รหัสลับนักสลักรูน นิยายโดย tongfar
ตัวอย่างอ่านฟรี 11 ตอนแรกจากเล่ม 1
หมู่บ้านเมตรานับเป็นดินแดนที่มนุษย์ของสองโลกได้มาพบพาน เป็นเรื่องปรกติที่มีช่วงเวลาที่คึกคัก ครื้นเครงราวกับมีงานเฉลิมฉลองในทุก ๆ วัน ทว่าความตื่นเต้นที่ได้เปิดมุมมองในโลกใหม่ในคราแรกกับบรรยากาศอันน่าอภิรมย์เหล่านั้น กลับจางหายตามกาลเวลา สวนทางกับความนิยมของSoTทั้งที่ปัจจุบันมีผู้เล่นใหม่มิได้ยิ่งหย่อนไปกว่ายุคเริ่มแรกสักเท่าใดนัก
แล้วทำไมจึงเป็นเช่นนั้นไปได้ล่ะ...?
คำตอบคือSoTกลายเป็นเกมที่เริ่มมีอายุ ข้อมูลทั้งหลายในเกาะเริ่มต้นนี้ถูกค้นหาจนทะลุปรุโปร่ง แทบไม่เหลือสิ่งใหม่ให้ตื่นเต้น ผู้มาใหม่ผูกติดกับสังคมของตนเองมากขึ้น ได้รับการสนับสนุนทั้งอุปกรณ์เครื่องใช้ ทั้งข้อมูล กระทั่งมีผู้รอรับ สิ่งเหล่านี้เป็นดุจกำแพงที่ตั้งตระหง่านระหว่างผู้เล่นและNPCของเมตรา นับแต่ก้าวแรกที่เข้าเกม แล้วจะยังมีใครอีกหรือที่มอบความวางใจให้เหล่าNPCที่รอต้อนรับ กระทั่งผู้เล่นคนอื่นที่ไม่รู้จักหน้าค่าตา
ดังนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าบรรยากาศของเมืองเมตราเงียบเหงาลง อาจเป็นเพราะคนเราคุยกันน้อยลง และน่าจะเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ หากไม่มีสิ่งแปลกปลอมบางอย่างเข้ามาในฟันเฟืองที่บิดเบือนเหล่านั้น...
อาทิ...
“ลุงผู้ใหญ่!”
“อะไร แกอีกแล้วเหรอ!?”
เสียงร้องเรียกดังแว่วมาแต่ไกล ทว่าลุงร่างท้วมกลับสามารถบอกได้ทันทีว่าคนที่เรียกตนคือใคร ตัวปัญหาจอมรั้นคนเดิมจากโลกอีกฝั่งฟาก!
“ผมมีเรื่องจะถาม... อีกแล้ว”
ลินน์พูดแล้วเกาศีรษะ หัวเราะแหะ ๆ ถึงรู้ว่าอีกฝั่งเป็น NPC แต่การเผชิญหน้ากันโดยตรงเช่นนี้ บรรยากาศก็มิได้ต่างจากการคุยกับคนที่มีชีวิตสักนิด ยิ่งรู้ว่าตนไม่เป็นที่ต้อนรับก็ทำให้ประหม่าหนักขึ้นอีก
“เลือกที่ดินได้?” ลุงผู้ใหญ่ถาม
“เปล่า”
“งั้นเลือกสกิลที่จะเรียนได้?”
“ไม่ใช่ ๆ” ลินน์รีบยกมือขึ้นห้ามลุงแกไม่ให้ถามไปมากกว่านี้ ด้วยเกรงว่าเส้นเลือดในสมองของลุงแกจะระเบิด และค่าความสนิทจะติดลบไปมากกว่านี้
“ผมแค่รับภารกิจเล็ก ๆ มาจากหนูลิเดีย ให้ไปส่งขนมให้คุณพ่อหน่อยนึง” ว่าแล้วเขาก็เอาถุงขนมสีชมพูออกมาแสดง ก่อนจะยิงคำถามต่อทันที “ผมพอจะรู้มาบ้างว่าคุณทอนนี่ต้องเดินทางไปเก็บเซฟารินเพื่อทำยา แต่ผมไม่รู้ว่าควรไปที่ไหนน่ะสิครับ”
พูดจบลินน์ก็แอบสำรวจทีท่าของลุงผู้ใหญ่ แกจ้องเขม็งราวกับเวลาหยุดอยู่กับที่ ยังดีที่มือข้างหนึ่งกำลังลูบหนวด ไม่อย่างนั้นเขาอาจคิดว่าเกมค้าง
“เปิดแผนที่มาสิ”
ในที่สุดลุงแกก็ตอบ และอาจคำตอบแรกที่มีแนวโน้มไปในทางที่ดี นั่นทำให้ลินน์ยืนนิ่งไปชั่วขณะจนลุงแกเอ็ดด้วยความรำคาญ
เขาเปิดแผนที่ของระบบแล้วขยายให้ใหญ่คนจนพอจะอ่านได้ง่ายๆ ลุงผู้ใหญ่แกใช้นิ้วอ้วน ๆ ชี้ลงตรงหมู่บ้านเล็ก ๆ ทางใต้ของเกาะซึ่งเป็นจุดที่พวกเขาอยู่ เนื่องจากเขาไม่เคยไปไหนมาก่อน แผนที่ส่วนอื่นจึงยังมีหมอกบัง มองไม่เห็นรายละเอียดอื่นสักจุด
ลุงผู้ใหญ่แกเงยหน้ามองลินน์นิดหนึ่งก่อนจะส่ายหน้าอย่างละเหี่ยใจ แล้วเริ่มอธิบายเนิบ ๆ ไม่เร่งร้อน “เมืองเมตรานี่อยู่ค่อนลงมาทางใต้ สภาพคร่าว ๆ ของเกาะจะคล้ายจันทร์เสี้ยว คนปรกติเขาจะไปซื้อแผนที่ก่อนเป็นอย่างแรก ของแจกข้าก็ไม่รู้เอาไปโยนทิ้งไหนแล้ว” ถึงอย่างนั้นก็ยังมิวายวกมาแขวะได้ สมแล้วที่ค่าความสนิทติดลบ...
“แรกเริ่มจากจัตุรัสกลางเมืองนี้ แกต้องเดินไปตามถนนเส้นตะวันออก ผ่านเมืองร้างพวกนั้นออกไป ถึงทางแยกก็ไม่ต้องสนใจ เดินเลาะชายทะเลไปเรื่อยจะปลอดภัยมากกว่าเพราะมีผู้คนสัญจร สัตว์ร้ายก็ไม่มาก เร่งฝีเท้าหน่อยสักยี่สิบนาที เห็นกระท่อมพรานป่าริมทางก็นับว่าเข้าเขตที่ราบโบรมินแล้ว ที่นั่นเป็นเขตล่าสัตว์ค่อนข้างกว้าง แต่น่าจะหาตัวทอนนี่ได้ไม่ยากนัก”
ลินน์ตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ เมื่อคำบรรยายจบก็เงยหน้าขึ้น... ชายหนุ่มกับคุณลุงมองกันแล้วกะพริบตาปริบ ๆ และเป็นฝ่ายชายหนุ่มที่ทำลายความเงียบนั้นลง
“ไม่มีของแจกจริง ๆ เหรอลุง?”
เป็นอีกครั้งที่เส้นเลือดบนหน้าผากของท่านผู้ใหญ่บ้านปูดขึ้น มีโบกไล่ ปากสั่นตะโกนเอ็ดเสียงดัง “ไม่มี จะไปไหนก็ไปได้แล้ว!”
“ขอบคุณครับ ไว้ว่างจะแวะมาหาใหม่!”
“ไม่ต้อนรับ!”
ลินน์สัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายเริ่มโอนอ่อนมากขึ้น จึงแกล้งแหย่เล่น และไม่วายโดนสาดเกลือไล่หลังอย่างที่เคย
บรรยากาศภายในเมืองกลับมาสงบสุขอีกครั้ง เหล่าผู้เล่นแต่ละคนเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นคงทึกทักกันว่า เด็กใหม่จอมแสบคนนี้เข้าเกมมาเพื่อป่วน NPC โดยไม่ทันสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ
แม้สีหน้าและน้ำเสียงของลุงผู้ใหญ่ยังคงดุดันไม่เป็นมิตร ทว่ามีรอยยิ้มเล็ก ๆ อยู่บนใบหน้า...
“ไอ้นี่พิลึก ดีใจอะไรกับงานส่งขนมเด็กเล่น” ลุงร่างท้วมพูดกับตนเองอย่างมีชีวิตชีวา ก่อนจะกลับไปทำงานของตนต่อ ภายในเมืองเมตราที่จืดจางดังนี้...
สองขาจ้ำหนีลุงร่างท้วมออกมาทางถนนตะวันออกของเมืองโดยเปิดแผนที่ทิ้งไว้ให้ภาพร่างค่อย ๆ เติมเต็ม เพียงไม่นานเขาก็ออกจากเขตบ้านเรือนของNPCและเข้าสู่อาณาจักรของบ้านของเหล่าผู้เล่นที่ตั้งเรียงรายเป็นตับ ให้มองมุมไหนก็คือสลัมอันกว้างใหญ่ไพศาล
เขาลงความเร็วลงเนื่องจากค่าความเหนื่อยแตะขีดจำกัด มองย้อนกลับไปก็นับว่าวิ่งมาได้ไกลเอาการ อาจเรียกได้ว่าค่าความสามารถพื้นฐานของร่างกายนี้สูงกว่าร่างกายจริง ๆ ของเขาพอสมควร ซึ่งก็ควรเป็นเช่นว่า หากไม่แล้วคงโดนศัตรูที่กระจอกที่สุดในโลกSoTตบตายเอาง่าย ๆ
ระหว่างที่เดินรอให้ค่าความเหนื่อยฟื้นตัว เขาก็ใช้เวลานั้นตรวจสอบสถานะของตัวละครไปเรื่อย รวมไปถึงค่าความสนิทของเหล่า NPCทั้งหลายในเมือง
ในเกม SoT นั้น หน้าต่างสถานะแรกเริ่มจะว่างเปล่า รอให้เหล่าผู้เล่นเติมเต็มไปทีละน้อย เมื่อใดที่เริ่มสนทนากับเหล่าNPCข้อมูลเกี่ยวกับความสนิทจึงเพิ่มขึ้น ทำให้เขาพบว่าNPCบางคนก็มิได้มีค่าความสนิทติดลบ เช่น ลิเดียลูกของคุณทอนนี่ปัจจุบันคือ +1 ส่วนหญิงสาวไม่ทราบชื่อคือ -3 ลุงผู้ใหญ่บ้านเป็น -10 กะพริบ ๆ ไม่แน่ใจว่ากำลังจะเปลี่ยนแปลงหรืออย่างไร...
...แต่ที่แน่ ๆ ยามบางคนกลายเป็น -11 -12 ไปเรียบร้อยแล้ว
นั่นทำให้เขาคิ้วขมวด เขายังไม่ได้คุยกับพวกนั้นเพิ่มสักหน่อย แล้วไหงความเกลียดดันพอกหางมาเช่นนี้เล่า “เฮ้อ...” เขาเงยหน้าขึ้นจากตารางค่าสถานะ พบว่าตนเองยังคงอยู่ในเขตสลัมทั้งสองฝั่งทาง แต่เริ่มมีที่ว่างติดจองเพิ่มขึ้นมาให้ทิวทัศน์ปรับเปลี่ยนเล็กน้อย
กระนั้นก็ยังแย่อยู่ดี... ไม่พอบ้านบางหลังมีการทาสีจนแสบสัน บางหลังยังวาดกราฟฟิตี้เป็นชื่อแก๊ง อย่างกับเดินตามตรอกซอยในเมืองใหญ่
“ไม่ไหวแฮะ เสียบรรยากาศเกมแนวแฟนตาซีหมด”
ลินน์ส่ายหน้าด้วยความรำคาญ ก่อนจะลองเดินเข้าเขตบ้านของคนแถวนั้น
ปรากฏว่าเดินเข้าได้... หมายความว่า ไม่มีการป้องกันเลยหรือ?
แต่ก่อนจะทำอะไรไปมากกว่านั้น ระบบแจ้งเตือนก็เด้งขึ้นมา
‘คุณกำลังบุกรุกทรัพย์สินของผู้อื่น ระบบจะทำการบันทึกการกระทำของคุณ’
“หืม...”
ลินน์ลูบคางด้วยความแปลกใจเล็กน้อยกับระบบที่ไม่เน้นป้องกัน แต่กลับระบุชื่ออริไว้ให้ไปแก้แค้นกันเองทีหลังแทนแบบนี้
เขาถอนตัวกลับสู่ถนนเส้นหลัก ก่อนจะคิ้วขมวดด้วยวิวทิวทัศน์อันน่าเบื่อหน่าย เพราะบนถนนเส้นนี้แทบจะไม่มีผู้คนสัญจร กระทั่ง NPC ที่อยู่ใกล้สุดยังอยู่ไกลลิบ มันช่างเงียบเหงาและวังเวงจับจิต นั่นทำให้เขาต้องรีบออกตัววิ่งอีกครั้ง จนกระทั่งวิวทิวทัศน์เริ่มเปลี่ยนแปลง บ้านของเหล่าผู้เล่นบางตาลงมาก เหลือเพียงป้ายไม้ปักไว้ว่าเป็นที่ดินถูกจับจอง เอามือป้องตามองก็พอจะเห็นที่ว่างจริง ๆ บ้าง
มองย้อนกลับไปทางหมู่บ้านก็ถึงกับเหงื่อตก เพราะบริเวณนี้ช่างครึ่งๆ กลาง ๆ สิ้นดี เป็นโซนกึ่งกลางระหว่างหมู่บ้านกับพื้นที่อันตราย เวรยามก็ไม่มี ไปไหนมาไหนก็ลำบาก มีที่ดินบริเวณนี้ไว้ ไม่ทราบจะไว้ใช้ปลูกมะเขือเปราะหรือไงมิทราบ
“การวิ่งด้วยความเร็วสิ้นเปลืองความเหนื่อยเกินไป แต่ถ้าเดินก็ช้าเกินไปอีก ถ้าอย่างนั้นลองวิ่งเหยาะ ๆ ดูบ้างสิ”
พอไม่มีอะไรทำ ลินน์ก็ลองระบบเกมไปเรื่อยเปื่อย สักพักจึงเริ่มคุ้นชินกับร่างกายนี้ขึ้นมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง การเดิน กระโดด ย่อตัวคลาน หมอบกับพื้น ทุกอย่างเสมือนจริงทั้งหมด แต่เขายังไม่แน่ใจว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นข้อได้เปรียบในการต่อสู้กับผู้ที่เล่นจากแพลตฟอร์มอื่นหรือไม่
ถึงมุมมองของเขาอาจดูกว้างไกลกว่าการดูจากในจอโทรศัพท์ หรือจอคอมพิวเตอร์ แต่นั่นก็แค่ในมุมมองบุคคลที่หนึ่ง เพราะคนเรานั้นมักมีจุดบอดที่ด้านหลัง แต่ในแพลตฟอร์มอื่นจะสามารถปรับเปลี่ยนมุมมองเป็นบุคคลที่สาม หรือมองจากบนฟ้าซึ่งจะทำให้เห็นสถานการณ์โดยรวมชัดเจนกว่า
ในเมื่อเกมนี้เป็นเกมที่เน้นระบบต่อสู้เป็นหลัก ถึงในแพลตฟอร์มอื่นอาจจะทำการโจมตีธรรมดาได้น้อยแบบกว่า แต่เกมส่วนใหญ่ก็เน้นเรื่องการการวัดระยะ และการบริหารสกิลโจมตีด้วยกันทั้งสิ้น
มองในมุมนี้ การใช้สายตาเพื่อวัดระยะการโจมตี รวมไปถึงการเคลื่อนที่หลบด้วยร่างกายของตนเอง ก็ยากกว่าการกดแป้นบังคับให้หลบแน่อยู่แล้ว
กล่าวคือ การควบคุมด้วยระบบ VRss นั้นละเอียดกว่า แต่การจะเชี่ยวชาญได้นั้นจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการฝึกฝนอักโข
เมื่อมีความท้าทายรออยู่ตรงหน้า เลือดลมก็สูบฉีด เขากำลังรู้สึกตื่นเต้นแม้จะอยู่ในโลกเสมือน แต่เขาก็ไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องผิดปรกติอีกต่อไป กลับกันมันก็นับว่าสมเหตุสมผล หาก Lucid Dream คือสิ่งที่เชื่อมเขาไว้กับ SoT หรือก็คือ
เขากำลังนอนหลับ โดยสมองยังทำงานอย่างหนักตลอดเวลา... และนี่คงเป็นเหตุผลหลักที่คู่มือการใช้งานVRss กำหนดไว้ว่า วันหนึ่งเขาไม่สามารถออนไลน์ได้เกินกว่าสี่ชั่วโมง หากใครดื้อระบบจะตัดเข้าโหมดหลับลึก เพื่อให้สมองได้รับการพักผ่อนจริง ๆ บ้าง
ลินน์อยู่ฝีเท้าลงตรงหน้าป้ายบอกทางแรกที่พบ ถัดออกไปคือทางแยกหนึ่งขึ้นเหนือ สองตรงเลาะชายหาดไปเรื่อย ๆ
ชายหาดบริเวณนี้มิได้ราบเรียบนัก แนวหินบางมีเพรียงเกาะ สาหร่ายพันดูเป็นธรรมชาติดี แต่สิ่งที่เด่นสะดุดตาคือปูตัวโตที่ยืนจ้องหน้าตอบอยู่ขณะนี้...
เหลียวมองแผนที่ พบว่ามีจุดแดงหนึ่งจุดปรากฏขึ้นบริเวณชายหาด... เหมือนว่าถ้าเขาไม่มีสกิลเกี่ยวกับการตรวจจับศัตรู ก็คงต้องรอให้เห็นด้วยตาตัวเองจริง ๆ ระบบถึงกรุณาแจ้งเตือน
เขาพยายามเพ่งพินิจเจ้าปู เผื่อว่าจะพอหาข้อมูลความเก่งกาจของมันได้บ้าง แต่ไม่เป็นผล... เพราะเขายังไม่มีสกิลในการประเมินความสามารถศัตรู
คนและปูยืนจ้องหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งคลื่นลูกใหญ่ซัดเข้าฝั่งจนเจ้าปูล้มกลิ้งไม่เป็นท่า ก่อนจะวิ่งหนีลงทะเลไป...
“รอดไปวันหนึ่งนะแก” ลินน์โพล่งขึ้นพลางยกมือปาดหน้าผาก นึกไปอุปกรณ์ที่มีอยู่ก็แค่ดาบสั้นหนึ่งเล่ม ไม่รู้ว่าจะเจาะเกราะของเจ้าปูนั่นได้ไหม และเขายังไม่ได้ลองฝึกการต่อสู้จริงแม้แต่นิดเดียว ในโลกของความจริงแค่มีเรื่องชกต่อยเขายังไม่เคยสักครั้ง บางทีอาจเป็นเขาเองที่รอดพ้นจากการเป็นอาหารของปูยักษ์อย่างหวุดหวิด...
เขาหันย้อนกลับมาที่ทางแยก ทางทิศเหนือนั่นเริ่มทุรกันดาร ซ้ายมือคือทุ่งหญ้ากว้างขวาง และขวามือคือทางลาดชันขึ้นสู่ภูเขาที่เต็มไปด้วยแมกไม้ มั่นใจเลยว่านั่นไม่ใช่สถานที่ปิกนิกชมวิว เนื่องจากเกมไกด์ทุกสำนักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ในโลกที่สวยงามแห่งนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่กลับเต็มไปด้วยอันตราย
นึกถึงบทความในเว็บไซต์ก็นึกขำ แม้ว่าจะเดินอยู่บนเกาะเริ่มต้น แต่ก็เคยมีผู้เล่นใหม่ถูกมอนสเตอร์ ‘นก’ พลัดถิ่นบินมาคาบไปกิน หรือกำลังตกปลาอยู่ดันเจออสรพิษร้ายซึ่งเป็นบอสลับเข้าให้ ตายคาเบ็ดโดยไม่ทันตั้งตัวยังเห็นมาแล้ว
ดังนั้นไม่ว่าจะทำอะไรก็ควรมีสติตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผชิญหน้ากับพวกตัวบินได้ หรือไม่ก็พวกที่มาจากใต้บาดาล
เมื่ออยู่ในเขตอันตรายเช่นนี้เขาจึงหยิบดาบสั้นออกจากช่องเก็บของ ใช้สายคาดไว้กับเอวเพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างทันท่วงที และเริ่มเดินทางต่อด้วยความระมัดระวังยิ่งขึ้น นอกจากสองขาที่ออกวิ่ง สายตาคอยสอดส่องสถานการณ์โดยรอบตลอดเวลา
ระหว่างทางเขาพบ NPC พรานสองถึงสามคนจัดทีมกันเข้าล่าสัตว์ในป่าทางเหนือ และเริ่มพบผู้เล่นจำนวนหนึ่งขี่ม้าสวนทาง ในที่สุดเขาก็พบกระท่อมของพรานป่าอยู่สามหลังในเวิ้งเล็ก ๆ ก่อนเข้าป่า โดยมีร้านอาหารเล็ก ๆ ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก พร้อมทหารยามรักษาการจากเมืองเมตราอีกหกนาย นอกจากนั้นยังมีร้านของเหล่าผู้เล่นที่จ้างให้ NPC ช่วยขายของให้อีกนับสิบ ดูท่าบริเวณนี้จะเป็นจุดพักของเหล่าผู้เล่นที่มาล่าสัตว์ในทุ่งราบโบรมิน บรรยากาศคึกคักกว่าที่คิด
ลินน์เดินดูของขายตามแผงอยู่ครู่หนึ่ง แต่น่าเสียดายที่ยังไม่มีสกิล analysisที่ช่วยวิเคราะห์สิ่งของต่าง ๆ เมื่อไม่รู้คุณค่าจะดูต่อไปก็เสียเวลาเปล่า เขาจึงเร่งฝีเท้าเดินปลีกตัวออกมาจากบริเวณนั้น และมุ่งหน้าตรงไปยังที่ราบซึ่งเป็นโบรมินเป้าหมายหลัก
ถนนเส้นหลักเพียงเส้นเดียวนั้นเริ่มมีผู้คนสัญจรไปมาอย่างอุ่นหนาฝาคั่งจนเขาประหลาดใจ และความประหลาดใจดังกล่าวก็แปรเปลี่ยนเพียงชั่วไม่กี่นาทีถัดมา เมื่อขาทั้งสองข้างพาไปหยุดอยู่ด้านหน้าทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล โดยมีป่าใหญ่โอบล้อม ลมทะเลพัดโกรกจนเส้นผมโบกสะบัด สองตากะพริบปริบ ๆ ริมฝีปากขยับยิ้ม... แห้ง ๆ และสิ่งแรกที่เขาสบถออกมาคือ...
“อะไรเนี่ย?”
ลินน์เลื่อนมือขึ้นทาบหน้าผาก เสยจัดผมดิจิทัลของตนพลางนึกถึงคำพูดของลุงผู้ใหญ่ว่า มาถึงก็คงเจอคุณทอนนี่เอง... ทีแรกเขาก็สงสัยว่าจะสามารถหา NPC คนหนึ่งในที่ราบกว้างขวางได้ง่าย ๆ แน่หรือ
โอเค...
คำพูดนั้นไม่ผิดสักนิด เขาสามารถระบุตัวของ NPC ที่ชื่อทอนนี่ได้เพียงปราดแรกที่กวาดมอง และความหดหู่ประดังเข้ามาแทรกแทน
ในทุ่งว่างอันกว้างใหญ่ไพศาล มีผู้เล่นจำนวนมากกำลังเปิดระบบล่าอัตโนมัติ โดยระบุให้ล่าสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกระต่ายขนสีทราย กับกิ้งก่าหินตัวเท่าสุนัขเดินอืดอาดในบริเวณเดียวกัน สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นเกิดแก่เจ็บตายสลับกันอย่างไม่มีหยุด ด้วยลูกธนูและคมดาบจำนวนนับไม่ถ้วน
เหนือสิ่งอื่นใด มีNPCชายวัยกลางคนผมสีทอง สวมแว่น ถือมีดด้วยท่าทางงก ๆ เงิ่น ๆ กำลังพยายามที่จะล่าเจ้ากระต่ายพวกนั้น แน่นอนว่าไม่ทันกองทัพผู้เล่น
คุณทอนนี่พยายามเจรจากับเหล่าผู้เล่นพวกนั้นบ้างเช่นกัน แต่ก็โดนเมินอย่างไร้เยื่อใย ซึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนั้นเพราะบอทไม่มีชีวิตซ้ำยังไร้จิตใจ!
“คุณทอนนี่ใช่ไหมครับ!?”
ลินน์ทนดูภาพอันน่าสมเพชของ NPC ผู้น่าสงสารนี้ไม่ได้อีกต่อไปจึงวิ่งเข้าหาพร้อมโบกมือตะโกนเรียก
ได้ผล คุณทอนนี่หันขวับตามเสียงเรียกทันที เขาเห็นดวงตาสีฟ้าครามที่ซ่อนใต้แว่นกะพริบมองด้วยความแปลกใจ แต่ก็หยุดยืนรอจนกระทั่งลินน์ไปยืนอยู่ตรงหน้า
เป็นลินน์ที่เริ่มบทสนทนาโดยการหยิบถุงขนมสีชมพูออกจากช่องเก็บของ เพื่อยื่นให้คุณNPCกับมือ “ลูกสาวคุณ วานให้ผมนำขนมมาฝากแน่ะ”
“ลิเดียหรือ? ขอบคุณ...”
ทอนนี่ยิ้มร่า ยื่นมือรับไว้โดยง่าย เมื่อแกะถุงออกมาก็พบว่าข้างในคือคุกกี้นิ่มสีน้ำตาลอ่อน ๆ แต่งแต้มหน้าตาด้วยผลไม้อบแห้งฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ดูน่ากินกว่าที่คิด เหมือนทอนนี่จะมองออกจึงส่งให้ชิ้นหนึ่ง
“ถือเป็นของตอบแทนก็แล้วกัน”
ลินน์รับไว้แล้วพลิกไปมาเพื่อดูให้ละเอียด แต่ก็ไม่มีข้อมูลอะไรให้อยู่ดี แต่พอกัดลงไปคำแรก ความหอมของแป้งและน้ำตาลอบก็คลุ้งกระจายเต็มปาก รสชาติหวานแต่พอดี ผสมผสานกับความหวานของกีวี่อบแห้ง รสสัมผัสกรุบ ๆ ตัดกับความนุ่มของคุกกี้อย่างลงตัว นอกจากนั้นเขาคิดว่ามีส่วนผสมลับอยู่อีกสองถึงสามอย่าง หนึ่งในนั้นคือน้ำเลมอนที่เพิ่มความสดชื่นมิให้ขนมประเภทนี้เลี่ยนจนเกินไป...
ทันใดนั้นระบบก็แจ้งเตือนขึ้นตรงหน้า
‘วิเคราะห์สำเร็จ: คุกกี้นิ่มแห่งบ้านชาเรีย’
คุกกี้ที่สองแม่ลูกช่วยกันทำให้คุณพ่อที่กรำงานหนัก ทุกวัตถุดิบได้รับการเลือกสรรอย่างดี และเติมความรักให้จนเต็มเปี่ยม นำมาผสมผสานกันด้วยความตั้งใจในทุกขั้นตอน
เพิ่มค่าโชคถาวร 1 (limit to 1 time)
อ่านจบลินน์กะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะกินต่อจนจบอย่างเงียบ ๆ รู้สึกว่าเจ้าเกมนี้จะเล่นกับสมองและความรู้สึกของเขามากเกินไปสักหน่อย... ถึงขั้นสัมผัสได้ถึงรสชาติอันนุ่มลึก และสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ล้อมรอบร่างกายหลังจากได้กินคุกกี้นั้นลงไป
ระหว่างนั้นทอนนี่ก็จ้องสำรวจลินน์ตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า เห็นชุดที่สวมใส่ก็พอคาดเดาได้ว่าเป็นนักผจญภัยมือใหม่ แต่ดาบที่คาดเอวนั้นเป็นของดีเกินกว่ามือใหม่จะมีไว้ครอบครอง จึงรู้สึกสนใจถามขึ้นมา “ถึงอย่างนั้น... คงไม่ได้มีธุระเพียงแค่นี้จริงไหม?”
ลินน์เงยขึ้นมอง ทอนนี่ในเวลานี้หาใช่ NPC ผู้น่าสมเพชอย่างที่เขาเห็นในตอนแรกอีกต่อไป พลังของคุกกี้เปลี่ยนชายผู้นั้นให้ยืดตัวตรง ดวงตาสีน้ำเงินคราใต้แว่นกลมมองอย่างมาดมั่น และเขาก็ไม่เห็นเหตุผลที่ต้องโกหกNPCจึงตอบกลับซื่อ ๆ“ผมต้องการเรียนทักษะQuick Learner จากคุณจึงไปหาที่ร้าน แต่บังเอิญพบลิเดียที่เรียกมาจากชั้นบน ฝากให้นำคุกกี้นี้มาให้ ก็นับเป็นโอกาสที่ไม่เลวนัก อย่างไรผมก็ต้องการตามหาตัวคุณอยู่แล้ว”
ทอนนี่พยักหน้ารับ
“เป็นเรื่องดีที่นักผจญภัยมือใหม่รับรู้ถึงคุณค่าของทักษะดังกล่าว และมิใช่คำขอที่ทำตามไม่ได้”
“ถ้าอย่างนั้น...”
ลินน์ดีใจยิ้มร่า แต่ทอนนี่กลับยกมือขึ้นเป็นเชิงบอกว่า... ยังดีใจเร็วเกินไป
“ทักษะนั้นจำเป็นต้องใช้ยาชนิดหนึ่งเป็นตัวช่วย อีกทั้งยังต้องผ่านการฝึกฝนอีกมากกว่าจะสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็อย่างที่เห็น...” ทอนนี่เผยมือไปทางกองทัพผู้เล่นในทุ่งกว้าง ที่กำลังไล่ล่ากระต่ายกันอย่างไร้ความปราณี
“สำหรับเราครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุด จึงไม่อาจปันเวลาให้ผู้อื่นได้จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ปรกติ”
ลินน์หน้าเสียทันที เพราะคำว่าสถานการณ์กลับสู่ปรกตินั้นเป็นไปไม่ได้ ใครจะไปสั่งหยุดกองทัพออโตบอทที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำอย่างนี้ได้กัน
“แล้วถ้าผมช่วยหา เซฟาริน ให้ได้ล่ะ?” ลินน์ลองยื่นข้อเสนอ ทว่าทอนนี่กลับส่ายหน้าปฏิเสธ
“การเรียนรู้ทักษะจำเป็นต้องใช้เวลาและทรัพยากร เราก็ต้องปรุงยาสำหรับการเรียนรู้ทักษะ เจ้าต้องออกไปหาวัตถุดิบทำยาและทำภารกิจ ระหว่างนั้นยังต้องหาเซฟารินมาให้อีก คิดว่าจะทำได้จริงหรือ? แล้วคิดว่าเราจะเชื่อใจจนกล้าฝากชะตากรรมลูกสาวไว้ในมือของเจ้าหรือ?”
ลินน์ผงะเมื่อฟังคำของทอนนี่ เขาเริ่มสงสัยแล้วว่าบทบาทของ NPC ตรงหน้าถูกวางแผนให้เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว หรือว่ามี AI ระดับสูงที่สามารถคิดได้ลึกซึ้งในระดับนี้จริง ๆ กันแน่
เขากลืนน้ำลายไม่รู้จะตอบเช่นใด มองในมุมของทอนนี่เขาก็แค่คนแปลกหน้าคนหนึ่งที่เพิ่งพบกันครั้งแรก ให้ฝากความหวังไว้ย่อมเป็นไปไม่ได้
“แต่... วันนี้เราก็ยังหาเซฟารินไม่ได้ สนใจจะรับภารกิจอันเห็นแก่ตัวของเราบ้างไหม?” ทอนนี่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทันใดนั้นระบบแจ้งเตือนก็เด้งขึ้นอีกครั้ง
ทอนนี่ ชาเรีย ค่าความสนิท +2
“คุณบอกว่ามีภารกิจให้หรือ...?” ลินน์หูผึ่งทันควันเพราะคำว่าภารกิจ
“เคยได้ยินเกี่ยวกับนักสะสม รูนิค มาก่อนบ้างไหม?” ทอนนี่เริ่มต้นด้วยข้อมูลที่เขาพอมีอยู่บ้าง แต่นั่นทำให้เขาเลิกคิ้วด้วยความงุนงง
“ได้ยินว่าเป็น เจ้าถิ่น บริเวณนี้” เขาตอบกลับทื่อ ๆ ไม่นึกว่าภารกิจที่ทอนนี่นำเสนอจะเกี่ยวกับบอสของเกาะอย่างเจ้า รูนิค จากโน้ตของนายมัวร์ เจ้าบอสตัวนี้อาจไม่ได้เก่งกาจเท่าใดนัก แต่นั่นน่าจะเป็นมุมมองของผู้เล่นมากประสบการณ์ หาใช่มือใหม่หัดเล่น กลัวกระทั่งปูตัวโต ๆ อย่างเขา
ทอนนี่ยังคงพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เจ้ารูนิคนับเป็นนักสะสมตัวยง ในถ้ำของมันมีสมบัตินับไม่ถ้วน รวมทั้งเซฟารินจำนวนหนึ่ง”
“คุณคงไม่ได้บอกให้ผมไปสังหารมันใช่ไหม?”
ลินน์ยกมือขึ้นขัดจังหวะ อีกฝ่ายกลับส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่มีทางหรอก การจะสู้กับรูนิคอย่างน้อยก็ต้องมีนักผจญภัยมากประสบการณ์สักสิบคน เนื่องจากความทนทานอันมหาศาลของมัน แต่จุดอ่อนของเจ้านั่นคือความเชื่องช้า ขอเพียงคุณวิ่งหลอกล่อให้สักสิบ... ไม่ห้านาที เราจะรีบเข้าไปเอาเซฟารินออกมาจากถ้ำของมัน หลังจากนั้นเพียงแค่หลบหนีให้พ้นก็พอ” ทอนนี่พูดแล้วยิ้มแหย “เราก็อยากช่วยหลอกล่อมันข้างนอกอยู่หรอก แต่เจ้าคงเพิ่งเดินทางมายังโลกนี้ ไม่มีแม้ความรู้ของสมุนไพรจริงไหม?” ระบบแจ้งเตือนดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ปรากฏขึ้นพร้อมหน้าต่างภารกิจ
ภารกิจสืบเนื่อง: เซฟารินของทอนนี่
ทอนนี่กำลังเข้าตาจน ใช้ชีวิตในทุก ๆ วันเสี่ยงชีวิต ตามหาสมุนไพรหายากรักษาอาการของลูกสาวสุดที่รัก คุณคือคนที่ทอนนี่มอบความไว้วางใจให้ ความผิดพลาดนั้นมิใช่เพียงแค่คุณที่ต้องเสียชีวิต แต่อาจนำมาซึ่งความตายของทอนนี่ซึ่งจะทำให้กลายเป็นศัตรูกับ NPC ทั้งหมดในเมืองเมตรา
ลินน์ยืนแน่นิ่ง ปล่อยให้ลมพัดโกรก ท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้างที่เต็มไปด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวาย กู่ก้องด้วยเสียงท่าไม้ตายลับล่าสังหารกระต่าย... เป็นบรรยากาศที่ยิ่งเก๊กไปยิ่งเสียมาดมากกว่า
เขายกนิ้วขึ้นเกาหน้าแกรก ๆ นี่เป็นตัวเลือกที่ยากลำบาก แต่ในฐานะของเกมเมอร์เขาก็มีความมั่นใจตนเองระดับในระดับสูง อีกอย่างภารกิจระดับนี้ใช่ว่าต้องการแล้วจะได้รับโอกาส... ดังนั้น... “ขอลองก่อนได้ไหม? สารภาพตามตรงว่าผมไม่แน่ใจว่าจะสามารถถ่วงเวลาให้คุณได้ไหม มันอันตรายเกินไป และถ้าไม่ไหวผมจะลองหาเซฟารินจากทางอื่นดูก่อน ตกลงไหม?”
ทอนนี่โน้มศีรษะรับให้กับคำตอบของลินน์ “คุณรอบคอบจริง ๆ ขอบคุณที่รับฟังคำขออันเอาแต่ใจของเรา”
“เราต่างฝ่ายต่างช่วยกันมากกว่า ไปกันเถอะครับคุณทอนนี่” ลินน์ว่าพลางตบเท้านำ... ก่อนจะหันกลับมาถาม “แล้วเราต้องไปทางไหนกันครับ?”
ทอนนี่หลุดหัวเราะ ก่อนจะเริ่มออกตัวเดิน มือชี้ตรงเลียบแนวป่าไปยังเนินที่เห็นอยู่ไกล ๆ “ถ้ำของเจ้านั่นอยู่ด้านหลังเนินนั่น”
เมื่อรู้เป้าหมายชัด พวกเขาก็เริ่มออกตัววิ่งโดยไม่เร่งร้อน ถึงจะมีผู้คนพลุกพล่านแต่ก็ยังนับเป็นเขตอันตราย มีสัตว์ร้ายหลายชนิดอาศัยอยู่ดี ระหว่างทางพวกเขาเผชิญหน้ากับเจ้ากระต่าย ซูซู จำนวนหนึ่ง และกิ้งก่าหินโบฮีเมียนอีกสองถึงสามตัว
การต่อสู้ที่มีทอนนี่ช่วยไม่สามารถนับเป็นการฝึกได้ และด้วยดาบเทลรีฟที่ได้รับมาจากนายมัวร์ทำให้การเดินทางง่ายดายขึ้นหลายเท่า ในบริเวณนี้ไม่มีสัตว์ร้ายหน้าไหนทนทานต่อการโจมตีของเขาได้เกินกว่าหนึ่งที ขอเพียงเหวี่ยงดาบมั่ว ๆ โดนสักครั้งก็จบแล้ว
ครึ่งชั่วโมงพ้นผ่านพวกเขาก็เริ่มออกจากเขตทุ่งราบและเดินเลียบชายป่าไป ต้นไม้เริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ต้นหญ้าน้อยลง เสียงนกร้องดังแว่วซ้อนกับเสียงใบไม้เสียดสี ชวนให้รู้สึกอึดอัดและระแวงภัยอันตรายที่มองไม่เห็น น่าแปลกที่ไม่พบสัตว์ป่าสักชีวิตในละแวกนั้น
ความราบรื่นที่มากเกินไปนั้นกระตุกต่อมหวาดระแวงของลินน์มากขึ้นทุกขณะ จากประสบการณ์ของเขานี่มิใช่สัญญาณที่ดีแม้แต่น้อย จนกระทั่งถึงเวิ้งกว้างทรงกลมที่เปิดให้แสงอาทิตย์สาดส่อง เขาสะดุ้งเฮือกกับเศษกระดูกกองระเกะระกะบนพื้นดินแข็ง ความรู้สึกแรกที่ย่างกรายเข้ามานี้ราวกับยืนอยู่ด้านหน้าลานประหาร รับรู้ได้ถึงเหตุผลที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดย่างกรายเข้าสู่อาณาเขตแห่งนี้...
ทอนนี่ชี้นิ้วไปทางมุมมืดของลานดิน... สายตาของลินน์จับจ้องอยู่ ณ ที่แห่งนั้นแต่แรกเริ่ม ถัดจากถ้ำเล็ก ๆ มีสิ่งมีชีวิตประหลาดคล้ายมนุษย์โบราณ หรืออาจเรียกได้ว่ายักษ์ ดวงตาแดงก่ำ มีเขางอกที่ขมับ ร่างกายกำยำใหญ่โต สวมชุดขนสัตว์ฟูปกคลุมทั้งตัว
แค่เห็นเผลอสบตา ลินน์ก็รู้สึกแน่นอก กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก ความตึงเครียดเริ่มที่ก่อตัวมาตลอดทางพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ความกลัวถาโถมเข้าใส่ในชั่วพริบตา หากเป็นไปได้เขาก็อยากถอยหนีแต่ช้าไปมาก... เพราะว่าเจ้านั่นรู้แล้วว่าเขตแดนของตนกำลังถูกบุกรุก
สายตาสีแดงของมันฉายวาบมาที่พวกเขา ปากกว้างแสยะยิ้ม แลบลิ้นเลียปากอย่างน่าสยดสยอง หยิบหอกยาวที่พิงไว้ข้างถ้ำขึ้นกำ ลุกขึ้นยืนแสดงให้เห็นสัดส่วนความสูงที่ใหญ่โตกว่ามนุษย์ธรรมดาเกินกว่าเท่าตัว อนึ่งแผนที่ทอนนี่วางไว้แต่แรกเริ่มไม่มีทางใช้ได้อยู่แล้ว เนื่องจากทั้งทอนนี่และลินน์ไม่มีทักษะในการซ่อนตัวแม้แต่น้อย พวกเขานับว่าประมาทเกินไปมาก
“แย่ล่ะ มันเห็นเราแล้ว ถอยก่อนเถอะ!”
ทอนนี่ร้องเสียงหลงเมื่อรู้ถึงความอ่อนหัดของตน ขณะที่เจ้าร่างยักษ์วิ่งเข้าหาอย่างบ้าคลั่ง ด้านข้างลินน์ยังคงยืนตัวสั่น ไม่ยอมขยับแม้เพียงก้าว เขาจึงเลื่อนมือเขย่าไหล่เพื่อเตือนสติ จังหวะนั้นเองที่ลินน์สะบัดไหล่ให้พ้นจากมือของอีกฝ่าย
“มันจะยอมให้หนีเหรอครับ? คุณนั่นล่ะหนีไปก่อน” ลินน์ยังพูดไม่จบ มือสั่นก็คว้าดาบข้างเอวขึ้นชี้ไปข้างหน้า ทั้งที่เหงื่อไหลพรั่งพรู ทว่าทอนนี่กลับเห็นรอยยิ้มประทับอยู่บนใบหน้าของลินน์
หอกยาวแทงนำร่างใหญ่มาด้วยความเร็ว เพียงแค่กระโดดหลบข้างให้พ้นก็ทำได้ยากแล้ว ทอนนี่ถึงกับล้มลุกคลุกคลานไปกับพื้น
“มัวทำอะไรอยู่ล่ะ! ตกลงกันแล้วไงว่าหากมีอะไรผิดพลาดจะหนีไปก่อนน่ะ!” ลินน์ตะโกนสั่งเสียงดังลั่น เวลานั้นเขายืนเผชิญหน้ากับเจ้า รูนิค โดยตรงแล้ว มันยิ้มร่าเมื่อเห็นว่าเหยื่อตรงหน้าเลือกเผชิญหน้าโดยตรงแทนที่จะวิ่งหนี และเลิกสนใจทอนนี่โดยสิ้นเชิง
รูนิคย่อตัวลง ท่าทางเหมือนสัตว์ร้ายที่เตรียมพุ่งเข้าตะครุบเหยื่อ หากข้างกายก็เหมือนกรงเล็บใหญ่พร้อมสะบั้นศัตรูในคราวเดียว
“ทำเป็นขู่ กลัวตายล่ะ” ลินน์ทำใจดีสู้เสือทั้งที่ขาสั่น ใจเตือนสติตนเองตลอดเวลาว่า มันเป็นแค่เกม มันเป็นแค่ภาพกราฟิก และมันเป็นแค่บอสของเกาะเริ่มต้น!
เขาค่อย ๆ ขยับเข้าไปหาต้นไม้หมายจะใช้เป็นที่กำบังชั่วคราว แต่เจ้ารูนิคฉลาดกว่าที่คิด ใช้มือขุดหินขึ้นมาปาขวางไม่ให้ขยับไปมากกว่านั้น และพุ่งเข้าใส่ไม่ทันให้ตั้งตัว
ความรวดเร็วของมันทำให้ลินน์ตกใจ สมองกลวงโบ๋ กระโดดหมอบไปกับพื้นเพื่อหลบอย่างลุกลี้ลุกลน รอดชีวิตได้อย่างหวุดหวิด หัวใจเต้นโครมครามแทบทะลักออกจากอก ลมหายใจหอบแรงขึ้นทุกขณะ
“ไอ้มั่วเอ๊ย... เรื่องประเมินความเก่งของศัตรูนี่ไม่เคยถูกสักครั้ง ตัวพรรค์นี้มันกระจอกตรงไหน!” ลินน์นึกแค้นข้อมูลที่ได้รับมาจากเพื่อน เจ็บมากี่ครั้งไม่เคยจำสักที!
รูนิคย่อตัวลงอีกครั้ง แต่คราวนี้มันกลับพุ่งตัวราบมากับพื้น ตวัดหอกโจมตีกวาดใส่ขา ระยะการโจมตีนั้นกว้างหลายเมตร สิ่งเดียวที่ลินน์สามารถทำได้คือกระโดดถอยหลังซ้ำ ๆ จนพ้นระยะ ซึ่งนั่นเป็นเป้าหมายของเจ้ารูนิคแต่แรก มันเพียงต้องการต้อนเหยื่อที่หมายตา ให้ออกจากเขตป่าที่มีต้นไม้ระเกะระกะ และก้าวขาเข้าสู่ลานประหารของตน
ตาย... เกมโอเวอร์ เป็นสิ่งที่ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดอย่างไม่อาจสลัด แต่นั่นอาจเป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ หากเทียบกับความตายของนายทอนนี่...
ลินน์ใช้หางตาชำเลืองเห็นทอนนี่หลบไปไกลแล้วจึงเลิกใส่ใจ แล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับเจ้ารูนิคอย่างจริงจัง มันแสยะยิ้ม น้ำลายไหลกลายเป็นสัตว์ร้ายเต็มตัว ดูกี่ทีก็ขยาด ความสมจริงอันน่าสะพรึงนี้ทำให้เขาไม่อยากแม้แต่สัมผัสน้ำลายดิจิทัลของมัน
รูนิคกระโดดโลดเต้นไปมารอบ ๆ ไม่หยุด มือทั้งปาหิน ทั้งแทงหอกไล่ให้เหยื่อกระเสือกกระสนหนีสุดชีวิต และรอให้ลินน์เหนื่อยจนไม่อาจขัดขืน เหมือนกับแมวที่กำลังหยอกเล่นกับเหยื่อ
ซึ่งเขาก็รู้ตัวดีว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน เป้าหมายหลักก็แค่ถ่วงเวลา จึงวิ่งหนี คลานหนี วนไปเรื่อย ๆ อย่างไม่คิดชีวิต ร่างของเขาเปื้อนดินเขรอะ ฝุ่นเกาะมอมแมม หน้าตาดูไม่ได้ แม้ไม่โดนโจมตีตรง ๆ แต่การล้มลุกคลุกคลาน โดนเศษหินกระเด็นใส่ก็ทำให้ค่าพลังชีวิตของเขาลดลงไปเกินครึ่ง
ทว่า... เวลาผ่านไปความรู้สึกหนึ่งก็เริ่มเข้ามาแทนที่ มันคือความรู้สึกตื่นเต้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต พลันรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า สายตายังคงมองตรงอย่างมาดมั่น เขากระโดดหลบหอกที่พุ่งแทง ก่อนจะใช้ดาบในมือฟันสวน
เคร้ง!
เป็นครั้งแรกที่อาวุธโลหะของทั้งสองสัมผัสกัน แรงปะทะทำให้มือของลินน์ชาไปชั่วขณะ แต่เจ้ารูนิคผวาจนกระโดดถอยหลังหลบ
“เป็นอะไรไปล่ะ เจ้ายักษ์?” ลินน์สะบัดมือ ปัดฝุ่นที่เกาะร่าง ฉีกยิ้มยิงฟันกวนโมโหอีกฝ่าย รูนิคขานรับด้วยการกู่ร้องเสียงดัง ย่อตัวลงเตรียมโจมตีอีกครั้ง แต่ ณ เวลานั้น บรรยากาศพลันเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ความกริ่งเกรงที่ลินน์เคยมีจางหายจนเกือบหมดสิ้น
สายตาของลินน์จับจ้องทุกอิริยาบถของเจ้าอสูรกาย เห็นมันย่อตัวลงเพิ่มเป็นสัญญาณบอกว่ามันกำลังเตรียมพุ่งเข้าใส่ มือข้างหนึ่งของมันสัมผัสพื้นหมายถึงเตรียมตวัดหอกกวาด สายตาของมันหรี่เล็กลงหมายถึงกำลังจับจ้องเป้าหมาย จังหวะนั้นเขารออยู่แล้วจึงทำเป็นขยับตัวหนีไปทางซ้าย
รูนิครีบพุ่งเข้าใส่ทันทีที่เห็นช่องว่างเล็ก ๆ โดยไม่รู้ว่านั่นเป็นกับดัก ลินน์กระโดดหลบไปยังฝั่งตรงกันข้ามทันที การตวัดหอกกวาดขาไม่แม้แต่จะใกล้เคียง มันพุ่งแทงเข้าใส่ต่อเนื่องทว่าลินน์ก็รออยู่เช่นกันจึงเบี่ยงตัวหลบออกข้าง แล้วใช้ดาบในมือฟันสวน ผ่านชุดขนสัตว์ฟูฟ่องโดนเข้ากับร่างอันใหญ่โตของมันตรง ๆ ก่อนจะบิดตัวฟันซ้ำอีกหนึ่งหน แล้วกระโดดถอยหลังทิ้งระยะออกมา
ตัวเลขความเสียหาย เด้งขึ้นบนหัวของมัน 5 และ 6 บ่งบอกให้รู้ถึงความทนทายาดของมันได้เป็นอย่างดี ตรงกับคำพูดของนายมัวร์ที่กล่าวว่า มันถึกมาก ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...
“ไม่เลว ทำดาเมจได้หมายถึงฆ่าได้สินะ” ลินน์ฉีกยิ้มร่า เป็นวินาทีที่คำว่าเหยื่อและผู้ล่ากลับตาลปัตรกันแล้ว
เป็นครั้งแรกที่เจ้ารูนิคเริ่มหวาดหวั่น มันกู่คำรามก้อง ก่อนจะบุกตะลุยเข้าโจมตีอย่างบ้าคลั่ง แต่ไม่ว่าจะโจมตีอย่างไรอีกฝ่ายกลับหลบได้หมดอย่างไม่ยากเย็นนัก ซ้ำยังสามารถหาโอกาสโจมตีสวนกลับได้เรื่อยๆ
ในช่วงแรกลินน์กลัวเจ้ารูนิคจริง ๆ จึงเคลื่อนที่หนีด้วยความตื่นตระหนก แต่เมื่อเวลาผ่านไปเริ่มสงบสติอารมณ์ลงและเริ่มเคยชินกับการโจมตีของเจ้ารูนิค เขาก็เห็นรูปแบบการเคลื่อนไหวของมันชัดเจนขึ้นทีละน้อย
เขาอาจไม่ใช่นักศิลปะการต่อสู้ที่สามารถหลบหลีกทุกสิ่งที่พุ่งเข้าหา เทียบกันเขาคล้ายนักหมากรุกที่สามารถกำหนดทิศทางของเกมได้ ซึ่งเจ้า
รูนิคนี้มีลักษณะการโจมตีค่อนข้างเรียบง่าย เมื่อนำมาผสมผสานกับเทคนิคการเล่นเกมที่ผ่าน ๆ มาทำให้เขาสามารถชี้นำการเคลื่อนไหวของมันได้ในระดับหนึ่ง
และเขาก็กำลังขัดเกลาทักษะนั้นขึ้นไปเรื่อย ๆ ในทุกวินาทีที่เผชิญหน้า...
SoT ก็คือเกม ส่วนที่นี่ก็คือเกาะเริ่มต้น กลุ่มผู้สร้างแยกเกาะนี้ออกมาจากทวีปหลัก ย่อมเป็นเพราะต้องการให้ผู้เล่นได้ฝึกฝนและทำความเคยชินกับโลกของ SoT อย่างไม่คิดปิดบัง
เพื่อการนี้รูนิคก็คือบททดสอบสำหรับผู้เล่น... มันอาจจะยากแต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่เกินเลย ความแข็งแกร่งที่มากเกินไปเมื่อเทียบกับการเคลื่อนไหวที่โจ่งแจ้ง ก็เพราะต้องการให้ใช้เวลาเก็บประสบการณ์การต่อสู้กับมันให้นานที่สุด ภารกิจของทอนนี่ถูกคำนวณมาอย่างดีแล้วว่ามีความเป็นไปได้ ถึงส่วนหนึ่งตั้งใจทำมาแกล้งผู้เล่นใหม่ก็เถอะ
“ขอบคุณ”
ลินน์รู้สึกขอบคุณจากใจ เพราะถ้าไม่มีเจ้าเควสบ้านี่เขาคงไม่คิดเผชิญหน้ากับบอสของเกาะตั้งแต่สองชั่วโมงแรก และคงไม่ได้รับประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นขนาดนี้แน่ ๆ
“ฮูมมมม!!”
เจ้ารูนิคยิ่งนานยิ่งบ้าคลั่ง การโจมตีแต่ละทีทำให้เศษดินกระจัดกระจาย ลินน์ก็แค่ถอยหลังแล้วไม่เข้าไปยุ่งด้วยเท่านั้น เพราะการโจมตีไม่คิดชีวิตนั้นหลบยาก แต่สักพักมันก็ต้องหยุดเพราะความเหนื่อย เปิดโอกาสให้ลินน์ชาร์จเข้าโจมตีได้เรื่อย ๆ
ภาพนั้นทำให้ทอนนี่ที่แอบดูอยู่ไกล ๆ ยังถึงกับสะอึก เมื่อสถานการณ์แปรเปลี่ยนอย่างน่าใจหาย ไม่นึกว่านักผจญภัยมือใหม่ไม่มีทักษะติดตัวสักสกิลจะอาจหาญเผชิญหน้ากับเจ้ารูนิคโดยตรง ไม่มีความคิดจะหลบหนีอีกต่อไป...หรืออาจจะลืมไปแล้วจริง ๆ ว่าได้รับภารกิจอะไรบางอย่างมา
ทอนนี่เห็นเช่นนั้นก็กลั้นใจกลืนน้ำลาย นี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่จะหาเซฟารินเป็นกอบเป็นกำไปให้ลูกสาวได้ จึงค่อย ๆ แอบย่อง อ้อมหลบจากจุดที่พวกลินน์กำลังต่อสู้กันให้มากที่สุด โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวคือถ้ำเล็กๆ ในลานประหารแห่งนั้น ซึ่งก็สามารถทำได้ไม่ยากแล้ว
“ลินน์ เราได้เซฟารินแล้ว!”
หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ทอนนี่ก็กลับออกมานอกถ้ำ พร้อมสมุนไพรเต็มถุง เขารีบวิ่งให้พ้นรัศมีของการต่อสู้แล้วตะโกนส่งสัญญาณให้ตามที่ตกลงกันไว้
“เอ๋?”ลินน์อุทานด้วยความงุนงงเมื่อเห็นหน้าทอนนี่ “อ้าวคุณทอนนี่ยังไม่ได้หนีไปหรอกเหรอ?”เขาเพิ่งรู้สึกตัวจริง ๆ
“อย่าบอกนะว่าเจ้าคิดล้มรูนิคตามลำพังคนเดียว” ทอนนี่โพล่งขึ้นไม่คิด แต่เหมือนคู่สนทนาของเขาจะไม่คิดยิ่งกว่า กระโดดหลบการโจมตีของรูนิคแล้วหัวเราะแหะ ๆ
“คุณกลับไปก่อนเถอะ เห็นไหมพลังชีวิตมันลดไปเกือบหนึ่งในสามแล้ว” ลินน์ยกดาบชี้หน้าเจ้ารูนิคเหมือนหยามมันตรง ๆ
“พูดบ้า ๆ ในเวลาตั้งครึ่งชั่วโมงยังได้แค่หนึ่งในสาม แต่เจ้าโดนทีเดียวก็กลับบ้านเก่าแล้ว!” ทอนนี่เริ่มโวยวาย แต่ลินน์กลับเอาหูทวนลม กำลังสนุกและไม่คิดจะใส่ใจอีก
การต่อสู้ยังดำเนินต่อไปจนทอนนี่อ้าปากค้าง ก่อนจะถอนหายใจปลง ๆ หันหลังกลับ ตัดสินใจกลับเมืองตามลำพัง เนื่องจากเวลาก็ผ่านมามากโข เขายังจำเป็นต้องหลอมยาให้ลูกสาว... แต่ทันใดนั้นลูกดอกไม่ระบุสังกัดก็พุ่งเข้าหาด้วยความเร็ว ไม่มีเวลาแม้แต่จะให้คิดหลบ
“อ๊ากกก!!”
เสียงร้องของทอนนี่ดังลั่นจนลินน์ตกใจเกือบโดนเจ้ารูนิคโจมตีเข้าให้ มองย้อนตามเสียงกลับไปก็หน้าชาวาบ
ทอนนี่ที่อยู่ตั้งไกลนั้นนอนแผ่หลาโดยมีลูกดอกปักที่ลำตัว ส่วนผู้ที่ยิงมานั้นคือนักธนูชายผมยาวคนหนึ่ง ดูจากการแต่งกายก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่ามิใช่พวกมือใหม่... เขาจำได้ หมอนี่คือกลุ่มคนที่เทขยะราคาถูกทิ้งกลางเมืองเมตรา พูดจากันโหวกเหวกโวยวายไม่เกรงใจใครพวกนั้น...
หมอนั่นแสยะยิ้ม ก้มลงหยิบถุงสมุนไพรของทอนนี่หน้าด้าน ๆ ก่อนจะชูมือโบกไหว ๆ “เฮ้ยพวก บอสเรามีคนมายุ่งว่ะ รวมหัวกับ NPC ขโมยเซฟารินจากถ้ำ อยากขำให้ตายชะมัด”
มาถึงก็สาดคำพูดเป็นพิษไม่หยุด เวลานั้นทอนนี่ยังมีสติ พยายามเอื้อมหยิบถุงสมุนไพรคืน แต่ก็โดนเตะจนกลิ้ง “บ้าน่า ของพวกนี้ขายได้แพงจะตาย เรื่องอะไรจะให้แก NPC โง่” ลินน์สัมผัสได้ว่าศีรษะของเขาเริ่มร้อนขึ้นทุกที มันคืออารมณ์โกรธ...
“ทำอะไรของพวกนายน่ะ!?” เขาตวาดลั่น แต่กลับได้คำตอบเป็นลูกดอกที่พุ่งเข้าใส่แทน เขาล้มหลบก้นจ้ำเบ้า ก่อนจะรีบกลิ้งตัวหลบการโจมตีของรูนิคต่อ
“ฮะ ๆ ๆ ทำอะไรของแก กับแค่ผู้เล่นมือใหม่ ไร้ทักษะยังยิงไม่โดน” พรรคพวกอีกสองคนของนายนักธนูมาถึงก็สาดคำพูดมลพิษไม่ต่างกัน
“ยุ่งน่า ระยะมันไกลหรอก อีกดอกเป็นไง” เจ้านักธนูเหมือนจะฉุนขึ้นมาบ้าง คราวนี้นำสกิลมาใช้ จับลูกดอกยิงทีเดียวสามลูก ถึงเขารู้ทิศทางแต่ด้วยความเร็วที่แตกต่างจึงทำให้ไม่สามารถหลบได้ทั้งหมด โดนเข้าที่หัวไหล่หนึ่งดอก ล้มคว่ำลงกับพื้น ค่าพลังชีวิตเป็น 0 ในทันที
“ดอกเดียวตาย ยังกล้ามาคิดมาแย่งบอสพวกเราอีก ไอ้ไก่อ่อนเอ๊ย” นักดาบที่มาใหม่ยกมือปิดหน้าหัวเราะเยาะ พ่นคำปรามาสไม่รู้จักเหนื่อย ก้าวขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าลินน์ ก้มลงมองด้วยความสมเพช แล้ววิ่งกางโล่ชนกับเจ้ารูนิคดื้อ ๆ
นักธนูเมื่อสักครู่ก็เดินหัวเราะคิกคักมากับนักเวทคู่หู หมอนั่นย่อตัวลงนั่งยอง ๆ “นี่แกไม่รู้จริงดิ ว่าเหตุผลที่บอสเกิดแต่กลับไม่มีใครกล้ามาแหยม ไม่ใช่เพราะมันยาก... แต่มันมีเจ้าของ เจ้าโง่”
“เสียเวลาน่า รีบ ๆ ตีเร็วเข้ามันถึกจะตาย เสียเวลานอน” นักเวทพูดกระทุ้ง ร่ายเวททั้งที่ยืนหาว เหมือนทำงานอันน่าเบื่อหน่าย... ก็ควรเป็นเช่นนั้น พวกผู้เล่นระดับสูงที่ยอมเสียเวลากลับมาเกาะเริ่มต้น เพื่อล่าบอสที่เกาะเพื่อนำของไปขาย เกะกะระรานผู้เล่นใหม่เช่นนี้...
“ไปเกิดใหม่ ไป๊”
เจ้านักธนูจ้องหน้าลินน์ที่นอนจ้องเขม็งไม่พูดจา ก่อนจะยิงลูกธนูซ้ำร่างที่ไม่อาจกระดิกตัวได้...และวินาทีต่อมาเขาก็กลับมายืนแน่นิ่งอยู่กลางเมืองเมตราอีกครั้ง...
เอฟเฟกต์ปรากฏตัว ณ ใจกลางเมืองยังคงอยู่ ใครดูก็รู้ว่าเพิ่งตายมา บางคนเห็นก็แอบหัวเราะเยาะ ซุบซิบนินทากันตามปรกติ
เขาได้ยินคำพูดเหล่านั้น แต่มันไม่เข้าหูสักนิด...เพราะในสมองมีคำพูดอื่นที่กระจ่างชัดยิ่งกว่า ดังกึกก้องไปมาตั้งแต่เมื่อครู่
บอสมีเจ้าของ
ไอ้ไก่อ่อน
เจ้าโง่
ไปเกิดใหม่ไป๊
ทำเป็นพูดดี... แต่ในมุมมองของเขา พวกนั้นก็แค่พวกขี้แพ้ที่ไม่กล้าแม้แต่เผชิญหน้ากับการแข่งขันในดินแดน TERRAVIA จนต้องมาแย่งทรัพยากรของผู้เล่นใหม่ ไม่ว่าจะตอนนี้หรือตอนไหนก็เป็นแค่ toxic player ที่ก่อความรำคาญให้ผู้อื่นเท่านั้น
น่าสะอิดสะเอียน... แค่มาเล่นก่อนทำเป็นอวดดี!
ลุงผู้ใหญ่เห็นลินน์ คิดจะเข้ามาทักทายเยาะเย้ย แต่จู่ ๆ อีกฝ่ายก็หัวเราะออกมาอย่างกับคนบ้า หน้าตาดุดันไม่เหมือนนายหงอที่มาอ้อนวอนขอเรียนทักษะเมื่อสักครู่แม้แต่น้อย
“ปะ เป็นอะไรของแก” กระทั่ง NPC ยังติดอ่างเมื่อพบคนบ้าต่อหน้าต่อตา ลินน์เห็นลุงผู้ใหญ่ก็หยุดหัวเราะแล้วฉีกยิ้มเย็น พูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นกัดฟัน
“ลุง ผมจะเรียนสกิลอะไรก็ได้หนึ่งสกิลใช่ไหม?”
ถึงจะเริ่มเล่นช้ากว่า... แต่เขาไม่มีความคิดจะยอมให้พวกขี้แพ้แน่นอน ไม่สักนิด!