รหัสลับนักสลักรูน นิยายโดย tongfar
ตัวอย่างอ่านฟรี 11 ตอนแรกจากเล่ม 1
โดรนรักษาความปลอดภัย นับเป็นหนึ่งในเทรนด์ใหม่ของการใช้ชีวิตของบุคคลผู้มีชื่อเสียงในยุคนี้
ลักษณะของโดรนประเภทนี้มีหลายแบบ บ้างก็คล้ายลูกบอล บินไปบินมาด้วยใบพัดเล็ก ๆ บ้างก็ทำเลียนแบบนกหรือแมลง ส่วนเรื่องของความสามารถก็เป็นไปตามรุ่น บ้างก็สามารถปล่อยกระแสไฟฟ้า บ้างก็ยิงแก๊สน้ำตา สารพัดจะปรับแต่ง
ในด้านของการทำงาน ตามปรกติจะทำหน้าที่เสมือนกล้องวงจรปิดที่เคลื่อนที่ติดตามผู้ใช้งาน และจะทำการบันทึกคลิปสถานการณ์โดยรวมทั้งหมดเอาไว้ ทั้งคอยตรวจสอบอัตราการเต้นของหัวใจของผู้ใช้งานตลอดเวลา กระทั่งอุณหภูมิของร่างกายเพื่อตรวจสอบความผิดปรกติ ทำนายลักษณะท่าทาง การล้มในทิศทางต่าง ๆ ใช้งานถุงลมกันกระแทกโดยอัตโนมัติ
นอกจากนั้นยังสามารถพยากรณ์ภัยอันอาจเกิดขึ้นได้จากการเคลื่อนไหวของมวลชน มันสามารถพุ่งเข้ามาขวางและเปิดเสียงไซเรนแจ้งเตือน
เมื่อมันระบุเป้าหมายแล้วก็จะตรวจสอบว่ามีอาวุธซุกซ่อนหรือไม่ หากมีจะทำการโจมตีโดยอัตโนมัติ หรือไม่ผู้ใช้งานก็ยังสามารถสั่งการได้ ด้วยการแสดงสัญญาณมือในลักษณะต่าง ๆ ตามที่ตั้งไว้
เรียกว่าการทำงานค่อนข้างครอบคลุม แต่ว่าการจะหามาใช้งานได้นั้น ก็ต้องมีการลงทะเบียนโดรนอย่างละเอียด ตั้งแต่ชื่อรุ่น ที่มา Spec ต่างๆ รวมทั้งวัตถุประสงค์การใช้งาน ทั้งนี้เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด โดรนของเธอนั้นมีลักษณะคล้ายลูกบอล ดีตรงมีขนาดเล็ก เคลื่อนไหวเงียบเชียบ ระยะสอดส่องตรวจตราประมาณสามเมตร สังเกตได้ยาก แต่ก็ไม่ได้มีความสามารถหวือหวาอะไรนัก อย่างมากก็ทำได้แค่พ่นแก๊สน้ำตาใส่ผู้ประสงค์ร้าย หากมีย่างกรายเข้าใกล้
จะว่าไปก็ยังไม่เคยมีเหตุการณ์ที่จำเป็นถึงขั้นนั้นมาก่อน...
อย่างมากแค่กวักมือเรียกให้ไซเรนร้อง พวกที่เข้ามายุ่งก็ตกใจหนีกันไปหมดแล้ว ไม่ก็อายนั่นแหละ
หญิงสาวผมสีดำยาว นั่งเอาหน้าแนบกับโต๊ะคอมพิวเตอร์ ดีดเจ้า โดรนทรงกลมให้กลิ้งหลุน ๆ ไปอย่างเลื่อนลอย หน้าจอคอมพิวเตอร์ยังคงเปิดหน้าเว็บไซต์ของเกม SoT ค้างเอาไว้ โปรแกรมสื่อสารก็ยังเด้งเตือนขึ้นมาเรื่อย ๆ จากกลุ่มเพื่อนของเธอ คนในกิลด์ แต่เธอก็ยังปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น...
หลังจากกลับมาถึงบ้าน เธอก็ใช้รูปของชายหนุ่มแปลกหน้าที่บันทึกไว้ นำไป Scan หาจากเว็บไซต์ต่าง ๆ เพียงไม่นานก็พบว่าอีกฝ่ายเป็นผู้เล่น SoT เช่นเดียวกัน มีชื่อเสียงไม่น้อยในฐานะของ
‘หัวหน้าแก๊งปาหินแห่งเมตรา’ และ ‘เด็กโข่งแห่งเมตรา’
แต่ละชื่อดี ๆ ทั้งนั้น
ความอยากรู้อยากเห็น ไล่ให้เธอตามอ่านจากคอมมูนิตี้ต่าง ๆ ของ SoT Thailand และ SoT SEA
ชายที่ชื่อว่า ลินน์ เพียงเล่นเกมวันแรกก็ก่อวีรกรรมแรก นำทักษะปาหินไปเล่นงานพวก GETLOST ทำเกิดกระแสฮือฮาไปทั่ว แต่หลังจากนั้นมา ได้ยินว่าเขาเอาแต่ไล่ทำเควส ไม่ว่าเควสเล็กเควสน้อยอะไรก็ไล่เก็บหมด ทักษะไร้ค่าที่ไม่มีใครสนใจก็ไล่ฝึกฝน
เห็นแบบนั้น คนที่คอยตามดูก็เริ่มเบื่อหน่าย...
ผู้เล่นใหม่คนแล้วคนเล่าเข้าเกมมาก็ต้องเจอชายคนนี้ ทำเรื่องไร้สาระไปวัน ๆ และไม่ยอมออกจากเกาะสักที จึงกลายเป็นที่มาของชื่อ ‘เด็กโข่ง’ ซึ่งผู้เล่นระดับสูงอย่างเธอไม่ควรให้ค่าความสนใจใด ๆ ด้วยซ้ำ
พอคิดเช่นนั้น... เธอกลับรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาตงิด ๆ
พลันสายตาสีฟ้าอ่อนของเธอก็ไปโดนของสิ่งหนึ่งที่ตั้งไว้บนชั้นหนังสือเตะเข้าให้ และเหม่อมองอยู่ครู่หนึ่ง
มันคือเครื่อง VRss สำรองพร้อมโทรศัพท์ ซึ่งเชื่อมต่อไว้กับไอดีที่คนรู้จักเพียงน้อยนิด เก็บเอาไว้ผ่อนคลายจากภารกิจ และไฟสงครามซึ่ง คุกรุ่นขึ้นทุกขณะ
ที่สำคัญ... ยังอยู่ที่เกาะเริ่มต้น METRA SEA
“ไม่ได้เข้าไปนานแล้วนี่เนอะ” เธอพูด
พอตกลงใจได้จึงเชื่อมต่อเข้าสู่ SoT ด้วยไอดีที่ไม่ได้แตะต้องมานานนับเดือน โดยมีเป้าหมายคือดินแดนแห่งการเริ่มต้น
ความตื่นเต้นประดังเข้ามา ความคิดนึกย้อนถึงวันแรกที่เข้าเกม เธอยังจำได้ถึงสัมผัสที่เหยียบลงไปบนดินนุ่ม สายลมที่พัดโชย นำกลิ่นเกลือทะเลมาเตะจมูก เบื้องหน้าคือหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีฝูงชนเนืองแน่น ผู้คนหลากสัญชาติ จับกลุ่มพูดคุยกันด้วยภาษาที่แตกต่าง
ทว่าความเป็นจริงมักไม่เป็นดั่งที่คาดหวัง เพราะสิ่งที่รอต้อนรับนั้นเลวร้ายถึงขีดสุด ลมฝนกรรโชกพัดรุนแรง ความเย็นบาดผิวหนัง คลื่นสูงหลายสิบเมตรถาโถมซัดใส่บาเรียของเมืองเมตราอย่างไม่หยุดยั้ง พวกยามประจำเมืองต่างวุ่นวายกับการรับมือพวกมอนสเตอร์ที่มากับคลื่น ส่วนเหล่าผู้เล่นใหม่สู้ไม่ไหวตกใจจึงวิ่งหนีเตลิด สภาพอย่างกับหายนะวันสิ้นโลก
เธอเข้ามาในวันพายุซัดพอดิบพอดี...
หมู่บ้านชายฝั่งกลางมหาสมุทรก็อย่างนี้... สำหรับเธอเห็นอะไรเลวร้ายมาเยอะจึงไม่ค่อยสะทกสะท้านเท่าไหร่...
แค่ฝันสลายนิดหน่อย
หญิงสาวเรียกค่าสถานะตัวละครและทักษะทั้งหมดขึ้นมาดู พบว่าได้ทำเควสไปบ้างแล้ว มีทักษะที่ใช้งานได้อยู่พอสมควร
สิ่งที่เลือกใช้อยู่คือ
Trace E มีไว้เพื่อตามรอยของเบาะแสของสิ่งที่กำหนด
Detect F ใช้ในการตรวจหาสิ่งที่อยู่โดยรอบ
Stealth F ใช้เพื่อลบร่องรอยของตนเอง
Adventurer ทำให้สามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
จะว่าไปก็คล้ายไอดีหลักของเธอ แต่น่าเสียดายที่ ทักษะที่มีอยู่ในระดับต่ำจึงมีประสิทธิภาพด้อยกว่ามาก และเลือกใช้ได้แค่ 4 ทำให้เล่นค่อนข้างยาก แม้ว่าจะมีธนูที่ส่งจากไอดีหลัก พลังโจมตีอยู่ในระดับดีสำหรับเกาะฝึกหัด แต่ก็ไม่มีทักษะสำหรับใช้ธนูโดยตรง การใช้งานจึงค่อนข้างยุ่งยาก
เธอไม่อยู่ในสภาพที่จะต่อกรกับพวกสัตว์พลัดถิ่นซึ่งมากับน้ำทะเลพวกนี้ การปล่อยทักษะเดิม ๆ ไว้จึงมีประโยชน์มากกว่า
หญิงสาว หลบเลี่ยงออกจากบริเวณท่าเรือที่กำลังสับสนวุ่นวาย ปลีกตัวเข้าใจกลางหมู่บ้านที่พอจะมีร้านค้าให้หลบฝนได้บ้าง ความคิดตามหาลินน์หล่นหายไปตั้งแต่ย่างเท้าเข้ามาก้าวแรก... แต่เมื่อถึงบริเวณจัตุรัส ฟ้าก็ผ่าลงมาเปรี้ยงใหญ่ที่น้ำพุ
ความตกใจทำให้เธอหันรีหันขวาง หาที่หลบ... แต่แล้วสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่คนพิลึกคนหนึ่งที่นั่งยอง หลบอยู่ตรงกำแพง...
เธอรู้สึกสงสัยว่าชายผู้นั้นกำลังทำอะไร จึงเลือกเข้าร้านอาหารใกล้ๆ แล้วแอบมองจากริมหน้าต่าง... ความสงสัยก็กลับกลายเป็นความแปลกใจแทน
ที่เห็นตอนแรกเธอนึกว่าชายผู้นั้นกำลังหลบฝน นั่งขดตัวเพราะตกใจกับฟ้าผ่าเมื่อสักครู่ แต่พอลองสังเกตดูกลับไม่ใช่...
หมอนั่นใช้นิ้วขูดกำแพงอยู่อย่างขะมักเขม้น ราวกับชาวบ้านกำลังขูดหาเลขเด็ด สักพักถึงกับหมอบราวไปกับพื้นส่องหากบที่ไหนไม่ทราบ... และคนนั้นคือคนที่เธอเข้ามาตามหา ‘นาย Lynn’
“ตรงนี้ก็มีตัวอักษรแฮะ เล่นซ่อนไว้ที่แบบนี้เกินไปนะ”
ลินน์โพล่งกับตัวเองขณะใช้มือซ้ายเสยผมที่ร่วงลงมาปรกหน้า ฝนก็ไหลตามกำแพงลงมาจนอ่านตัวหนังสือไม่ออกอีก สุดท้ายเลยต้องเอามือบัง... พอมือบังก็อ่านไม่ได้ จบด้วยท่านอนราบไปกับพื้น กว่าจะอ่านได้
แล้วทักษะ Ancient language F นี่ก็ช่างประมวลผลช้า จะอ่านออกไม่ออกกรุณาบอกเร็ว ๆ เข้า จะได้หา NPC มาช่วยอ่าน นี่เขาทำบ้าอะไรอยู่กลางเมืองกันเนี่ย
คิดแล้วก็เหลียวมองซ้ายขวา ยังดีที่ไม่มีใคร พายุไล่คนอื่นไปหมด พวกยามก็ต้องสู้กับสัตว์ร้าย นับว่าเป็นเรื่องดีได้บ้าง ไม่อย่างนั้นเขาคงกลายเป็นจุดสนใจ ไม่ก็มีข่าวลือบ้า ๆ กระจายออกไปอีกแน่
“เอ้า ฮึบ!”
หลังจากได้ข้อความมาแล้วเขาก็ยันตัวลุกขึ้นอย่างอืดอาด ใช้ทักษะชีวิต ปั้นดินกลบรอยที่กำแพงไว้ไม่ให้คนอื่นมาเห็นง่าย ๆ ก่อนจะวิ่งตรงรี่ไปนั่งที่เก้าอี้เหล็กตัวยาว ซึ่งตั้งอยู่ที่ด้านข้างร้านขายของ ถือวิสาสะนั่งเหยียด ยึดไว้คนเดียวโดยไม่รีรอ
ถึงจะเปียกฝน รับลมพายุจนหัวฟู แต่อย่างไรก็เปียกได้มากสุดได้เท่านี้ ยังดีที่โลก SoT ไม่มีมือถือ พวกโปรแกรมสนับสนุนต่าง ๆ ก็ไม่ได้ช็อตเพราะฝนตก จึงไม่จำเป็นต้องใส่ใจ
ทำไมเขาถึงต้องตกอยู่ในสภาพนี้น่ะเหรอ...?
วันนี้พอเข้าเกมมาได้ พายุก็ตั้งเค้าใหญ่โตแล้ว เนื่องจากมีเรื่องต้องทำหลายอย่างเขาจึงมุ่งหน้าไปหาลุงผู้ใหญ่ สอบถามว่าจะสามารถตรวจสอบหินประหลาดที่ได้จากคำใบ้ของคีฟ่าได้อย่างไร ลุงแกก็ชี้ไปที่คุณแทรี่ เจ้าของร้านอัญมณี ผู้ถือครองทักษะ Analysis A
จากการตรวจสอบพวกว่าหินนั่นชื่อว่า ‘ประกายดาวจรัสแสง’ เป็นแร่เกรดA ซึ่งเป็นระดับที่ผู้เล่นยังไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเองด้วยซ้ำ ด้านความสามารถนี่น่าสนใจ เพราะเป็นสื่อกลางที่ใช้เก็บความทรงจำของผู้สร้างได้ ไม่ว่าอะไรถูกเก็บงำไว้ในนี้ย่อมเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดแน่ๆ
คำถามคือจะอ่านอย่างไร... พอลองปรึกษากับแทรี่ และลุงผู้ใหญ่ จึงได้ความว่า ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ทางเหนือสุดของเกาะมีผู้เชี่ยวชาญ
พอไปถึงพบว่า... ผู้เชี่ยวชาญที่ว่าเสียชีวิตไปนานแล้ว เหลือแต่ลูกของแกที่ไม่รู้เรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น มีแค่คำสั่งเสียของพ่อที่บอกว่า ให้ฝังตนเองที่หน้าผาทางตะวันออกเฉียงเหนือ และใช้ป้ายหลุมศพซึ่งตนเองเป็นผู้ทำขึ้นมา
เขาก็ตามไปถึงที่ กราบไว้สองสามทีตามมรรยาท นั่งงมอยู่ที่สุสานจนพายุเริ่มซัด...
พบเบาะแสชี้ตรงไปทางต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง... บอกว่าฝั่งของมีค่าไว้ที่นั่น
เขาก็ขุดขึ้นมาอีก... คราวนี้พบหนังสือหนังสัตว์เป็นชิ้นเป็นอัน เขียนว่า... ให้ไปที่... @!@!$%^^&$ ข้อความเลือนรางจนแทบจะจางหายไปตามกาลเวลา กระทั่งแผนที่ก็มองไม่ออก จนอยากสบถด่าสักหน ภารกิจเหมือนจะถึงทางตันตรงนี้
เขาก็อ่านเจ้าผืนผ้านั่นวนไปวนมาหลายรอบ...
แล้วคุณลูกที่เข้ามาร่วมดูด้วยก็เอะใจบางอย่างขึ้น... เขาบอกว่าตอนเด็ก ๆ คุณพ่อช่วยงานช่างในเมืองเมตรา เขาเองก็ไปวิ่งเล่นอยู่ในนั้น และด้วยความซนแบบเด็ก ๆ เลยแอบสลักข้อความบางส่วนไว้ที่กำแพงแถวจัตุรัสกลางเมือง...
เป็นอีกครั้งที่เขาอยากจะด่าให้ยับ สรุปภารกิจนี้จงใจโยนเขาวิ่งไปรอบเกาะจนหัวหมุน แต่ที่แท้เบาะแสดันอยู่ใจกลางเมือง!
เขาหมดเวลาไปหลายชั่วโมงเพื่อสิ่งนี้...!
เวลาที่แสงรวยริน
หินเรืองแสง เผยถิ่น
ณ ดินแดนแห่งคันฉ่องพสุธา...
“อ่อ... ที่นั่นล่ะมั้ง...” หลังจากนั่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลินน์ก็ได้คำตอบในใจ แม้ยังไม่ค่อยมั่นว่าใช่หรือไม่... แต่ก็เรียกได้ว่าใกล้เคียงที่สุดแล้ว
บนเกาะเริ่มต้นนี้มีดันเจี้ยนรวมทั้งหมดสิบแห่งด้วยกัน แต่ละแห่งก็มีศัตรูในรูปแบบต่าง ๆ ราวกับกำลังสอนผู้เล่นใหม่ให้พบกับศัตรูที่หลากหลาย แม้ว่าทุกวันนี้แทบไม่มีใครไปยุ่งกับดันเจี้ยนพวกนั้น เนื่องจากของตอบแทนไม่คุ้มค่าเลยก็ตาม
เมื่อได้เป้าหมาย ก็ถึงเวลาเคลื่อนที่อีกครั้ง
ลินน์เริ่มจัดทักษะของตนให้เหมาะกับการเดินทางไกล มองหาลู่ทางที่มีคนน้อยที่สุดเพื่อใช้เดินทางออกไปนอกเมือง และพออยู่ข้างนอกก็แอบซ่อนตัวในสุมทุมพุ่มไม้ รอดูว่ามีใครแอบตามมาหรือไม่ และพอมั่นใจจึงทะยานออกวิ่งไปอย่างรวดเร็ว...
โดยหารู้ไม่ว่าคนสะกดรอยในคราวนี้คือ NoC ผู้เชี่ยวชาญสายอาชีพนักล่าอันดับต้น ๆ ของประเทศ แม้ว่าทักษะที่มีในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ ทว่าด้วยประสบการณ์ที่มีจึงสามารถติดตามคนที่หมายตาได้ไม่ยากเย็นนัก กลับกัน ถึงลินน์จะมีความรอบคอบ แต่ก็ขาดประสบการณ์ และน่าจะยังไม่เคยพบผู้เล่นที่เปิดทักษะ Stealth จึงไม่เปิดทักษะสุดแสนสำคัญอย่าง Detect เอาไว้
หญิงสาวพยายามตามลินน์โดยเว้นระยะห่างไว้พอสมควรเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว แล้วเป็นใช้ทักษะTraceและDetect อย่างเต็มรูปแบบ
ในวันที่ฝนตกเช่นนี้ ดินก็ชุ่มน้ำ ยวบง่าย ทำให้รอยเท้าของลินน์ค่อนข้างกระจ่างชัด แสดงให้เห็นความรีบร้อน ไม่ใช้ทักษะตัวเบาช่วย
ทั้งลมฝนก็พัดโกรกจนทัศนวิสัยติดลบ หูอื้ออึงจนฟังไม่ชัด เมื่อคนหนึ่งใช้ Detect อีกคนหนึ่งไม่ใช้ ฝ่ายตามจึงได้เปรียบในทุก ๆ ด้าน
นอกจากนั้นเมื่อเดินทางไประยะหนึ่ง NoCก็พอเดาจุดหมายปลายทางของลินน์ได้ในระดับหนึ่ง เพราะลินน์มิได้วิ่งอ้อมวกวนใด ๆ แต่มันก็ทำให้ความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มขึ้นอีกขั้น...
สถานที่ลินน์มุ่งไปนั้นคือ ดันเจี้ยนสำหรับเก็บสมุนไพร ซ่อนอยู่ในป่าทางทิศเหนือ สมัยก่อนอาจยังพอมีคนหลงเข้าไปบ้าง แต่ในปัจจุบันเมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเปิดเผยว่า มอนสเตอร์ในถ้ำนั้นกระจอกเหลือทน มีไว้ก็เหมือนไม่มี ส่วนวัตถุดิบที่สามารถหาได้ในถ้ำนั้นก็คือสมุนไพรเกรด F ซึ่งพบเจอได้ดาษดื่นทั่วเกาะ แล้วจะมีใครอีกเล่าที่จะอยากดั้นด้นเข้าไปเก็บผักไร้ค่าถึงถ้ำ ณ สุดขอบเกาะ
คำถามคือลินน์จะไปในที่แบบนั้นทำไม ได้เบาะแสอะไรมาบ้างหรือเปล่า...?
แค่คิดเรื่องนี้ ก็ทำให้เธอเริ่มตื่นเต้นตามไปด้วย และระหว่างทาง เธอก็ถือโอกาสตรวจจับผู้เล่นรอบ ๆ ไปในตัว ปรากฏว่าไม่มีใครสักคนอยู่ในรัศมีกว่าหนึ่งกิโลเมตรโดยรอบ
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพายุ และอีกส่วนอาจเป็นเพราะภารกิจลับที่ปรากฏขึ้นเมื่อวันวาน คนจึงเฮโลกันไปตามสถานที่ที่ระบุในแผนที่กันหมด
การตามรอยเป็นไปอย่างราบรื่นพอ ๆ กับการเดินทาง อาจมีการเผชิญหน้าศัตรูอยู่บ้าง แต่ไม่ว่าจะสำหรับลินน์หรือ NoC ก็หาใช่ตัวแปรที่ทำให้ต้องชะลอความเร็วลงแม้แต่น้อย
เพียงสี่สิบนาทีเศษเธอก็มายืนอยู่หน้าผืนป่าใหญ่ มีต้นไม้หนาแน่น ลมพายุที่รุนแรงทำให้ใบไม้พัดเสียดสีเกิดเป็นเสียงร้องโหยหวน ความที่ชุดเปียกโชกไปหมด ร่างกายจึงเย็นเฉียบ บรรยากาศใต้ร่มไม้ที่มืดมิดจึงเสมือนกำลังเดินเข้าสู่ดินแดนพิศวง
เธอต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้นแม้จะเป็นป่าในดินแดนของเกาะเริ่มต้นเช่นนี้ เพราะขึ้นชื่อว่าป่าในSoT ย่อมต้องมีสัตว์พิษอาศัยอยู่เต็มไปหมด
ไหนเท้าจะต้องระวังงู ตะขาบ แมงป่อง มือที่จับต้นไม้ยังต้องเสี่ยงกับพวกหนอนแมลงพิษต่าง ๆ
ลินน์นั้นอยู่ห่างจากเธอไปประมาณห้าร้อยเมตร ดูจากความเร็วที่ลดลงทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายเองก็ระมัดระวังอย่างยิ่งยวด กว่าจะถึงถ้ำซึ่งเป็นเป้าหมายของการเดินทางก็ใช้เวลาอีกเกินกว่ายี่สิบนาที ซึ่งนั่นนับว่าเร็วมากแล้ว เพราะลินน์ใช้วิธีปีนหน้าผากันดื้อ ๆ ไม่คิดใช้วิธีเดินอ้อมไป
ดันเจี้ยนในเกม SoT เป็นสถานที่ที่อาจเรียกได้ว่านรก ทุกสิ่งในถ้ำคืออุปสรรคและกับดัก ไม่เว้นแม้แต่ความมืดที่กลืนกินทุกสิ่ง โชคยังดีที่บนเกาะเริ่มต้นมิได้เป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะถ้ำเมอไดซ์ เป็นสถานที่ขึ้นชื่อในเรื่องพืชส่องแสง เพียงก้าวเข้ามาข้างในก็พบว่ามีแสงสว่างมากกว่าป่าที่เพิ่งเดินทางผ่านมาเสียอีก
มอนสเตอร์ส่วนใหญ่ที่พบในนี้คือพวกหนอน แมลง สัตว์กินพืชทั้งหลายที่ไม่แม้แต่จะโจมตีก่อน เป้าหมายของพวกมันคือ... แหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และที่พักอาศัย
สมุนไพรที่ขึ้นเต็มไปหมดคืออาหารชั้นเลิศของพวกมัน
สำหรับลินน์ ถ้ำนี้สามารถเดินทางได้อย่างสบายใจกว่าเส้นทางที่ผ่านมาเป็นไหน ๆ แต่สำหรับเธอ จำเป็นต้องเลือกทักษะ Light Feet มาใช้เพิ่มเติม เนื่องจากการลงเท้าในถ้ำ ทำให้เกิดเสียงสะท้อนได้ง่าย ความเงียบสงัดก็ช่วยขับเน้นความโดดเด่นของเสียงขึ้นอีกระดับ
นอกจากนั้น Light Feet F ยังเป็นทักษะเริ่มต้น มีแต่จุดบอดอยู่มาก เธอจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จนลินน์เกือบจะหลุดออกนอกรัศมีของการตรวจจับหลายครั้งหลายครา และในนี้มีทางแยกมากมาย หากคลาดกันสักครั้ง โอกาสที่จะตามตัวเจอจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
โชคยังดีที่เป้าหมายของลินน์ไม่ได้อยู่ลึกมากมายนัก... และที่นั่นเองที่ทำให้เธอเผลอหลุดเสียงอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น
เธอไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าในดินแดนที่ใคร ๆ ต่างเมินหน้าหนี จะมีสถานที่สวยงามขนาดนี้ซ่อนอยู่...
ณ ลานกว้างในถ้ำนั้น กลับมีแสงสว่างรำไรส่องลงมาเป็นเส้นสีขาว จากรูกว้างทรงกลมเบื้องบนสูงลิบ ขณะนี้พายุข้างนอกอ่อนแรงลงมาก ฟ้าอาจยังมีเมฆหนาแต่ก็พอมีแสงสว่างจาง ๆ โดยมีชายหนุ่มยืนอยู่ท่ามกลางแสงอ่อน และมีละอองน้ำโปรยปรายลงมา...
ภาพลักษณ์ของเขาในสายตาของเธอ ไม่มีสิ่งใดสามารถบ่งบอกถึงตัวตนที่แท้จริงของเขาได้เลย...
มุมหนึ่งในโลกของความเป็นจริง เขาเหมือนคนทะเล้น ขี้แกล้ง
การพบกันครั้งแรกในโลกของ SoT เขาเหมือนคนบ้า ไร้ยางอาย
ตลอดทางที่แอบตามมา... เขากลับเป็นคนมุ่งมั่น สายตามองตรงไปข้างหน้าตลอดเวลา
และเวลานี้... เขากลับเป็นคนสุขุม นุ่มนวล
ลินน์อาศัยเวลานั้นนั่งพัก ตรวจสถานะตัวละคร เช็กข้าวของเครื่องไม้เครื่องมือ ราวกับกำลังรอเวลา
เธอก็นั่งหลบมุมอยู่อีกฝั่งฟากหนึ่งของถ้ำ เหม่อมองทิวทัศน์อันเรียบง่ายและชวนให้ลุ่มหลง
จนกระทั่งเวลาค่ำคืบคลานมาถึง... ในถ้ำทั้งมืดและเงียบเชียบ อากาศก็เย็นเฉียบขึ้นทุกขณะ
ลินน์จึงลุกขึ้นอีกครั้ง นึกถึงคำที่สืบหามาตลอดวัน
เวลาที่แสงรวยริน...
ใช่มันคือเวลานี้...
ก็ที่นี่มิใช่หรือไง...?
“เผยตัวออกมาเสียทีสิ หินเรืองแสงที่ว่าน่ะ” เขาพูดกับตนเอง เสียงดังกังวาน ก้องไปทั่ว เรียกให้หญิงสาวเหลียวมองตาม
เขาเดินสำรวจไปเรื่อย ก่อนจะพบหินบางก้อนที่ส่องแสงจาง ๆ จากพื้น มันคือเครื่องนำทางไปสู่มุมหนึ่งของถ้ำ และจากการใช้ Analysis F หัวใจก็พองโตขึ้นฉับพลัน
สิ่งที่เขาตามหา อยู่ที่นี่ ไม่ผิดแล้ว...
หลังจากใช้ดาบตะกุยกรวดหินแถวนั้นออก เขาก็พบกับทางลับที่ซ่อนอยู่ และมีรูขนาดเท่ากำปั้น หน้าตาคุ้น ๆ
ใช่... ก้อนหินที่รับมาจากทุ่งดอกไม้เปลี่ยนสีนั่น...
เมื่อใส่หินก้อนนั้นลงไป ถ้ำก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง และที่มุมหนึ่งของถ้ำนั้นมีเส้นทางอีกหนึ่งค่อย ๆ แง้มเปิด
“สำเร็จ”
เขาแอบกำหมัดแน่น หุบรอยยิ้มไม่อยู่ร้องอุทานด้วยความสะใจ แต่ความรู้สึกถึงชัยชนะนั้นกลับมีได้เพียงชั่วแวบเดียว เพราะนั่นเป็นครั้งแรกที่รับรู้ว่าตนไม่ได้อยู่เพียงลำพังคนเดียว อีกมุมหนึ่งของถ้ำกลับมีหญิงสาวผมสีน้ำตาลตัดสั้น ยืนมองมาทางตน...