ศาสตร์ลับหลอมวิญญาณ นิยายโดย tongfar
ตัวอย่างอ่านฟรี 11 ตอนแรกจากเล่ม 1
เทอร์ริน...
ชื่อของเมืองหลวงของประเทศแห่งยา เลโธเวน ที่ไม่ว่าผู้คนจากแว่นแคว้นแดนไกล ต่างก็รู้จักในนามของเมืองแห่งเทพโอสถ หากจะมีใครไม่รู้จักมันผู้นั้นคงใช้ชีวิตแต่ในป่าในเขาหรือใต้ดิน หรือบางทีอาจมีข้อยกเว้นเล็กน้อย... เช่นชายหนุ่มผมสีดำที่เดินตามอยู่ด้านหลังประหนึ่งเงาโปร่งแสง มองซ้ายมองขวาด้วยความตื่นเต้น ไม่สนใจแม้ใครจะเดินเข้าประชิดและ...ทะลุผ่านไป...
ผีมีจริง
คนอื่นไม่เห็นดรากูนจริง ๆ
“ยอดเลยน้า ในสมัยข้าเทอร์รินเป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ มีบ้านเรือนเพียงไม่ถึงสิบหลังเท่านั้นเอง~!”
ดรากูนพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น... เป็นครั้งที่เท่าไหแล้วลาสจำไม่ได้ นอกจากครั้งแรกแล้วหลังจากนั้นมาเขาก็ตอบแค่ ใช่ยอดจริง ๆ เพื่อให้บทสนทนาเปลี่ยนไปก็เท่านั้น
“ห้องสมุดอยู่ตรงหน้าแล้วนะดรากูน”
ลาสพูดเสียงเรียบ ชายหนุ่มหันขวับล่อกแล่กมองทันที
“ไหน!?”
ลาสชี้ตามถนนผ่านร้านรวงไป ดรากูนมองตาม... ข้างหน้านั้นสุดถนนเป็นอาคารอิฐขาวสามชั้น ตกแต่งโปร่ง ๆ ชั้นบนเป็นห้องพัก ระเบียงนั้นสะอาดตา ส่วนด้านล่างมีร้านอาหารเปิดประตูอ้าต้อนรับ ป้ายหน้าประตูติดป้ายไม้เด่นเป็นสง่าพันด้วยไม้ไอวี่ ไต่ประดับสีให้น่าดูยิ่งขึ้น เขียนว่า ‘แอนเดซัวร์’ ซึ่งแอนเป็นชื่อของป้าอ้วนผู้ทำอาหารทุกอย่างเสิร์ฟด้วยตนเอง และเดซัวร์คือชื่อ ลุงหนวดที่ยืนยิ้มรอรับลูกค้าอยู่ที่ประตู... ร้านอาหารและที่พักชื่อดังของย่านเทอร์รินชั้นนอก
“เอ ตรงข้ามร้านป้าแอน ตรงนั้นแหง ๆ” เด็กชายยังครุ่นคิดอยู่นิดหนึ่งแล้วเลื่อนมือชี้ไปทางขวา ถัดจากร้านขายดอกไม้มี เรือนไม้สองชั้นทรงคล้ายปราสาทตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนนพอดี
“โหวววว! ใหญ่เอาการนะ เจ้านายทุนอะไรที่เจ้าเล่าถึงต้องเป็นคนดีมากแน่ ๆ”
ดรากูนระงับความตื่นเต้นไม่ได้แล้วเมื่อเห็นปราสาทไม้หลังนั้นเอ่ยชมเจ้าของห้องสมุดไม่หยุดปาก ลาสเองก็มายังเมืองฝั่งตะวันออกนี้เพียงนับครั้งได้ ส่วนใหญ่เขาเข้ามาแค่ค้าขายอยู่ตรงแถวกำแพงเมืองเสียมากกว่า แต่มาวันนี้กลับต้องเข้าห้องสมุดจึงรู้สึก ไม่คุ้นเลยสักนิด ยิ่งสาวเท้าเข้าใกล้ยิ่งประหม่า และในที่สุดก็หยุดอยู่ตรงหน้าบันไดสองขั้นขึ้นสู่ระเบียง
ณ ที่แห่งนั้น ประตูสองบานเปิดอ้าเผยให้เห็นห้องใหญ่หลังคาสูงมีโคมระย้าห้อยลงจากกลางห้อง และมีบันไดขึ้นสู่ชั้นลอย มันดูโออ่ากว่าที่เห็นภายนอกมากโข
“รออะไรของเจ้าน่ะ”
“วะ หวา!”
เสียงหนึ่งดังขึ้น ไม่ว่าเปล่ายังผลักลาสที่กำลังกล้า ๆ กลัว ๆ จากด้านหลังจนสะดุดบันไดถลาวิ่งเข้าไปข้างในทั้งใจเต้นไม่เป็นส่ำ ลาสกัดฟันมองเขม่นเจ้าผีที่เดินเนิบตามมาทั้งหัวเราะร่วนไม่รู้สึกผิด ก่อนจะมองกวาดไปที่เคาน์เตอร์ผู้ดูแลด้านขวามือ ลุงป้าสองสามคนคนหยุดชะงักทุกกิจกรรมหันมามองเป็นทางเดียวกัน โดยเฉพาะหญิงสาวผมทองสวมแว่นกลมขอบสีเงินที่ยืนจัดหนังสืออยู่ใกล้สุด... เธองงอยู่ครู่หนึ่งแล้วตบมือเปาะ
“ลาส ลูกคุณเอเรลกับการอนสินะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงหวาน ลาสพยักหน้ารับ
“ขะ ขอโทษครับ... พี่แอรี่” ลาสตอบอ้ำอึ้ง หญิงสาวชื่อแอรี่คนนี้เป็นคนที่ชอบหนังสือมาก ทั้งชีวิตทุ่มให้หนังสือ ทำงานเป็นบรรณารักษ์มาเกือบสิบปี ที่รู้จักก็เพราะเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ถัดไป สี่ห้าหลัง จะว่าใกล้ก็ใกล้และจะว่าไกล ลาสเคยเจอหน้าพี่คนนี้เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นเอง
“ไง แล้ววันนี้ลมอะไรหอบมาถึงนี่กันล่ะ” แอรี่ถามพลางลูบหัวลาสเบา ๆ คนอื่นพอเห็นเป็นคนรู้จักของแอรี่ก็เลิกใส่ใจแล้วหันไปดวลเดือดไพ่กันต่อเงียบ ๆ สมเป็นห้องสมุด... มั้ง
ลาสมองไปโดยรอบก็พบว่านอกจากโคมไฟแล้ว ที่นี่ตกแต่งแบบเรียบง่ายที่สุดตั้งแต่โต๊ะไม้ไปยันชั้นหนังสือ แต่ละซอยมีป้ายบอกโซนหนังสือชัดพอให้สะดวกต่อการหา แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ การจะหาหนังสือที่ต้องการด้วยตนเองคงไม่ใช่เรื่องง่ายนักอยู่ดี
“ข้ามาหาหนังสือแผนที่วัตถุดิบยา ตำราสูตรยาใหม่ ๆ อ่านน่ะ มันจะอยู่แถวไหนเหรอพี่แอรี่ ?” ลาสพูดพลางกวาดตามองอีกรอบ เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าควรเริ่มที่ไหน แอรี่แปลกใจไม่น้อยมองเขาตาโต เมื่อเห็นหญิงสาวเงียบไป ลาสถึงหันกลับมาหา หญิงสาวหัวเราะเสียงค่อย...
“หรือว่าไม่มีเหรอ...?” ลาสเริ่มใจแป้วเช่นเดียวกับดรากูน
“ไม่...ไม่หรอก ที่จริงคือมี แต่ไม่นึกว่าจะหาหนังสืออ่านยากแบบนี้” แอรี่ว่าพลางเผยมือขึ้นชั้นลอย “ชั้นบนเป็นส่วนของหนังสือสูตรยาและแผนที่จ้ะ แต่เฉพาะชั้นบนนั้นห้ามขีดเขียน ห้ามทำให้เสียหาย ห้ามหยิบลงมาชั้นล่าง อ่านจบเก็บเข้าที่หากลืมวางไว้ที่ โต๊ะกลางห้ามมั่ว และห้ามยืมเพราะเป็นของมีค่าทั้งนั้นรู้ไหม”
หญิงสาวพูดเสียงเข้ม ชูนิ้วชี้ขึ้นย่อตัวจ้องหน้าเขาด้วยสีหน้าจริงจัง ลาสพยักหน้ารับ เมื่อมั่นใจแล้วว่าลาสเข้าใจจริง ๆ แอรี่ก็ยิ้มให้ ก่อนจะแยกตัวไปทำงานจัดหนังสือต่อ ด้านลาสก็เดินขึ้นบันไดเงียบ ๆ ไม่ให้รบกวนคนน้อยนิดที่นั่งอ่านหนังสือกันตามมุม ฝ่าย ดรากูนรอไม่ไหวรีบบินขึ้นบันไดไปก่อน
ที่ชั้นสองนั้น สองลาสสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แตกต่างจากชั้นแรกราวกับอยู่คนละโลก สรรพเสียงเงียบสงัดเพียงแค่ก้าวขึ้นมาถึงที่นี่ ลาสลองเพ่งดูให้ดีก็พบกลิ่นไอเวทกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ ชั้ นหนังสือไม่มีการซ้อนกันหากตั้งชิดกำแพงทุกด้านเพื่อให้สามารถเห็นได้ชัดจากทุกมุม และเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่ที่มุมห้องไกล คือเด็กผู้หญิงผมสีฟ้ายาวสลวย ใบหน้าจิ้มลิ้มยังคงนิ่งเฉยราวกับไม่รู้สึกถึงตัวตนของผู้มาใหม่อย่างเขา ดวงตาสีฟ้าเป็นประกายยังคงจดจ้องอยู่ที่หนังสือตรงหน้า
...ลาสจำได้ทันทีว่าเธอคือเด็กสาวคนที่เดินออกมาจากร้านลุงจอร์จพร้อมพวกองครักษ์ บรรยากาศรอบตัวรวมถึงการแต่งกายบ่งบอกชัดว่าเป็นพวกชนชั้นสูง ชวนสงสัยไม่น้อยว่าทำไมถึงมาอยู่ที่ห้องสมุดของพวกชนชั้นล่างแบบนี้ได้...
“ลาสสสสสสสส”
เด็กชายแทบสะดุ้งเมื่ออยู่ ๆ ก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นด้านข้าง เขาหันขวับตามเสียงและก็พบผีหนุ่มยืนกอดอกมองด้วยทีท่าเจ้าเล่ห์
“มีอะไรเล่าดรากูน ตกใจหมด...!” ลาสกระซิบตอบ ก่อนจะเหลือบไปมองเด็กสาวที่มุม บังเอิญเธอเงยหน้าขึ้นมาพอดีสายตาจึงสบเข้ากับดวงตาคู่สีฟ้านั้น... เธอขยับแว่นนิดหนึ่งเพื่อมองหน้าเขา ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่แต่เขาเห็นรอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้าจิ้มลิ้มแวบหนึ่งก่อนที่เด็กสาวจะก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือต่อไป
“สายตาดีนะเจ้าเนี่ย... เด็กนั่นโตขึ้นจะต้องสวยมากแน่ ๆ” ดรากูนว่าพลางลูบคาง ดูจากรอยยิ้มและแววตาก็รู้ว่ากำลังล้อเลียน
“หยุดพูดไปเลย จะอ่านเล่มไหนล่ะดรากูน ?”
ลาสกระซิบเสียงขุ่น ใจจริงอยากโวยติดก็แค่เขาไม่อยากกลายเป็นเจ้าทึ่มไร้มารยาท ผิดกับเจ้าผีที่หัวเราะร่าไม่เกรงใจใคร บางทีการทำอะไรโดยไม่มีใครเห็นหรือได้ยินก็ได้เปรียบใช่ย่อย ซ้ำยังน่าหมั่นไส้เอามาก ๆ เสียด้วย
หลังจากหัวเราะจนพอใจดรากูนก็บินร่อนนำลาสไปหาหนังสือที่เล็งไว้ทั้งหกเล่ม เพื่อให้แบกไปที่โต๊ะใกล้กันนั้น ลาสจัดแจงเปิดหนังสือทั้งหมดกางเต็มโต๊ะไปหมดตามคำขอของผีหนุ่ม จากนั้นหมอนั่นก็นอนลอยห่อตัวอยู่เหนือโต๊ะนิ่งเงียบคล้ายตกอยู่ในภวังค์ไปในทันที จะมีก็แต่จังหวะที่ต้องการให้เปิดหน้าถัดไปที่ต้องเรียกลาสให้เปิดให้
เมื่อเห็นดรากูนเริ่มใช้เวลาในการอ่านเยอะขึ้นลาสเริ่มไม่มีอะไรทำ เพราะหนังสือทั้งหมดตรงหน้าไม่ใช่สิ่งที่เขาสามารถทำความเข้าใจได้โดยสิ้นเชิง พลันสายตาเกิดพบเข้ากับชั้นหนังสือน่าสนใจ
“เดี๋ยวมานะดรากูน” ลาสกระซิบก่อนจะเปลี่ยนหน้าหนังสือตามที่อีกฝ่ายชี้ ดรากูนพยักหน้าว่าง่ายแต่สมาธิยังคงจดจ้องอยู่กับหนังสือทั้งหก ลาสดันเก้าอี้ไม้ลุกขึ้นบิดขี้เกียจนิดหนึ่ง แล้วเดินดุ่ย ๆ ไปที่ชั้นหนังสือที่ปิดป้าย ‘ปฐมบทตำนานเทพโอสถ’ ซึ่งอยู่ใกล้กับหน้าต่างฝั่งชิดร้านดอกไม้
เพียงเข้าใกล้กลิ่นฉุนของดอกเทมริมหน้าต่างก็เตะจมูกขยับฟุดฟิด เขาเกือบจะจามออกมาแล้วโชคดีที่กลั้นไว้ทัน สายตาเริ่มเลื่อนมองตามสันหนังสือเพื่อหาเล่มที่เขายังไม่เคยอ่าน หรือท่านย่ากาเทียยังไม่เคยเอามาเล่าให้ฟัง ไม่ทันไรก็เจอเพียบแต่เล่มที่เตะตาที่สุดคือ...
‘กำเนิดเทอร์ริน’
เด็กชายหยิบออกมาเปิดอ่านอยู่ตรงหน้าชั้นและเปิดผ่าน ๆ หวังหาชื่อดรากูน หรือคำว่าอาจารย์ของเรซานแต่ก็ต้องผิดหวังเพราะไม่มีเขียนถึงเลยสักนิดราวกับเรซานเป็นเทพมาจุติ พัฒนาเมืองเล็กให้ขยับขยายด้วยอำนาจเหนือมนุษย์และยาที่พระเจ้าประทานมาให้... เขาเก็บเล่มนั้นเข้าชั้นทันทีก่อนจะหาเล่มอื่นต่อซ้ำไปซ้ำมาอยู่ครู่ใหญ่ จนมีเสียงใสหัวเราะคิกคักดังมาจากทางด้านหลัง
เมื่อมองย้อนกลับไปก็พบว่าเด็กสาวที่นั่งอยู่ที่มุมเดินมาอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ซ้ำยังปิดปากหัวเราะคิกคักน่ารักอีก ลาสชะงักกึกหัวหมุนติ้วมึนงงชั่วขณะ
“แปลกดีนะ เราแทบไม่เคยเห็นเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน จริงจังกับการอ่านหนังสือเช่นนี้มาก่อนเลย” เด็กสาวว่าพลางชายตามองทางโต๊ะที่มีหนังสือกางอยู่ถึงหกเล่ม “เจ้าเองก็มุ่งมั่นเพื่อเป็นผู้ตรวจสอบคุณสมบัติยาเช่นเดียวกันกับเราสินะ ?”
“เออะ” ลาสเปล่งเสียงแรกออกมาได้ก็เก็บหนังสือในมือเข้าชั้นไปตามเดิม แล้วหัวเราะแหะ ๆ ผู้ตรวจสอบคุณสมบัติยาถือเป็นอีกอาชีพที่มีไม่ว่าใครก็สามารถเป็นได้ แต่จะต้องการความรู้ที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับยาต่าง ๆ จนถึงแก่นแท้ สำหรับใครก็ตามที่ไม่ใช่ธาตุไฟ นี่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่เลวนัก...
“ก็น่าจะเป็นเช่นนั้นแหละ แสดงว่าเจ้าเองไม่ใช่ธาตุไฟเหรอ...?”
ลาสพยักหน้ารับแล้วถามกลับ เด็กสาวส่ายหน้า
“เรามีธาตุหลักเป็นสายลม โดยมีไฟเป็นธาตุรองน่ะ แต่ครูฝึกบอกว่าระดับพลังต่ำเกินกว่าจะเป็นนักหลอม” เธอพูดพลางขยับแว่นแล้วยิ้มบางราวกับไม่ใส่ใจนัก “แต่เจ้าน่าจะลำบากกว่าข้า หลายร้อยเท่าเชียวเมื่อเป็นธาตุน้ำระดับเท่านี้”
เด็กชายสะดุ้งเฮือก
“ระ รู้ได้ไง...” ลาสตะกุกตะกักเขินอายขึ้นฉับพลัน
ความจริงไม่ต้องถาม หากเป็นคนที่อยู่ในพิธีวันนั้นทุกคนคงจำเขาได้ในฐานะตัวตลกแห่งปี อีกฝ่ายปิดปากหัวเราะอีกครั้งลาสนึกว่าจะโดนเยาะเย้ยถากถางอีก... แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น...
“พยายามเข้านะ ในฐานะคู่แข่งทางสายอาชีพเราไม่ยอมแพ้เจ้าแน่” เด็กสาวว่าแล้วยิ้มให้ก่อนจะเดินผ่านลาสไป เรือนผมสีฟ้านั้นหอมกลิ่นดอกไม้อ่อน ๆ กลบกลิ่นดอกเทมจนสิ้น เธอเก็บหนังสือเข้าชั้นแล้วหยิบเล่มใหม่เดินกลับมุมเดิมอ่านหนังสือต่อเงียบ ๆ
ลา...
ลาส...
ลาส......
ลาส.....!!
ลาสสะดุ้งตัวตื่นขึ้นอีกครั้งเมื่อเสียงคุ้น ๆ ตะโกนเรียก เมื่อหันไปก็พบดรากูนกวักมือเรียก เขาชำเลืองมองขั้นหนังสือประวัติ เรซานอีกรอบก่อนจะสุ่มหยิบมาเล่มหนึ่งหมายเอาไปอ่านเล่นระหว่างรอดรากูน เวลาผ่านไปนานสองนาน ดรากูนอ่านหนังสือไปได้เล่มละเกินครึ่ง ลาสเริ่มท้องร้องเพราะกลางวันกินผลไม้ไปแค่ ลูกเดียว
“ข้าอยากคัดลอกหนังสือนี้สักสามสี่หน้า” ดรากูนเลื่อนมือชี้ไปยังหนังสือเล่มกลางที่เป็นแผนที่วัตถุดิบ ถึงจะค่อนข้างเก่าแต่ว่าก็ดีกว่าต้องไปซื้อของใหม่ซึ่งแพงอักโข ติดเพียงแค่ว่า...
“คัดลอกอาจต้องใช้เวลามากเกินไปนะดรากูน วันนี้ก็เย็นมากแล้ว”
ลาสว่าพลางมองลอดหน้าต่างออกไปข้างนอก แสงอาทิตย์ก็อ่อนลงพอสมควร แต่ดรากูนกลับกอดอกย่นหน้าตอบ
“มันจะกินเวลาอะไรนักหนาเล่า ข้าจัดการเอง” ลาสเลิกคิ้วไม่เข้าใจแต่ดรากูนก็ไม่อธิบายเพิ่มเข้าสิงร่าง แล้วเดินดุ่ย ๆ ลงไปหยิบยืมแผ่นหนังกับหมึกดำจากแอรี่ที่อยู่ด้านล่างเพียงลำพัง คนอื่นล้มวงไพ่โดดงานหนีหายไปหมด...
แอรี่ดูบรรยากาศด้านนอกแล้วก็ตีหน้ายุ่งเพราะกลัวเสียเวลามากไป แต่ก็ยอมให้เป็นกรณีพิเศษเนื่องจากเป็นคนรู้จัก ทว่าลาส กลับไม่รับปากกาขนนกที่ยื่นให้ หากหยิบไปแต่หมึกไว้จึงเดินตามขึ้นมาด้วยด้วยความสงสัย แล้วก็ต้องตกตะลึงตาค้างกับสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า
ดรากูนในร่างลาสจรดนิ้วมือเหนือขวดหมึกแล้วบังคับน้ำ สีดำนั้นลอยขึ้น วาดเส้นสลับซับซ้อนกลางอากาศ สายตามองหน้าหนังสือ มือซ้ายเปิดสลับไปมาเพื่อลอกลายให้หมึกแปรรูปเป็นเนื้อหาของหนังสือส่วนที่ต้องการทั้งหมด ก่อนจะทาบหมึกซึมเข้าแผ่นหนังสลักได้ไม่ผิดเพี้ยนซ้ำจัดเรียงหน้าเสียเรียบร้อย แอรี่พูด ไม่ออกสิ้นคำบรรยายในสิ่งที่เห็นโดยสิ้นเชิง เช่นเดียวกับลาสที่ช็อก ไม่แพ้กัน แม้แต่เด็กสาวผมสีฟ้าแอบดูอยู่ไกล ๆ ถึงกลับขยับแว่นเพื่อมองให้ชัดแต่ก็ไม่อยากเชื่อสายตากับสิ่งที่เกิดขึ้นนัก
“พี่...แอรี่ ค่าหมึกกับแผ่นหนังรวมแล้วสองเหรียญเงิน ใช่ไหม ?” ดรากูนพูดเสียงเรียบราวกับสิ่งที่ทำนั้นเป็นเรื่องปกติสามัญที่ใครก็สามารถทำได้ทั้งนั้น เมื่อยื่นเงินให้จบก็รวบหนังสือเก็บเข้าที่ โค้งศีรษะให้นิดหนึ่ง โบกมือยิ้มบางให้เด็กสาวเล็กน้อยก่อนจะเดินจากไป...
“ดะ ดรากูน! ทำเกินไปแล้ว!”
พอดรากูนหลุดออกจากร่าง ลาสเดินรี่เข้าหลบมุมโวยวายออกมา เจ้าผีตีหน้ามึนเล็กน้อยก่อนยักไหล่
“เป็นอะไรของเจ้าน่ะ ?”
เมื่อเห็นดรากูนยังไม่เข้าใจลาสกุมขมับแน่น
“ยุคนี้ไม่มีใครเขาลอกลายกันแบบนั้นหรอกนะ แบบนี้พี่แอรี่จะมองข้าอย่างไรล่ะ!? อ๊า~~~!” ลาสพูดไม่จบ เพราะที่สำคัญกว่าเขาสังเกตเห็นสายตาแปลก ๆ จากเด็กสาวไม่รู้ชื่อคนนั้นในตอนท้ายด้วย... แล้วยังมีหน้าโบกไปมือให้อีก....!!!
“มองอย่างไรก็ช่างสิ เพราะอย่างไรเสียอีกไม่นานเจ้าก็ต้องทำเรื่องแค่นี้ให้ได้อยู่แล้ว มันไม่ได้เกี่ยวกับพลังแต่เกี่ยวกับการควบคุมมากกว่า”
ดรากูนว่าแล้วหัวเราะร่วนราวกับไม่ใช่เรื่อง ลาสจนคำพูดเบื่อจะโวยต่อเต็มทน หิวก็หิว เห็นดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำถึงเวลากลับบ้านก็ได้แต่ถอนหายใจทิ้งพร้อมบ่นงึมงำไปด้วย
ระหว่างทางดรากูนยังสั่งให้ลาสฝึกธาตุวิญญาณของตนให้คุ้นชิน ไล่มองพลังวิญญาณของผู้คนตลอดทางเดินกลับ แต่แล้วตาก็ตื่นขึ้นฉับพลัน เมื่อเห็นออร่าสีส้มปนทองฉายประกาย ตัดกับบรรยากาศยามเย็นที่เริ่มมืดสลัวลง...ที่ด้านหน้ารูปปั้นเรซาน นอกเมือง...
คนคนนั้นเป็นเด็กผู้ชายหน้าตาเคร่งขรึมเกินอายุ ยืนกอดอกสายตาสีน้ำเงินเข้มจ้องหน้าลาสอย่างเกรี้ยวกราด นั่นเป็นสายตาของเพื่อนรักที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน...
“เจ้าทำอะไร ลาส...?”
เซรันเอ่ยเสียงแข็ง เดินตรงเข้าหาลาส... เขาถอนหายใจ
“ข้ากำลังกลับบ้าน และกำลังหิวมาก” ลาสตอบทีจริงทีเล่น เซรันคิ้วกระตุกนิดหนึ่ง
“ท่านบรันฟอร์ดบอกว่าเจ้าหนีการฝึก...” เซรันไม่คิดยืดเยื้อคาดคั้นตรงประเด็นทันที
“หึ เจ้านั่นไม่คิดจะสอนข้าแต่แรกแล้ว” ลาสกรอกตาว่าแล้วยักไหล่ เพียงคิดถึงชื่อนั้นเขาก็ฉุนจะแย่แล้ว
“คนระดับนั้นทำอะไรย่อมมีเหตุผล เจ้าจงกลับไปหาคุณ บรันฟอร์ดแล้วขอขมาเสีย” เซรันสั่งเสียงแข็ง แต่ลาสส่ายหน้าปฏิเสธฉับพลัน
“ข้าไม่กลับ ตอนนี้ข้ามีผู้สอนที่เยี่ยมยอดกว่าหมอนั่นคอยสอนอยู่แล้ว” ลาสว่าแล้วยักไหล่ เซรันได้ยินก็พ่นหัวเราะเสียงดังจนคนรอบ ๆ หันมาเป็นทางเดียวกัน สายตาสีน้ำเงินจ้องมองอย่างหยามเหยียด
“เยี่ยมยอดกว่าครูฝึกอาเธอร์เรียรึ ขำตายชักลาส เจ้าควรโกหกให้มีเค้าโครงความเป็นจริงยิ่งกว่านี้” เซรันประชด เห็นทีท่าเช่นนี้ลาสเองก็เริ่มมีน้ำโหขึ้นมาบ้างแต่ก็ต้องอดกลั้นไว้
“เจ้าน่ะไม่รู้อะไรเซรัน” ลาสพูดแล้วถอนหายใจเบือนหน้าหลบไปทางอื่นแล้วจะเดินเลี่ยง แต่อีกฝ่ายกลับจับบ่าเขาไว้ สายตา สีน้ำเงินดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย
“เจ้ามากกว่าที่ไม่รู้ กว่าข้าจะกล่อมให้คนอื่นยอมรับเจ้าเข้าไปสอนก็ลำบาก แต่เจ้ากลับทำตัวเกียจคร้านและล้มเลิกโดยง่าย เมื่อไรเจ้าจึงจะเลิกเป็นเด็กเสียทีเล่า”
คำพูดของเซรันแม้จะแสดงความผิดหวังแต่ยังแฝงความห่วงใยไว้เช่นเคย... ลาสผ่อนลมหายใจตอบ
“ข้า... ไม่คิดล้มเลิกอะไรทั้งนั้นเซรัน” เขาตอบตามตรง
“แต่เวลาก็ผ่านมากว่าอาทิตย์ เจ้าพัฒนาขึ้นเท่าไรกันเชียว” เซรันยังคาดคั้น แต่ลาสไม่ต้องการโต้เถียงด้วยอีกแล้ว
“เจ้าจะได้เห็นแน่ ในวันทดสอบรอบแก้ตัว” เขาพยายามจะตัดบท คราวนี้เป็นเซรันที่ถอนหายใจก่อนเบือนหน้าหลบ
“ข้าชักเชื่อเบลซ์เสียแล้วว่าเจ้ามัน...ดีแต่ปาก” เซรันพูดแขวะทิ้งท้ายก่อนจะเดินจากไป ปล่อยให้ลาสยืนมองแผ่นหลังนั้นอยู่ห่าง ๆ จนลับตา...
เขาอยากอธิบายเรื่องราวทั้งหมดเหมือนกัน แต่ว่าเมื่อคิดให้ดีแล้วมันมีแต่จะสร้างปัญหาเพิ่มเติมให้ทั้งตนเองและครอบครัว
ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้พูดไปก็คงไม่มีใครยอมเชื่อว่าเจ้าผีขี้เล่นนี่จะเป็นถึง... อาจารย์ของวีรบุรุษอันดับหนึ่งของอาณาจักรมาก่อน ชื่อดรากูนที่หล่นหายไปจากหนังสือประวัติศาสตร์ แล้วไหนจะเรื่องเล่าเกี่ยวกับการทรยศอะไรนั่นอีก เวลานี้หรือเวลาไหนมันก็อันตรายจนเกินกว่าจะพูดออกไปได้...
“เด็กนั่นดูโกรธมากเลยน้า” ดรากูนมองแล้วเอ่ยขึ้นเสียงเรียบลูบหัวลาสอย่างแผ่วเบา แม้ว่าลาสจะไม่แสดงท่าทีอะไรมากนักแต่ผีหนุ่มก็รู้ว่าเด็กชายกำลังหนักใจไม่น้อย
“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวข้าแสดงให้เห็นผลการฝึกก็คงเข้าใจเอง” ลาสถอนใจอ่อน...เงยหน้ามองดวงอาทิตย์ที่ซ่อนตัวอยู่หลังหุบเขาสูงสุดสายตา ก่อนจะเริ่มเดินตามถนนลงใต้ที่มุ่งตรงกลับไปยังหมู่บ้านเล็ก ไฟโคมเริ่มจุดให้ความสว่างอยู่ลิบ ๆ เขาว่าเวลานี้ที่บ้านคงเริ่มเป็นห่วงแล้ว จึงไม่ใช่เวลาตามไปถกถึงเรื่องนี้กับเพื่อนอีก
“ดรากูน ท่านคิดว่าข้าจะสามารถลบคำครหาของผู้อื่นได้หรือไม่”
ลาสอดถามไม่ได้ ผีหนุ่มที่ลอยเอื่อยตามหัวเราะ
“เรื่องนั้นขึ้นอยู่กับเจ้ามิใช่ข้า” ดรากูนเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะเบือนหน้ามองดวงอาทิตย์ที่ลับขอบฟ้าไป “แต่...บางทีแสงสว่างที่เจิดจ้าเกินไปก็สร้างความมืดที่ยิ่งใหญ่ไว้ด้านหลังด้วยเสมอ ความหวังที่มากเกินไปก็ดุจเดียวกันนะลาส”
ลาสฟังอยู่เงียบ ๆ ขณะเร่งฝีเท้าไปตามทางสลัวพร้อมลมเย็นที่พัดสัมผัสร่าง คำพูดของดรากูนในเวลานั้นลาสไม่อาจเข้าใจ และกว่าจะเข้าใจก็ใช้เวลาอีกนานโขทีเดียว...