ ไม่ใช่คนที่โตมากับความสะดวกสบายในวังจนกลายเป็นพวกอุดมคตินิยมแบบเจ้าหรอก พี่ชาย”
พอว่าจบแล้วอีกฝ่ายได้แต่ยืนตัวสั่นด้วยความโกรธแต่ทำอะไรไม่ได้ สาแก่ใจพอ เบลซ์เดินเบียดกระทบไหล่ไม่ใส่ใจตำแหน่งของบุคคลผู้อยู่เหนือกว่า แล้วจากไปโดยง่ายทิ้งให้เซรันยืนอยู่เพียงลำพังในโถงกว้าง...