ศาสตร์ลับหลอมวิญญาณ นิยายโดย tongfar
ตัวอย่างอ่านฟรี 11 ตอนแรกจากเล่ม 1
เสียงพูดเหมือนบ่นกับตัวเองนั้นไม่เข้าหูสักนิด หรือบางทีอาจเป็นเพราะความคิดของเด็กชายไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว จึงไม่อาจเข้าใจสาระสำคัญของคำกัดฟันพูดของผีหนุ่ม
ลาสเหม่อได้แป๊บเดียวผีเจ้ากรรมนายเวรก็หันขวับมา สีหน้ารับรู้ได้ว่าหัวเสีย นิ้วเรียวยื่นชี้ออกจากชายเสื้อคลุมสีเทาหยุดอยู่ตรงหน้าผากจนเขาต้องเอนตัวหลบ อารามความเจ็บปวดทั้งหลายที่บรรเทาลงก็กลับมาทั้งหมด ร่างเล็กนอนแผ่หลาลงกับพื้นหินทันทีปล่อยยาเม็ดกลมหลุดมือ กลิ้งหลุน ๆ หล่นปุลงพื้นหญ้า
“มัวทำอะไรของเจ้าน่ะ ข้าให้ยาไปไม่ยอมกิน” ดรากูนไม่ว่าเปล่าดีดนิ้วโยนยาเข้าปากที่อ้ากว้างขณะหอบ เด็กชายตาเหลือกนึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเล่นแบบนี้
“แค่ก...! ตะ ตะติดคอ!”
ลาสลุกพรวดขึ้นนั่งตบคอตัวเองหมายจะให้เจ้านั่นรีบหลุดลงไป ไม่ก็คายออกมาก่อนจะหายใจไม่ออกตายเสียก่อนได้รับการรักษา และไม่นานนักเจ้ายาก็เริ่มออกฤทธิ์ คอร้อนไปหมดเหมือนโดนน้ำร้อนลวก
“อะ อั่ก ท่านเอาอะไรให้ข้ากิน!”
ลาสเริ่มดิ้นทุรนทุรายด้วยความทรมาน พลันคิดขึ้นได้ว่ายานี้ไม่ใช่สูตรปกติดังนั้นมีความเป็นไปได้ว่า...จะล้มเหลว แต่เมื่อเงยหน้าซีดมองดรากูน หมอนั่นกลับยืนกอดอกหัวเราะร่วนสีหน้าเรียบราวกับไม่ใช่เรื่อง
“จะว่าไป ข้าก็ตายเพราะยาตัวเองเหมือนกันนะ” ว่าแล้วก็หัวเราะต่อ
“ดรากูน ท่าน...!”
ลาสตวาดลั่นไม่ตลกด้วย ก่อนจะไอค่อกไอแค่กเป็นการใหญ่
ขณะที่คิดว่าอาจตายจริง ๆ พลันผิวหนังสัมผัสถึงสายลมอ่อน ภายในร่างที่ร้อนระอุค่อย ๆ ผ่อนคลายจนรู้สึกเย็นสดชื่นไปทั่วร่างราวกับมีน้ำเย็นไหลผ่าน ความเจ็บปวดไม่เพียงแค่บรรเทาหากแต่หายไปจนสิ้นพร้อมความเมื่อยล้า
ลาสชูมือขึ้นพบว่ารอบกายของเขามีละอองสีเขียวกระจายออกมา... เมื่อสำรวจดูให้ดีไม่ใช่แค่มือ แต่เป็นทั่วร่าง...
เขาเคยได้ยินมาว่ายาจำนวนหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญจะมีคุณสมบัติพิเศษแฝงนอกเหนือจากคุณสมบัติหลัก แต่ก็ไม่เคยพบเห็นด้วยตาตนเองสักครา เรื่องได้ลองกินยิ่งไม่มีทาง ในเมื่อของพวกนั้นมักมีราคาแพงอักโข
“นี่มัน...” ลาสยังอดทึ่งไม่ได้ลุกขึ้นยืนแล้วหันขวับกลับไป ทางดรากูน... หมอนั่นยืนฉีกยิ้มมองลงมาด้วยความมั่นใจเฉกเช่นปกติ
“เป็นไง ยาสูตรปรับสมดุลร่างกายของข้า” ผีหนุ่มในชุดคลุมถาม
“ท่านทำยามีคุณสมบัติพิเศษได้ง่ายดายเพียงนี้เลยรึ!”
ลาสอดซักไม่ได้ เมื่อคิดถึงท่าทีของดรากูนก่อนหน้า เขา ไม่เห็นร่องรอยของความจริงจังบนใบหน้าของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย... ทำไปผิวปากไปด้วยซ้ำ ฝ่ายผีย่นคิ้วใช้นิ้วคลึงขมับนิดหน่อย
“ไม่นะ” ดรากูนปฏิเสธ
“อ้าว...”
เด็กชายถึงกับอึ้ง อย่าบอกนะว่า... ฟลุค!
“หญ้าเรมเป็นหญ้าที่มีคุณสมบัติเป็นกลาง เมื่อเอามาใช้กับส่วนผสมนี้จะช่วยกดคุณสมบัติอื่นให้เข้ากัน แต่ไม่สำแดงคุณสมบัติหลักของมัน ใช้ไปก็เสียของ ดังนั้นข้าเลยใช้ใบชาที่มีคุณสมบัติเย็นเข้าดับความร้อนช่วยเสริมให้ เพราะเจ้าเป็นธาตุน้ำซึ่งเข้ากับคุณสมบัติเย็นมากกว่าเท่านั้นเอง เมื่อวัตถุดิบก็แค่ของธรรมดาจะให้สร้างของพิเศษย่อมเป็นไปไม่ได้”
คำอธิบายนั้นทำให้ลาสชะงัก นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะคำนวณแล้วอย่างถี่ถ้วนดีแล้ว พลันคำถามใหม่จึงแล่นเข้าหัวทันที
“ที่ท่านว่าตายเพราะยาตัวเองน่ะจริงเหรอ...?”
คำถามนี้ทำผีหนุ่มตีหน้าหมองก่อนจะเบะปากไม่พอใจ
“จริง” ดรากูนว่าก่อนจะเบือนหน้าหลบ “เมื่อถูกหมายชีวิตทั้งยังตาบอด ข้าไม่มีทางเลือกต้องกินยาแรงนั้นสู้จนตัวตาย และคงไม่ต้องบอกว่าข้าตาย”
ลาสพยักหน้ารับ
แหงล่ะ ก็เป็นผีนี่นา...
“เรื่องนั้นข้าไม่อยากรื้อฟื้น ทั้งข้าทั้งพวกมันล้วนไม่มีชีวิตเหลือความแค้นย่อมหายไปตามกาลเวลา... ในทางกลับกันข้ายังดีกว่าพวกมันเมื่อยังมีตัวตน เพราะสามารถรักษาพลังวิญญาณไว้และหลับใหลอยู่ในเตาหลอม รอวันผู้มีธาตุวิญญาณมาพบ”
ดรากูนพูดพลางยกมือโปร่งสามารถมองทะลุได้ของตนขึ้นดู ก่อนจะเงยหน้ามองฟ้า
“ท่านหลับมาตลอด...?”
ลาสถามต่อ แต่ดรากูนส่ายหน้าปฏิเสธ
“ข้าจำเป็นต้องสงวนพลังเอาไว้ มีบางครั้งเจ้าพวกนั้นเอาสมบัติออกมาตั้งแสดงเพื่อรำลึกถึงเจ้างั่งเรซาน ข้าถือเป็นโอกาสหาผู้มีธาตุวิญญาณจึงตื่นมารับรู้เรื่องราวภายนอกบ้าง แต่ไม่ว่าเมื่อใด ข้าก็หาไม่พบจนนึกว่าสายเลือดนี้หายสาบสูญไปหมดเพราะการ กวาดล้างครั้งนั้น...”
เป็นครั้งแรกที่ลาสเห็นชายผู้เบือนหน้าหลบทั้งเอามือ ไพล่หลังเสียงอ่อนลง มีท่าทีเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด เรื่องครั้งอดีตคงรุนแรงไม่น้อย หากการรอคอยอย่างเปี่ยมความหวังนับหลายร้อยปีคงทรมานยิ่งกว่าหลายเท่า เพียงแค่คิดตามน้ำตาก็ซึมออกมาเองให้ ดรากูนสังเกตเห็น หมอนั่นตีหน้างงเหมือนแปลกใจ ก่อนจะยิ้มละไมให้
“อย่าได้คิดมาก เวลาที่ผ่านไปก็เหมือนฝันยาวหนึ่งตื่น ตอนนี้ข้ามีโอกาสได้พบเจ้าแล้วนี่”
คำพูดนั้นไม่ช่วยอะไรเลย น้ำตาที่แค่ซึมกลับไหลออกมาแล้วจนลาสต้องยกแขนขึ้นปาด
“แล้วสิ่งที่ดรากูนต้องการให้ข้าช่วยคืออะไรกันแน่”
ลาสถามทั้งเสียงยังสั่นไหว เมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจเขาเงยหน้าขึ้นมอง... ดรากูนกอดอกแสยะยิ้ม
“ข้าต้องการมีชีวิตอีกครั้ง ร่างวิญญาณมันไม่สะดวกนี่นา”
คำนั้นประหนึ่งค้อนทุบจนใบหน้าเล็กชาวาบ ศีรษะมึนงงอยู่ชั่วขณะ
“เป็นไปไม่ได้...”
ลาสเผลอหลุดปากออกไปเอง แต่ดรากูนกลับไม่ถือแล้วหัวเราะร่วนทั้งหน้านิ่งตามปกติ
“ข้ามีทฤษฎีของข้าอยู่ แต่พูดไปตอนนี้เจ้าก็ไม่เข้าใจเมื่อศาสตร์สายวิญญาณพื้นฐานเจ้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำ ขอให้รู้แค่ว่า ตัวข้าเป็นวิญญาณไม่มีกายหยาบ ดังนั้นพลังที่ใช้ไปไม่อาจฟื้นคืน ทำได้แค่สะสมละอองจากผู้มีธาตุวิญญาณเท่านั้น หรือไม่ก็ดูดซับจากสิ่งของที่มีพลังวิญญาณแฝง”
“ที่บอกว่าพึ่งพากันคือแบบนี้สินะ...” ลาสพยักหน้าเข้าใจก่อนจะกระโดดแผล็วขึ้นยืนบนแผ่นหินยิงฟันยิ้ม “เอาละ ข้าหายดีแล้ว ท่านคิดจะจับข้าฝึกอย่างไรล่ะดรากูน!?”
ลาสทำทีเป็นร่าเริงทิ้งเรื่องตึงเครียดไว้เบื้องหลัง เพราะสิ่งสำคัญในตอนนี้ อีกไม่ถึงเดือนเขาก็ต้องเข้ารับการทดสอบของ อาเธอร์เรียอีกครั้ง เวลากระชั้นนักจนเขาเริ่มร้อนใจ หากไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้ในระดับหนึ่งคงมิวายกลายเป็นตัวตลกซ้ำสอง ดรากูนเอานิ้วจิ้มคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตบมือเปาะ
“เจ้ารู้จักธาตุวิญญาณบ้างแล้วแค่ไหน”
เพียงคำถามแรกของดรากูนก็ทำให้ลาสต้องส่ายหน้าปฏิเสธแล้ว
“เจ้าเคยได้ยินเกี่ยวกับธาตุนี้มาก่อนหรือไม่ ?”
คำถามต่อมาก็ส่ายหน้าอีก ดรากูนพยักหน้าหงึก ๆ
“หากการกวาดล้างครานั้นทำเพื่อไม่ให้สายเลือดของ ‘วิญญาณ’ เหลือรอดจริง หมายความว่าเจ้าต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับให้ดีอย่าให้ใครได้รู้ว่าเจ้าถือครองธาตุนี้อยู่ มันจะเป็นอันตรายกับทั้งตัวเจ้าและครอบครัว”
ดรากูนยกมือขึ้นระดับสายตา ชี้นิ้วขึ้นฟ้าทั้งยังคงหน้านิ่ง ดวงตาคู่นั้นไม่ฉายแววสั่นคลอนแม้พูดเรื่องน่ากลัวเพียงนี้ ลาส พยักหน้ารับแต่โดยดี เขาเองก็คิดเช่นนั้น... และต่อให้เอาไปบอกใครว่าตนมองเห็นผีก็คงไม่มีใครเชื่อ ดีไม่ดีจะโดนตราหน้าว่าเป็นคนบ้าไปอีกกระทงหนึ่งอีก
“ว่าแต่ทำไมธาตุวิญญาณถึง... ต้องถูกกวาดล้างด้วยล่ะ ?” ลาสถามซื่อ ๆ ดรากูนคิ้วตกแล้วส่ายหน้า
“ความคิดของคนต้องการตั้งตนเป็นใหญ่ข้าไม่รู้ชัดหรอก แต่คงเป็นเพราะไม่ต้องการให้พลังที่ตนไม่เข้าใจเหลือรอดคอยขัดขวางแผนการ หรืออะไรทำนองนั้นล่ะมั้ง” ดรากูนยักไหล่ไม่สนใจเท่าไร อันว่าชีวิตผีหลายร้อยปีคงทำให้ลืมเลือนความรู้สึกเคียดแค้นไปแล้วจริง ๆ ลาสคิดตามก่อนจะยกมือถามอีกรอบ
“ท่านพูดเกี่ยวกับสายเลือดถึงสองครั้งสองครา หรือว่า... ธาตุวิญญาณนี้ถ่ายทอดทางสายเลือดเท่านั้น ?”
ดรากูนพยักหน้ารับ
“เท่าที่ข้ารู้เป็นแบบนั้น มันเป็นความสามารถแฝงที่ ไม่ปรากฏขึ้นบ่อยนัก เพราะส่วนใหญ่จะถูกธาตุอื่นกลบหมด น้อยนักที่จะมีธาตุวิญญาณเป็นหลักเช่นข้ากับเจ้า”
“นั่นหมายความว่า...ไม่ท่านพ่อหรือท่านแม่ของข้าอาจจะมีธาตุวิญญาณ... และตัวท่านอาจเป็นโคตรเหง้าบรรพบุรุษของข้า จริง ๆ”
คราวนี้ดรากูนหัวเราะลั่นไม่เกรงใจ
“ใช่ ไม่พ่อกับแม่ของเจ้าอาจมีสายเลือดแห่งธาตุวิญญาณอยู่ แต่ข้าคงเป็นบรรพบุรุษของเจ้าไม่ได้ในเมื่อข้าเป็นนักปรุงยาพเนจรไม่มีลูกเมีย”
ดรากูนหลับตาชี้นิ้ววน ๆ อยู่ตรงหน้าเหมือนพยายามจริงจังแต่ไม่เลย ไม่สักนิดจนลาสอดหัวเราะไม่ได้
“ลาสฟังให้ดี...” ดรากูนว่าแล้วเว้นช่วงนิดหนึ่ง “ผู้ที่เห็นในสิ่งที่ผู้อื่นไม่เห็น ได้ยินในสิ่งที่ผู้อื่นไม่ได้ยิน ได้กลิ่นที่ใครก็มิอาจรับรู้ และสามารถสัมผัสสิ่งที่ไม่มีตัวตนได้... นั่นล่ะคือผู้ใช้ธาตุวิญญาณ”
ลาสพยักหน้าหงึก ๆ
“เห็นผี ได้ยินเสียงผี ต่อยกับผีได้ และอาจได้กลิ่นอะไร สักอย่างจากผีสินะ” เขาว่าแล้วทำจมูกฟุดฟิดก่อนจะโดนมะเหงกใส่หัวหนึ่งโป๊ก เป็นหลักฐานว่าสามารถสัมผัสผีได้จริง ๆ แต่แบบนี้ขาดทุน!
“บ้านเจ้า! นี่ถ้าเป็นคำพูดของพวกธาตุอื่นข้าจะไม่โมโหเลยเชียว” ดรากูนโอดโอย
“ข้าแค่ล้อเล่นเองอ่ะ โอยเจ็บ มือผีหรือหินผา!” ลาสกุมหัวโวยวายบ่น
“ลาส นี่เจ้าไม่รู้สึกเอะใจในพลังของตนเองบ้างหรือ เจ้า ไม่เคยเห็นอะไรแปลก ๆ บ้างเหรอ” ดรากูนไม่ว่าเปล่าลอยจ้องหน้าเขาจนแทบชิดคาดคั้น ลาสอยากตอบไปจริง ๆ ว่าก็ผีตรงหน้ายัง ไม่แปลกพอหรือไง แต่ไม่ดีกว่าเขาควรเก็บสมองไว้คิดก่อนจะโดนวิญญาณเขกกะโหลกอีกรอบ
ลาสตีหน้ายุ่งเมื่อลองคิดทบทวนด้วยแล้ว... จะว่าไปก็มีอยู่อย่างหนึ่งที่เขาเพิ่งเห็น จะบอกว่าเกิดจากการเบิกพลังก็ไม่ใช่เพราะเห็นก่อน... ละอองแสงธาตุของคนจำนวนหนึ่งที่พลังสูงจริง ๆ
“หรือว่า...”
ลาสเพิ่งฉุกคิดได้ลองหลับตาลงแล้วเพ่งสมาธิไปที่ดวงตา ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง... มันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่หากลองมองดูดี ๆ มี
เขาเห็นละอองแสงเล็ก ๆ สีส้ม ไหลออกจากต้นไม้ใหญ่ที่อยู่เยื้องจากดรากูนไปด้านหลัง หมอนั่นมองตามแล้วแสยะยิ้ม
“นั่นคือพลังวิญญาณ” คำพูดของดรากูนทำให้เขารู้สึกขนลุกซู่ขึ้นฉับพลัน “ทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนมีวิญญาณ แต่มีไม่มากนักที่เปี่ยมล้นด้วยพลังอันเจิดจรัส”
ดรากูนพูดพลางลอยตรงไปหาเจ้าต้นไม้นั้น ก่อนจะยื่นมือตรงออกไปเพื่อสัมผัสกับละอองแสงสีส้มใจกลางต้น ลาสแอบเห็นดวงตาสีดำของดรากูนหรี่เล็กลง เพ่งมองจริงจังจนน่ากลัว
“หากเจ้าลองเพ่งสมาธิดูให้ดีจะพบว่าไอวิญญาณที่รั่วไหลนี้มีถิ่นกำเนิดจาก... เปลือกแผ่นนี้” ดรากูนชี้ ลาสพยามทำตามและก็เห็นจริง ๆ ก่อนที่นิ้วมือเรียวจะชี้ไล่ลงไปด้านล่าง... ไล่ตามเส้นด้ายบางเฉียบที่หากไม่สังเกตให้ดีคงไม่เห็นลงไปที่พื้นดิน
“ที่ใต้ดินนี้หากขุดดูจะพบแหล่งสารอาหารที่ทำให้เกิดเปลือกไม้ทามส์ ซึ่งมีคุณสมบัติวิญญาณที่เพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกาย”
ว่าแล้วผีหนุ่มก็หันมายิ้มให้เด็กชายที่ขนลุกเกลียว รู้สึก เวียนหัวขึ้นมาตงิด ๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มเข้าใจแล้วจึงเล่าต่อ
“วัตถุดิบแต่ละชนิดถึงเหมือนกันแต่มันไม่เหมือนกัน” ดรากูนว่าย้ำ “วัตถุดิบที่มีพลังวิญญาณแฝงอยู่สูง... หากช่างอาวุธนำมาทำอาวุธย่อมได้ยอดศาสตรา เมื่อนักทอผ้านำมาประดิษฐ์ชุดย่อมได้ยอดอาภรณ์ เช่นกันหากนักทำยาผู้มีฝีมือนำมาทำยา จึงอาจทำให้เกิดยาที่มีคุณสมบัติแฝงเช่นที่เจ้าถามข้า แต่นั่นก็เป็นเรื่องของโชคเท่านั้น ยิ่งการสร้างยาที่มีคุณสมบัติแฝงมากกว่าหนึ่งยากขึ้นไปยิ่งยากหนัก จริงอยู่ที่มีพวกความรู้สึกไวพอรับรู้ถึงความแตกต่างได้บ้าง แต่มันก็แค่การเดา”
“ท่านกำลังจะบอกว่า สำหรับพวกเราธาตุวิญญาณไม่ต้องพึ่งโชค...?” ลาสถามแล้วกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเต้นตึกตักเพราะความตื่นเต้น
“ใช่”
ดรากูนตอบห้วน
“เช่นนั้นข้าก็สามารถผสมยาที่มีคุณสมบัติแฝงมากกว่าหนึ่งได้สินะ!” ลาสระริกระรี้เมื่อรับรู้ถึงความจริงข้อนี้ เพราะเพียงแค่สร้างยามีคุณสมบัติเสริมก็ถือเป็นสิ่งอัศจรรย์แล้ว ดรากูนเห็นเด็กชายร่าเริงขึ้นฉับพลันก็กอดอกหัวเราะ
“เจ้าทำได้ แต่ต้องฝึกหนักเลยละเพราะมันไม่ใช่เรื่องง่าย การควบคุมพลังวิญญาณให้หลอมรวมหรือการเลือกสมดุลนั้นต้องศึกษากันยาว ต่อให้มียอดวัตถุดิบแต่มือไม่ถึงก็ทำให้ของดีกลายเป็นของด้อยค่าได้ เจ้าคงเคยได้ยินถึงยาที่แสดงผลด้านลบมาบ้างแล้ว ใช่ไหมล่ะ”
ลาสพยักหน้า มันเป็นเช่นนั้น เพราะยาที่กินแล้วส่งผลลบหาง่ายกว่าพวกมีผลดีอยู่มาก พวกที่เอามาเลหลังขายถูกก็มักมี ความเสี่ยงเป็นเรื่องธรรมชาติ ถึงอย่างนั้นคนเราก็ยังใช้กันแบบ ไม่กลัวตายอยู่วันยังค่ำ
“มันก็ไม่แปลกที่เจ้าตื่นเต้น เพราะในยุคสมัยของข้าแม้ผู้ใช้ธาตุวิญญาณมีน้อยแล้ว ผู้มีวิชาสามารถหลอมยามีคุณสมบัติแฝงได้กลับน้อยยิ่งกว่า จนผู้คนต่างพากันเรียกว่าผู้ใช้ศาสตร์แห่งปาฏิหาริย์... นักหลอมเทวะ”
ดรากูนหลับตาเล่าทั้งรอยยิ้มบาง มันเป็นเรื่องราวที่ฟังแล้วเนื้อเต้น
ลาสรู้สึกว่ามือของตนสั่นระริก อากาศตอนนี้แดดเริ่มจ้าใกล้เคียงคำว่าร้อนแต่ขนกลับลุกซู่ไม่อาจควบคุม รู้สึกหนาวไปถึง ไขสันหลังดรากูนตบมือสองสามเปาะเรียกสติของเด็กชายให้ฟื้นคืนสู่ความเป็นจริง
เขาเห็นหมอนั่นยังคงยิ้มบางเช่นคนอารมณ์ดีตามปกติ... และดวงตาคู่นั้นก็ยังลึกล้ำสุดหยั่งจนอดประหม่าไม่ได้
“นี่ลาส เจ้ามีแผนที่แหล่งวัตถุดิบแถวนี้ไหม ข้าจะหาหญ้าหยาดน้ำค้างมาปรับปรุงยาเม็ดในห้องเจ้าเสียหน่อย” ดรากูนว่า
“จริงด้วยสิ” ลาสเพิ่งนึกออก โพล่งขึ้นพลางเงยมองท้องฟ้า ดวงอาทิตย์เกือบอยู่กึ่งกลางศีรษะ
เวลา... ใกล้เที่ยงแล้ว
เด็กชายหันซ้ายขวาสองสามครั้ง ไม่พูดไม่จาเดินเข้ารกเข้าพง ทีแรกดรากูนก็งงว่าจะทำอะไร แต่พอเห็นหยุดอยู่หน้าต้นไม้ต้นเล็กกิ่งก้านแตกแขนงและมีผลกลมสีส้มขนาดเท่ากำปั้นห้อยลงมานับสิบ สูงพอให้หยิบได้ง่าย ๆ แต่เขาไม่รีบหยิบเอาแต่ยืนกอดอกเพ่งอยู่เช่นนั้น...จนกระทั่งเลือกมาได้ลูกหนึ่ง...
“ฉลาด”
ดรากูนว่า ลาสหัวเราะ แล้วกัดกร้วมเคี้ยวตุ้ย ๆ
“งั้น...ดรากูน เราเข้าห้องสมุดกัน” เด็กชายพูดทั้งเนื้อผลไม้กรอบยังเต็มปาก
“หา~! ห้องสมุด ศูนย์รวมหนังสือหายากจากทั่วราชอาณาจักรน่ะเหรอ ?” ดรากูนแปลกใจไม่น้อย ลาสพยักหน้าตอบ “ยอดไปเลย! สมัยนี้มีห้องสมุดให้คนอย่างเจ้าใช้ได้ด้วย!!”
ผีหนุ่มพูดแล้วหัวเราะโฮะ ๆ ๆ บินวนไปมา ถึงจะรู้สึกทะแม่งกับคำว่า คนอย่างเจ้า นิดหน่อยแต่ลาสก็ไม่ได้ถืออะไรเพราะเป็นเช่นนั้นจริง
“เพิ่งมีไม่นานเองนี่นา” ลาสตอบ
ใช่แล้ว... ยุคสมัยที่มีห้องสมุดสำหรับประชาชนนั้นเพิ่งมี ไม่นาน หลังจากอาเธอร์เรียเริ่มเปิดโอกาสให้บุคคลธาตุอื่น พวก ชนชั้นล่างก็เริ่มเข้าสู่อาเธอร์เรียได้แต่ยังขาดแคลนแหล่งความรู้ ส่วนพวกชนชั้นสูงก็พยายามสุดชีวิตเพื่อกีดกัน...
จนกระทั่งมีนายทุนลึกลับคนหนึ่งออกทุนสร้างห้องสมุดที่ ไม่แบ่งชนชั้นขึ้น...
“ลาสเจ้ากินทีหลังก็ได้ ไปกันก่อนเถอะ!” ประโยคไม่ทันจบดี ลาสที่กำลังเหม่อคิดไปเรื่อยก็สะดุ้งตัวตื่น ผลไม้แสนอร่อยหลุดมือลอยหนีออกไปหน้าตาเฉย ปากที่อ้าเตรียมงับได้แต่ลมเปล่า ๆ ร่างเล็กสั่นหงึก ๆ คราวนี้ไม่ใช่เพราะความตื่นเต้นแต่เป็นความโกรธ
“เล่นอะไรเนี่ยดรากูน ไหนบอกใช้พลังมั่วซั่วไม่ได้ไงล่ะ!”
ลาสโวยแต่เจ้าผีหนุ่มไม่รอแล้วบินหนีไปพร้อมเสียงหัวเราะพร้อมผลไม้สุกงอมซะงั้น... แถมไม่มีทีท่าจะหยุดสักนิดทั้งที่ไม่รู้ว่าห้องสมุดที่ว่าอยู่ไหนแท้ ๆ