ศาสตร์ลับหลอมวิญญาณ นิยายโดย tongfar
ตัวอย่างอ่านฟรี 11 ตอนแรกจากเล่ม 1
แม้ความเจ็บปวดที่ร่างแทบไม่บรรเทาลง... เป็นความเจ็บปวดที่เด็กในวัยเดียวกันคงร้องงอแงไปแล้ว แต่ลาสยังคงฝืนตัวเองพาร่างเล็กเดินเซออกจากห้อง ตรงไปหยุดอยู่ที่ประตูไม้ที่ เปิดอ้าไว้ ณ ที่แห่งนั้นมีไออุ่นโชยออกมาโดยรอบจนสัมผัสได้ชัดเจน บ่งบอกว่าหญิงชรายังคงนั่งอยู่ที่เดิม เปิดม่านปล่อยแดดอ่อน ฉายแสงลงสู่หนังสือเล่มหนาที่มือคู่นั้นประคองอยู่ นั่นเป็นภาพที่เขาเห็นทุกวันจนชาชิน นั่งท้ายเตียงฟังเรื่องเล่าจนเผลอหลับอยู่เรื่อย
แต่นั่นไม่ใช่วันนี้ที่มีผีอำให้เข้าไปด้วยจุดประสงค์อื่น... ขอวัตถุดิบการทำยาที่ตั้งเรียงรายอยู่ข้างชั้นหนังสือ ของเหล่านั้นถือเป็นสมบัติที่ท่านย่ากาเทียเก็บสะสมมานานจนยากจะเอ่ยคำขอได้ง่ายปากนัก
“เจ้าค่อยยังชั่วแล้วหรือหลานย่า” เพียงแค่เสียงฝีเท้าเหยียบไม้ลั่นอาดเดียวหญิงชราก็สามารถเดาได้แล้ว ว่าคนที่อยู่หน้าห้องคือใครโดยไม่ต้องมองด้วยซ้ำ
“ข้าไม่เป็นไร แต่ข้ามีเรื่องขอร้องท่าน” ลาสเผยตัวด้วยสีหน้าไม่สบายนัก ไม่วายดรากูนบินพรวดผ่านศีรษะเขาไป ซ้ำบินวนดูของที่อยู่ในห้องราวกับกำลังจะจ่ายตลาด เห็นแล้วรู้สึกหงุดหงิดแปลก ๆ อยากโวยวายแต่ก็ไม่สามารถทำได้ คนอื่นจะหาว่าเขาบ้าเสียมากกว่า
“นี่ล่ะ นี่ นี่ นี่ ด้วยลาส!”
เยี่ยม ๆ มีชีวิตชีวาดี ทำไมดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนยิ่งกว่าเด็กอย่างเขาเสียอีก ลาสเหลือบมองลอบว่าในใจ
“เจ้าอยากให้ย่าช่วยอะไร บอกมาเถอะ” หญิงชราพูดยิ้ม ๆ ปิดหนังสือแล้ววางลงบนโต๊ะ ลาสทำหน้าปั้นยาก ยังลังเลอยู่ไม่น้อยก่อนจะหันไปทางตู้ยา
“คือ...วันนี้อาจารย์ข้าเขาให้นำวัตถุดิบบางอย่างไปด้วยน่ะ” ลาสพูดเสียงอ่อย คราวนี้หญิงชราแสดงสีหน้าแปลกใจแวบหนึ่ง
“ท่านบรันฟอร์ดที่เจ้าพูดถึงน่ะรึ” กาเทียถาม
“ใช่แล้ว...”
ลาสพยักหน้า รู้สึกผิดเพราะโกหกไปเสียแล้ว...
กาเทียหลับตาลงก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วลูบศีรษะของลาส เบา ๆ เดินตรงไปทางที่ดรากูนยืนอยู่แล้วผ่านร่างใหญ่นั้นไปราวกับไม่มีตัวตน หยิบขวดเล็กแก้วเล็กขวดหนึ่งบรรจุผงสีม่วงอ่อน อีกขวดใส่รากไม้อ่อนทรงกลมสีขาวซีด และสุดท้ายเป็นใบไม้สามเหลี่ยมเล็กสีแดงเพลิง
“ถ้าหากเป็นยาที่ใช้บรรเทาอาการของเจ้า ย่าก็เตรียมไว้พอดี ผงมนตราสกัดจากเปลือกไม้การ์ รากไม้น้ำ ใบทาริส” กาเทียว่าพลางยื่นขวดเหล่านั้นให้ลาสง่าย ๆ ลาสนึกไม่ถึงว่าจะถูกย่าของตนอ่านออกได้ถึงเพียงนี้ จึงชำเลืองมองดรากูนนิดหนึ่ง หมอนั่นเองก็แปลกใจเหมือนกัน ขยิบตายิ้มแฉ่งดูเหมือนไม่ผิดเพี้ยนแล้ว ลาสจึงรับไว้แล้วเก็บเข้ากระเป๋าสะพายที่เอวอย่างระมัดระวัง
“แต่ย่าไม่มีชิ้นส่วนสุดท้ายของยานี้...หญ้าเรม เอาเป็นว่าย่าจะให้เงินไปร้านลุงจอร์จก็แล้วกัน”
ลาสได้ยินแล้วเสียววาบไปถึงตาตุ่ม เพราะหญ้าแห่งจิตเรม นั้นเขารู้จัก มันคือหญ้าที่ขึ้นตามหุบเหวลึกมีพลังชีวิตที่แข็งแกร่ง เป็นอาหารของสัตว์อสูรระดับสูงบางชนิดเฉกเช่นกริฟฟิน จึงขึ้นชื่อเป็นหญ้าหายากชนิดหนึ่งที่มีราคาพอสมควร ถึงอย่างนั้นย่ากาเทีย ก็ไม่ใส่ใจนักเดินกลับไปที่ลิ้นชักโต๊ะเพื่อหยิบเงิน ระหว่างนั้นเอง ดรากูนยังคงหรี่ตาเพ่งวัตถุดิบแถวนั้นอยู่ก่อนจะดีดนิ้วเปาะ
“ไม่ขาดหรอก ยาข้าไม่จำเป็นต้องใช้ของพรรค์นั้น”
“เอ๋ ?”
ลาสเผลออุทานเมื่อได้ยินอย่างนั้น กาเทียแปลกใจหันกลับมามองอย่างจ้องจับผิดจนลาสสะดุ้งโหยง... ความรู้สึกท่านย่าไวเช่นเคย
“ไม่คือ ข้าแปลกใจ... ที่ท่านย่าก็มีวัตถุดิบสุดท้ายที่อาจารย์ข้าบอกไว้แล้ว” ลาสพูดจาวกวนถ่วงเวลา ดรากูนรู้กันชี้ไปทางโหลแก้วดาด ๆ บนชั้นลาสรีบชี้ตามทันที
“ใบชางั้นรึ ?” กาเทียดูแปลกใจไม่น้อยเช่นเดียวกับลาส เขาชี้ตามไม่มองรู้สึกตัวอีกที ทางที่ตนเองชี้ไปเขารู้จักแน่ มันคือใบชาที่ย่าชงดื่มทุกวันเพื่อสุขภาพ หญ้าเรมแทนที่ด้วยใบชาแห้ง!?
“ลาสเจ้าแน่ใจหรือว่าจำไม่ผิดน่ะ” กาเทียถาม ลาสอยากตอบจริง ๆ ว่าไม่รู้เหมือนกันแต่เห็นดรากูนยืนยันหนักแน่นก็ต้องเชื่อแล้ว
“ใช่ครับ ไม่ผิดแน่”
เมื่อลาสยืนยันหนักแน่นกาเทียก็วางใจ ความจริงน่าจะเป็นความเชื่อใจที่มีให้กับชื่อบรันฟอร์ดครูฝึกของอาเธอร์เรียมากกว่า... ลาสไม่ชอบขี้หน้าหมอนั่นจนถึงขั้นเกลียด และยิ่งรู้ว่าจำเป็นต้องใช้ชื่อของคนคนนั้นมาสร้างความเชื่อใจก็ยิ่งไม่สบอารมณ์มากขึ้นเท่านั้น
“เดี๋ยวนี้วิชาการหลอมพัฒนาขึ้นจนข้าตามไม่ทันแล้วรึ” กาเทียเปรยปนบ่นกับตนเอง ลาสได้ยินแล้วได้แต่ยิ้มแห้ง ไม่อยากบอกว่าไม่ใช่วิชาใหม่อะไรหรอก หากแต่เป็นตำราเก่าขนาดหนังสือในยุคนั้นคงผุกร่อนไปจนไม่สามารถอ่านได้แล้วมากกว่า
พอได้ของที่ต้องการครบแล้วลาสกล่าวลาคนอื่นตามปกติ จากนั้นหนึ่งคนหนึ่งผีรีบเดินหนีไปด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่สังขาร จะอำนวย ลาสเดินไม่ตรงทางแล้วเมื่อเห็นห่างจากบ้านตัวเองค่อนข้างมาก และไม่มีใครรู้จักตนก็เดินเฉออกข้างทางไม่เข้าไปในเมือง เป้าหมายของเขาคือที่ซ่อนลับซึ่งใช้เล่นซ่อนแอบอยู่บ่อย ๆ
ณ ชายป่านั้น ลาสเหลียวซ้ายแลขวาหน่อยก่อนจะผลุบเข้าไปในพุ่มไม้ เดินลัดเลาะเพียงนิดเดียวก็เข้าเขตป่าละเมาะที่โล่งกว่าด้านนอกอยู่มาก
“แถวนี้คงไม่มีคนแล้วมั้ง” ลาสโพล่งออกมาพร้อมชำเลืองมองไปที่กลางวงไม้ล้อม สายลมพัดใบไม้ไหวเสียดสีกันดังซ่าอย่างกับเสียงคลื่น
ที่กึ่งกลางมีแผ่นหินใหญ่ทรงเกือบกลมเกือบคล้ายกะทะ แสงยามสายส่องผ่านใบไม้ที่บิดไปมาด้านบน ทำให้เห็นเหมือนเงากำลังเต้นรำ
เห็นเพียงแค่นั้น ร่างเล็กอิดโรยก็ทิ้งตัวนอนแผ่บนหินก้อนนั้นทันที พ่นเสียงหายใจหอบฟังประหนึ่งเสียงคำรามบ่งบอกว่าเหนื่อยจริงและเหนื่อยมาก ไม่รวมความเจ็บจากร่างกรอบ เหงื่อทะลักอย่างกับเขื่อนแตกจนต้องยกแขนปาดหน้าแล้วปาดหน้าอีก ก่อนจะนึกถึงอะไรบางอย่างออกลุกพรวดขึ้นตาตื่น
“เดี๋ยว ข้าลืมเตาหลอมของท่าน!” ลาสเพิ่งนึกถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดได้ ดรากูนเหมือนเพิ่งนึกได้มองกลับหน้านิ่งแล้วตบมือเปาะ
“นั่นสินะ นั่นสินะ” ว่าแล้วก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ลาส อยากจะบ้าเมื่อนึกถึงความลำบากที่หอบสังขารเดินออกมาจากบ้านถึงนี่ ถ้าต้องกลับไปอีกงานนี้คงตายกันไปข้าง ระหว่างที่เขากุมขมับก็เห็นชายในชุดคลุมสีเทาดูไม่ยี่หระเลยสักนิดและกำลังเขียนอะไรบางอย่างอยู่ที่พื้น... มันคือวงเวท...
วงเวทนั้นมีวงกลมหลักหนึ่งวง และมีวงรอบนอกอีกสามวงที่เล็กกว่าราวกับเป็นดาวดวงเล็กสามดวงวนวนอยู่รอบดาวดวงใหญ่ ดรากูนไล่ใส่รายละเอียดในวงแต่ละวง ก่อนจะเริ่มลงอักขระภาษาประหลาดที่เขาไม่เข้าใจ ดรากูนผิวปากไปดึงเอาใบไม้มาสุมกันไว้ ตรงกลาง แถมยังหากิ่งไม้มาวางไว้ด้วยเหมือนกำลังจะก่อไฟ... ทั้งที่ไม่มีหม้อหลอม ?
“ทำอะไรน่ะ...?” ลาสอดถามไม่ได้ อีกฝ่ายหันมายิ้มให้พลางกำมือเรียวที่โผล่พ้นชุดคลุมยาว พริบตานั้นทั้งใบไม้ทั้งกิ่งไม้ที่สุมอยู่ก็แห้งจนกรอบ
“วงเวทยาฟื้นพลังกาย แถมเสริมวงเวทไฟน่ะ ไม่ได้หลอมยามาตั้งนานอยากรำลึกถึงอดีตสักนิด”
ไม่ว่าเปล่าผีหนุ่มดีดนิ้วอีกเปาะ เจ้าวงเวทก็เรืองแสงขึ้นฉับพลัน ลาสไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน... เรื่องที่ชาวบ้านเขาทำกันอย่างยากลำบากหมอนี่เล่นทำไปผิวปากไปเสียอย่างนั้น
“แล้วท่านจะจุดไฟได้อย่างไรกัน หรือว่าท่านมีไฟเป็นธาตุรอง” ลาสถามด้วยความสงสัย ดรากูนหันมาทางลาสอีกครั้งชูหนึ่งนิ้วชี้ขึ้นตรงหน้า
“ข้าธาตุเดียวกันกับเจ้า และข้าเคยบอกไปแล้วว่าเวทมนตร์คือศาสตร์แห่งความรู้...” พูดจบก็มีวงน้ำทรงกลมปรากฏขึ้นเหนือนิ้วชี้นั้น
“อ๊ะ” ลาสมองตามเห็นว่าดรากูนจงใจใช้พลังให้เขาดู ฝานก้อนน้ำนั้นจนเป็นแผ่นบางดุจกระจกแล้วใช้รวมแสงอาทิตย์อยู่ที่ จุดเดียวกัน ลาสสัมผัสได้ว่าอากาศเวลานั้นแห้งผิดปกติและคงไม่พ้นพลังของชายหนุ่มตรงหน้าแน่ ๆ ที่ควบคุมไอน้ำโดยรอบเพื่อให้สามารถจุดไฟได้ง่ายขึ้น
เพียงแค่ไม่นานเปลวไฟก็ลุกโชนกลางวงเวทที่ส่องสว่างเสริมส่งกันไป
“เอาละ ส่งวัตถุดิบออกมาสิ” ดรากูนสั่ง ลาสรีบทำตามแต่โดยดีแม้จะยังไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรกันแน่... แต่ลาสสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจของความรู้และประสบการณ์ ที่เหนือชั้นกว่าใคร ทั้งมวลที่เคยได้ประสบพบเจอ...หรือได้ยินมาก่อนในชีวิต
ชายหนุ่มตวัดข้อมือเบา ๆ จุกฝาขวดก็ดีดออก วัตถุดิบ เรียงตัวออกมาข้างนอกอย่างเป็นระเบียบ และหมุนวนเข้ารวมกันที่จุดศูนย์กลางระหว่างฝ่ามือทั้งสองบีบอัดจนก่อตัวกลายเป็นก้อนกลม
“นั่นมัน...!” ลาสเห็นว่าตอนนี้เจ้าก้อนกลมถูกหุ้มด้วยเยื่อน้ำบาง ๆ ที่ภายนอก ส่วนผสมข้างในนั้นก็ดูไม่อยู่ตัวมากนัก... มันกำลังเขยื้อนขยับเหมือนถูกบีบอัดและคนผสมไปพร้อมกัน
“ยาทุกชนิดมีน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญ จะสำเร็จหรือไม่นั้นนอกจากไฟแล้วน้ำก็ขาดไม่ได้ และการควบคุมองค์ประกอบภายในด้วยน้ำที่เหมาะสม ย่อมช่วยเสริมส่งให้คุณภาพยานั้นดีขึ้น อีกขั้น ข้าอยากขำที่ยุคนี้มีแต่ธาตุไฟที่เป็นนักปรุงยาได้ ในเมื่อแต่ละธาตุก็มีคุณสมบัติเด่นที่แตกต่างกัน”
ดรากูนกล่าวประชดแล้วฉีกยิ้มขึ้น ส่งเจ้าลูกบอลน้ำนั้นเข้าสู่กองไฟอย่างรวดเร็ว ภายในเปลวเพลิงโหม ลาสมองอย่างใจจดใจจ่อ
พริบตาหนึ่งเขาเห็นประกายแสงแวบขึ้นจากกึ่งกลางกองไฟดรากูนดึงเจ้ายานั้นออกมาทันที มันยังคงคุกรุ่นมีควันโชยแต่ผิวของยานั้นมันเลี่ยมราวกับไข่มุก
“เรียบร้อย” ชายหนุ่มว่าแล้วหัวเราะเหมือนกำลังเล่นสนุก พลางปล่อยเจ้ายาเม็ดหมุนวนรอบร่าง เพื่อทำให้เจ้ายานั่นหายร้อนอยู่ เวลาเดียวกันมือข้างที่ว่างก็สาดน้ำลบวงเวทและรดน้ำจนดับไฟอย่างรวดเร็ว “นี่เรียกว่าการหลอมน้ำ เทคนิคพิเศษของผู้ใช้ธาตุน้ำ” ดรากูนอธิบาย ลาสอุบยิ้มไว้ไม่อยู่แล้ว ร่างเล็กสั่นไหวด้วยความดีใจเมื่อความหวังที่เคยหายสาบสูญกลับมามีความเป็นไปได้อีกครั้ง
คนธาตุน้ำก็เป็นผู้ทำยาได้จริง ๆ
“ข้านึกว่า... การจะเป็นผู้ทำยานั้นต้องเป็นธาตุไฟมาตลอด” ลาสว่า
“และเจ้าก็เห็นแล้วว่ามันเป็นความเชื่อที่ผิด” ดรากูนว่าพลางส่งยาร้อนลงบนมือลาส มันร้อนจนเขาต้องโยนไปโยนมาให้หายร้อน ให้ดรากูนหัวเราะเยาะเล่น
“ข้าไม่เคยนึกเลยว่าธาตุน้ำสำคัญขนาดนี้ ข้าต้องหมั่นฝึกฝนแล้ว”
ลาสพูดไปหัวเราะไปอย่างมีความสุข แต่ดรากูนกลับเงียบไปยืนนิ่งปล่อยผมยาวสลวยลู่ลงกลางหลัง มองมาด้วยสายตาประหลาดจนลาสต้องใจเสียอีกจนได้
“ก็จริงอยู่ที่ธาตุน้ำนั้นสำคัญ แต่ฐานพลังเจ้ายังไม่เพียงพอแล้วจะเร่งฝึกธาตุน้ำทำไมกัน”
ดรากูนว่าพลางกอดอก มองด้วยสีหน้าสงสัย แต่การพูดอย่างนั้นเหมือนต่อยหน้ากันชัด ๆ
“อ้าวแล้วท่านจะให้ข้าฝึกอะไรมิทราบ” ลาสแย้ง
“เจ้าคิดว่าข้าคือ...?” ดรากูนถาม
“ผี” ลาสตอบกลับโดยอัตโนมัติ ถ้าไม่ใช่แล้วจะเป็นอะไรได้
“ใช่ แล้วทำไมข้าถึงต้องรอเจ้า” ดรากูนพยักหน้ารับพร้อมถามต่อ
“เพราะคนอื่นมองไม่เห็นท่าน” คราวนี้ลาสต้องคิดก่อนตอบแล้ว แต่เมื่อตอบไปอีกฝ่ายไม่ทำอะไรมาก เลิกกอดอกแล้วชี้นิ้วขึ้นฟ้า
“เอาละ แล้วทำไมเจ้าถึงเห็นข้าได้?”
ประหนึ่งเป็นคำถามสุดท้าย ลาสชะงักมองหน้าของชายหนุ่มแล้วกะพริบตาปริบ ๆ เมื่อเห็นเด็กชายตรงหน้าไม่ตอบดรากูนก็ ถอนหายใจยกมือขึ้นปิดหน้าเบา ๆ
“ลาสธาตุหลักของเจ้าคือธาตุวิญญาณ เช่นเดียวกับข้า”
ลาสชะงักงัน พยายามตีความสิ่งที่เพิ่งได้ยินจนหัวหมุน นั่งนิ่งไม่อาจขยับร่างกายได้ เหงื่อไหลชุ่มไปหมดจนรู้สึกเย็นเยียบเสียว สันหลัง... อะไรคือธาตุวิญญาณ
“ไหงทำหน้าเช่นนั้น” ดรากูนว่าพลางขยับเข้าใกล้... หยุดยืนอยู่ตรงหน้าจนลาสต้องเงยมอง
“ตกลงท่านเป็นใครกันแน่... ทำไมถึงได้ไปอยู่ในห้องเก็บของนั้นได้...”
ลาสถามจบก็กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“หึ” ดรากูนเบะปากดูไม่พอใจเท่าไรกับคำถาม... หรือไม่ก็สิ่งที่เขากำลังจะพูดหลังจากนี้ “หลังจากข้าตาย เจ้าโง่เรซานเอาหม้อของข้ามาดูต่างหน้าแล้วไม่ยอมดูแลรักษาให้ดี”
ลาสหน้าซีดแล้วเมื่อได้ยินชื่อที่ไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากของชายขี้เล่นตรงหน้า...
“เรซานที่ว่า...”
“ศิษย์ทรยศที่ว่าของข้าเอง”
ลาสถามไม่ทันจบก็โดนสวนกลับด้วยหมัดฮุคทีเดียวหยุด ขนลุกซู่ ไม่กล้าแม้แต่จะถามอะไรเพิ่มเติมอีกเพราะรู้สึกว่าเรื่องราวชักบานปลายใหญ่โตเกินกว่าที่หัวสมองของเด็กชายวัยสิบปีจะรับได้ และหวังเพียงอย่างเดียวว่า เรซาน นั้นไม่ใช่คนเดียวกับผู้ก่อตั้งประเทศนี้... เทพเจ้าแห่งโอสถเรซาน...