รหัสลับนักสลักรูน นิยายโดย tongfar
ตัวอย่างอ่านฟรี 11 ตอนแรกจากเล่ม 1
บนรถไฟฟ้าเวลาประมาณสิบโมงเช้าวันธรรมดา ผู้คนมักไม่พลุกพล่านและค่อนข้างเงียบสงบ คนส่วนใหญ่ก็นั่งกดโทรศัพท์ อ่านข่าว ฟังเพลง เล่นเกมฆ่าเวลาตามวิสัย ยกเว้นเพียงวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งขึ้นขบวนกันมาเป็นหมู่คณะ คุยกันเสียงดัง ไม่เกรงใจใคร ชวนให้เหลียวมองชั่วแวบหนึ่งและเงี่ยหูฟัง ตามธรรมชาติของมนุษย์ที่มีความอยากรู้อยากเห็นเป็นทุนเดิม ส่วนหัวข้อบทสนทนา ก็เป็นเรื่องที่เขากำลังเลื่อนอ่านในโทรศัพท์พอดิบพอดี
“พวกแกได้อ่านดรามากิลด์ GETLOST เมื่อคืนหรือยัง?” เจ้ากรมข่าวลือของกลุ่มเริ่มงานทันทีด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น ส่วนคนอื่น ๆ ก็ตอบสนองไปในทางเดียวกัน
“แหงอยู่แล้ว ถ้าหมายถึงเรื่องที่กิลด์โนเนมประกาศสงครามกับพวก GETLOST นั่น” อีกคนอธิบายด้วยความมั่นอกมั่นใจ
“แต่พวก GETLOST โดนขยี้ยับเลยนี่หว่า ยังกล้าพูดว่าพวกนั้นเป็นกิลด์โนเนมอยู่อีกเหรอ?”
“บางทีพวก GETLOST อาจกระจอกกว่าที่คิดหรือเปล่า?”
“สมน้ำหน้าแล้วหรือเปล่า พวกเกรียนนิสัยเสียพวกนั้น”
“จริง เจอดีให้หายซ่าบ้างก็ดี”
คนต่อมาก็ผลัดกันออกความเห็นเสียงดัง ตามด้วยการหัวเราะก๊าก ไม่สนใจมรรยาทบนรถไฟฟ้าสักนิด
ก็เพราะพวกแบบนี้แหละที่ทำให้เหล่าเกมเมอร์ถูกมองลบมาทุกยุคทุกสมัย มีพวกมากก็ใช่ว่าจะต้องห้าวกันขนาดนี้เสียเมื่อไหร่เล่า...
“ท่าทางพวกแกจะไม่รู้จักกิลด์ Alpha Six กันล่ะสิ” เหมือนการตอบสนองของเพื่อน ๆ จะทำให้คนเปิดประเด็นยิ่งได้ใจ
“ไม่รู้จักว่ะ”
“พวกนั้นมีชื่อเสียง?”
“มีคนดังในทีม?”
แต่ละคนเงียบกันชั่วอึดใจและตอบกันสั้น ๆ หน้าตาบ่งบอกถึงความสงสัย นายเจ้ากรมข่าวลือจึงเริ่มหัวเราะและเริ่มเล่าเท้าความ
“ก็สมควรไม่รู้จัก แต่พวกนั้นเป็นตำนาน แห่งเกม BLUEMOON เลยนะ”
หมอนั่นอธิบาย ยิ่งทำให้คนอื่นรู้สึกอยากรู้อยากเห็นมากขึ้นอีกระดับจนทนไม่ไหว
“เดี๋ยวก่อน เกมนั้นใคร ๆ ก็รู้จัก moba ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสมดุล จนได้รับการยกย่องว่าเป็นเกม moba อันดับหนึ่ง แต่ทีมที่คู่ควรกับตำนานอย่างไรก็ต้อง CGYs ดิ พวกนั้นแทบจะครองอันดับหนึ่งในการแข่งขันแทบทุกรายการเลยไม่ใช่หรือไง?”
“แน่นอนว่าอันดับหนึ่งต้องเป็น CYGs ที่กวาดเงินรางวัลต่อปีนับสิบล้านดอลลาร์ แต่ว่าสำหรับคนกลุ่มหนึ่งกลับมองว่าพวก Alpha six เปรียบเสมือนเรื่องลึกลับ ชวนให้ค้นหามากกว่า”
“ทำไมอย่างนั้นล่ะ?”
คราวนี้คนเล่ากระแอมเบา ๆ เพื่อเว้นจังหวะ
“อย่างที่รู้กันว่า BLUEMOON มีรายการแข่งขันประจำปีจำนวนมาก แต่มีรายการหนึ่งที่เปิดให้พวกทีมมือสมัครเล่น มีโอกาสได้แข่งกับเหล่ามืออาชีพ มีชื่อว่า...”
“The true moon that belongs”
อีกคนแทรกขึ้นมาด้วยหน้ายุ่ง
“รายการนั้นใช้เวลาครึ่งปีคัดสรรค์มือสมัครเล่นอันดับ 1-3 ไปแข่งกับมืออาชีพในช่วงไตรมาสที่สี่ แกจะบอกว่า Alpha six เคยสร้างชื่อในรายการนี้หรือไง? แต่ฉันว่าตามข่าวพวกโปรเพลเยอร์มาตลอด แต่ก็ไม่เคยเห็นได้ยินเรื่องพรรค์นั้น”
ลินน์ยังคงใช้นิ้วเลื่อนโทรศัพท์ ตามองไล่เหมือนจะอ่านข่าวไปเรื่อย แต่ที่แท้แค่ทำเพื่อกลบเกลื่อน หูกลับเงี่ยฟังบทสนทนาของวัยรุ่นกลุ่มนั้นอย่างใจจดใจจ่อ เขาก็อยากรู้เช่นกันว่าพวกตนในสายตาคนอื่นเป็นอย่างไรกันแน่
“พวก Alpha Six เคยผ่านเข้ารอบสุดท้ายในฐานะอันดับหนึ่งของฝั่งมือสมัครเล่นถึงสองปีต่อกัน” นายนักข่าวยังคงเล่าความอย่างออกอรรถรส
ลินน์เหลือบมองผู้โดยสารอื่นด้วยปลายสายตา บางคนเริ่มหน้าบึ้ง โดยเฉพาะนายคนใส่สูทสีดำที่นั่งกำลังนั่งฟังเพลงอยู่ที่ฝั่งตรงกันข้าม...
“จริงดิ! เป็นที่หนึ่งสองปีติด แล้วผลงานในการแข่งเป็นอย่างไรบ้าง!?”
น่าเสียดายที่พวกวัยรุ่นไม่สะทกสะท้าน และยังไม่รู้ตัว เร่งเสียงขึ้นอีกระดับจนใกล้เป็นมลพิษ
“พวกนั้นถอนตัวทันทีที่ถึงรอบออฟไลน์ ที่ต้องไปแข่งอย่างเป็นทางการที่งานน่ะ” นายคนเดิมลดเสียงลงด้วยความเสียดาย
“อะไรวะนั่น?”
“เรื่องแบบนี้...”
“เดี๋ยวสิ รายการนั้นเขาออกค่าเดินทาง ค่าที่พักให้ทั้งหมดไม่ใช่หรือไง ทำไมถึงสละสิทธิ? หรือว่ากลัวกะทันหัน?”
แน่นอนว่าข้อกังขาก็ต้องมี ลินน์ยังคงนั่งพยักหน้าหงึก ๆ ที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่ก็มองพวกเขาในรูปแบบเช่นว่า ยกเว้นแค่กับคนบางกลุ่ม...
“ปีแรกพวกนั้นให้เหตุผลว่า รวมตัวกันยากเกินไป” นายคนเล่าเว้นคำพูดชั่วอึดใจเพื่อดูสีหน้าของเพื่อน ๆ ครู่เดียวก็พูดต่อ “ปีสองก็ให้เหตุผลว่าไม่ว่าง”
สิ้นเสียงนั้นทั้งกลุ่มก็แน่นิ่ง เงียบสงบสมกับเป็นรถไฟฟ้า และปล่อยให้แจ้งระบบแจ้งเตือนสถานีถัดไปได้ทำงานบ้าง
“มีครั้งแรกยังพอว่า แต่การปฏิเสธเข้าร่วมรายการถึงสองครั้งติด ทั้งยังปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะ ปฏิเสธการสัมภาษณ์ทุกชนิด ทำให้พวกนั้นถูกแบนในรายการต่อ ๆ มา และเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ชื่อของพวกนั้นค่อย ๆ จางหายไปตามเวลา”
“อืม... ก็พอเข้าใจอยู่ สรุปว่าเป็นพวกมีวีรกรรมในอดีตอยู่แล้วสินะ” ใครบางคนสรุปสั้น ๆ ทว่าเรื่องราวกลับยังไม่จบเพียงเท่านั้น
“หึ” นายนักเล่าคนเดิมสบถ “นั่นเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่รู้กัน แต่ในความเป็นจริงเรื่องราวยังไม่จบ เพราะการกระทำของพวก Alpha Six นับเป็นการหักหน้าผู้เล่นมืออาชีพทั่วโลก แต่ผู้เล่นอาชีพให้ไปท้าแข่งกับมือสมัครเล่นย่อมมีผลกระทบตามมาเยอะแยะ ยิ่งแพ้ขึ้นมาจะทำให้เหล่าผู้สนับสนุนไม่พอใจ จึงใช้ชื่อปลอมไปท้าแข่งกับพวก Alpha Six จำนวนมาก”
“จริงดิ เรื่องพวกนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน แล้วผลเป็นไงบ้าง?”
“ไม่แน่ใจ... ก็มีแพ้ชนะสลับกันล่ะมั้ง รู้อย่างเดียวคือทีมส่วนใหญ่ยอมรับว่าฝีมือของพวกนั้นเป็นของจริง น่าเสียดายบันทึกการเล่นส่วนใหญ่ถูกกั๊กไว้ ไม่ค่อยมีใครยอมปล่อยออกสู่สายตาคนทั่วไปสักเท่าไหร่ แถมยังมีข่าวลือว่าการเล่นแปลก ๆ ในบางเมต้าก็มีที่มาจากเกมลับของพวกมืออาชีพเหล่านั้นกับ Alpha Six ด้วยเช่นกัน”
“อย่างกับเทพนิยายเลยว่ะ”
“จริง แค่ฟังก็แล้วขนลุกแล้ว”
“เรื่องจริงใช่เปล่าเนี่ย?”
“คงไม่ใช่ว่าเป็นพวกมืออาชีพปลอมตัวมาใช่ไหม?”
“เออ แล้วแกไปเอาข่าวพวกนี้มาจากไหน...?”
แต่ละคนเดาไปคนละทิศละทาง จนกระทั่งชายผู้นำเสนอเรื่องราวกระแอมเบา ๆ เรียกเพื่อน ๆ ให้หันมาทางตนอีกครา และเริ่มว่าความต่อ
ณ เวลานี้ ความสนใจของทุกคนแทบจะรวมเป็นจุดเดียวกัน ลินน์ได้ยินเสียงแอบกลืนน้ำลายของผู้โดยสารบางคนที่รอฟังอยู่ด้วยเช่นกัน
“อีกประการที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก Alpha six ก็เพราะพวกนั้นหายตัวไปตั้งแต่ประมาณสองปีก่อน สมาชิกคนหนึ่งประกาศขายไอดีทุกเกมที่เล่น...”
ประโยคนั้นทำให้ลินน์ใจหายวาบ รู้สึกเจ็บอกลึก ๆ เพราะคนที่กำลังถูกกล่าวถึงก็คือตนเอง...
“ลือกันว่าพวกนั้นมีปากเสียงกัน และอาจจะยุบทีม... เท่าที่ฉันรู้มา พวกที่เหลือก็ยังใช้ชื่อแคลนว่า Alpha six ในเกมอื่น ๆ ที่เล่น ไม่มีใครรู้ว่าเป็นพวกนั้นจริง ๆ หรือพวกตัวปลอมกันแน่” หมอนั่นหยุดช่วงนิดหนึ่งเพื่อหายใจ ชี้นิ้วขึ้น มองเพื่อนด้วยสายตาวาวโรจน์ “จนกระทั่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน SoT เมื่อคืน มีหลายคนมองว่า... Alpha Six ในเกมนี้อาจเป็นตัวจริง และมีข้อสันนิษฐานใหม่ขึ้นมาด้วย”
“ว่า?” เพื่อนกระทุ้งให้เล่าต่อด้วยความใคร่รู้
“พวก Alpha Six ใน SoT น่ะมีด้วยกันแค่ห้าคน แสดงให้เห็นว่าพวกนั้นไม่มีความคิดจะยุบทีม และยังเล่นเงียบ ๆ รอคอยสมาชิกคนที่หกให้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง”
“แล้วเจ้าพวก GETLOST อาจไปเหยียบเท้าสมาชิกคนที่ว่า เป็นการแหย่เสือหลับ จนต้องพังพินาศเพราะคนแค่ห้าคน”
“เจ๋งว่ะ”
“เออ ในเน็ตตั้งชื่อพวกนั้นว่าอะไรนะ Six Crazy ปะ?”
“ฮ่า ๆ ๆ สมชื่ออยู่”
“แต่ทั้งหมดก็แค่ข่าวลือนา... ไม่มีอะไรยืนยันความจริงอยู่ดีนั่นแหละ”
“อยากรู้ชะมัด สมาชิกคนสุดท้ายคือใครกันแน่”
“พวก GETLOST มันกร่างจะตาย หาเรื่องเขาไปทั่ว แค่เมื่อวานก็ก่อเรื่องยันเกาะฝึกหัด เดายากเลย”
“เกาะฝึกหัดที่ว่าหมายถึง พวกแก๊งปาหินสินะ”
“ใช่ ๆ ขำชะมัด... โดนเด็กใหม่ปาหินจนตาย สมเป็นพวกกระจอกที่ต้องไปแย่งเด็กกินแล้ว...!”
“...@$!@$”
พวกนั้นยังคงคุยกันเจื้อยแจ้ว ไม่คิดเกรงใจใคร แข่งกับเสียงประกาศแจ้งชื่อสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นสถานีที่เขาต้องลงพอดี
เขาเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกง หยิบกระเป๋าหนังขึ้นสะพายบ่า เดินหลบกลุ่มวัยรุ่นติดเกม ออกจากรถไฟฟ้าไปอย่างเนิบ ๆ
ใจหวนคิดถึงความหลังในสมัยยุครุ่งเรืองของ Alpha Six ก็อดยิ้มไม่ได้ สำหรับพวกเขาที่รู้จักกันผ่านโลกออนไลน์ จึงใช้เวลาส่วนใหญ่ในโลกอีกหนึ่งใบนั้น รู้จักผู้คนมากหน้าหลายตาที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน จับกลุ่มคุย ถกเถียง พิสูจน์ แข่งขัน และเติบโตไปด้วยกัน
เขาจึงรู้ถึงความอัดอั้นตันใจที่ต้องยอมตัดขาดจากครึ่งหนึ่งของชีวิตในโลกใบนั้นมาตามลำพัง และพอจะเข้าใจความรู้สึกของกลุ่มคนที่รอคอยมาโดยตลอดเช่นเดียวกัน
เมื่อคืนเป็นวันแรกที่เขาปลดพันธนาการที่ผูกมัด... ก้าวขาเข้าสู่ดินแดนที่ตนโหยหามานาน ได้สัมผัสความตื่นเต้นจากเกมที่ชิงไหวชิงพริบกันจนหยดสุดท้าย เพียงแค่คิดถึงเรื่องราวทั้งหมดเลือดลมก็สูบฉีด หัวใจเต้นแรงขึ้นมาจนไม่อาจควบคุม เขาไม่แปลกใจที่เจ้าพวกนั้นจะรู้สึกแบบเดียวกัน
และอาละวาดกันขนาดนั้น...
“อยากเล่นเกมจังน้า...” เขาพูดกับตัวเองเบา ๆ เลื่อนมือสั่นขึ้นปิดปากหาวหวอด ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ของตนขึ้นเลื่อนอ่านข่าวไปเรื่อย พลางใช้ปลายสายตาชำเลืองพื้นกับคนข้างหน้า เคลื่อนตัวไปบนทางเท้าตามจังหวะเวลาของคนอื่น อย่างกับคลื่นลูกหนึ่งในทะเลฝูงชน
ช่วงชีวิตของมนุษย์นั้น...
วัยเด็ก นับเป็นช่วงเวลาที่ให้ทำความรู้จักกับสิ่งรอบตัว
เข้าชั้นอนุบาล ก็ถึงเวลาทำความรู้จักกับกรอบและธรรมเนียม
ขึ้นชั้นประถม มีกรอบมากมาย และเส้นทางชีวิตที่ขีดให้เดินตาม
ถึงชั้นมัธยมต้น เริ่มรู้จักทางเลือก ศึกษาและกำหนดแนวทางในภาพกว้าง
มัธยมปลาย คือช่วงเวลาแห่งการแข่งขันครั้งใหญ่ในชีวิต เพื่อหนทางในอนาคตที่คนส่วนใหญ่มุ่งหวัง ‘มหาวิทยาลัย’
ในรั้วมหาวิทยาลัย อาจเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเพิ่งจะเริ่มนับหนึ่งในชีวิต ได้ทำในสิ่งที่ต้องการ เพราะในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้น่าจะเป็นสถานที่ที่มีอิสระมากที่สุดในโลกแล้ว และนักศึกษามหาวิทยาลัยก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ว่างงานที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน
“ไง”
เขาเปิดประตูเข้าสู่ห้องชมรมหมากกระดาน เอ่ยทักพวกว่างงานที่ว่า ไม่ใช่ใครอื่น เจ้าพวก Alpha-Six ทั้งหลายนั่นเอง
ทำไมพวกนั้นมาอยู่ที่ห้องชมรมหมากกระดานน่ะหรือ?
เหตุผลง่ายมาก เพราะในโลกปัจจุบัน หมากกระดานเป็นสิ่งตกยุคทำให้มีคนสนใจน้อย ถึงยังพอมีกลุ่มใจรักหลงเหลืออยู่บ้างแต่ก็ไม่พอจะตั้งชมรมในมหาวิทยาลัย การเริ่มต้นล่ารายชื่อผู้สนับสนุนจึงเริ่มต้น และพวกเขาคือผู้สนับสนุน พ่วงตำแหน่งสมาชิกชมรม โดยมีจุดประสงค์หลักคือ ‘สถานที่ให้นั่งเล่นเกมได้ตามสบาย’
ถ้าให้สาธยายเพิ่มเติม ส่วนใหญ่เจ้าพวกนี้ที่บ้านทำธุรกิจ การอยู่บ้านหมายถึงการศึกษาเรียนรู้งานต่าง ๆ ไม่ค่อยได้อยู่ว่างกับเขาหรอก
ดังนั้นคำว่า ‘มาเรียน’ ไม่ก็ ‘มาติว’ หรือ ‘ต้องทำโพรเจกต์’ จึงกลายเป็นเกราะกำบังที่ทำให้ตัดจากเรื่องเหล่านั้นได้สิ้นเชิง รั้วมหาวิทยาลัยนี้ช่างยิ่งใหญ่นัก
ลินน์วางกระเป๋าลงบนโต๊ะกลางห้อง ที่พวกเพื่อน ๆ นั่งล้อมวงกันอยู่ เวลานี้พวกชมรมหมากกระดานที่แท้จริงน่าจะกำลังเรียนกันอยู่ ห้องนี้เลยเหลือแค่พวกเขาเพียงหกคนเท่านั้น
“เรียกมาทำไมแต่เช้า ก่อนออกจากบ้านได้ส่องกระจกกันบ้างไหมนั่น?” ลินน์พูดเปิดเพื่อลองเชิง ไม่รอให้ใครได้ปริปาก
ที่จริงสิบเอ็ดโมงก็ไม่นับว่าเช้าหรอก แต่ว่า... เมื่อคืนเจ้าพวกนี้ดันเปิดสงครามกับพวก GETLOST ตั้งแต่ช่วงตีสาม กว่าสงครามจะจบก็ประมาณแปดโมงเช้า เคารพธงชาติพอดิบพอดี แล้วยังมีหน้า ยกพลมานั่งเล่นเกมกันต่อในห้องชมรมตั้งแต่ก่อนเขามาถึงเสียอีก
สันนิษฐานเลยว่ายังไม่มีใครนอนสักคน แล้วมันมีเรื่องด่วนอะไรนักหนา ถึงต้องตามเขามาแต่เช้าแบบนี้...?
จะว่าไปก็พอเดาได้อยู่หรอก เขาถึงมาโดยไม่ค้านอะไรสักคำไงล่ะ
“สองปีนี่นานนะ ถึงขั้นทำให้แกลืมไปว่าเกมเมอร์จัดเป็นนกฮูกชนิดหนึ่ง” นายมั่วพูดมั่วสมชื่อ เฉไฉไปเรื่อย
“งั้นพวกแกไปนอนกลางวันให้สมเป็นนกฮูกนกเค้าแมวสักหน่อยไหม?” ลินน์แย้งกลับ แต่ก็ไม่อยากไปคาดคั้นมากเกินไปจึงเปิดทางออกให้สักนิด “อ้อ... หรือว่านี่เป็นเหตุผลที่พวกแกอยู่กันมืด ๆ ไม่ยอมเปิดไฟ”
“ปิ๊งป่อง ถูกต้อง!”
นายมั่วยังคงหน้าด้านหน้าทน ไถต่อได้ ขนาดพรรคพวกที่นั่งกันอยู่ยังต้องโอดครวญ
“เลิกสนใจเจ้านั่นเถอะลินน์ เห็นว่าแกเริ่มเล่น SoT แล้วใช่ไหม? แสดงว่าปัญหาทางบ้านคลี่คลายแล้วสิท่า”
นันที่นั่งถัดไปถามโดยพยายามเก็บความตื่นเต้นไว้ข้างใน แต่ขอโทษเถอะ แสดงออกทางสีหน้าหมดแล้ว...
“ก็ตามนั้น” ลินน์ตอบกลับ ไล่สายตามองเพื่อนทุกคนในห้องนั้น
“ขอโทษที่ให้รอตั้งนาน... แต่กลับมาแล้วล่ะ” เขาพูดตามตรงจากใจโดยไม่ปิดบัง
แต่เท่านั้นก็ทำให้ทั้งห้องเงียบไป... ไม่มีใครกล้าพูดสักคำ โชคยังดีกลุ่มนี้ยังมีคนอย่างนายภัทร หรือฉายาว่า ‘ผัก’ อยู่ด้วย
“ตกใจเลยว่ะ” ผักว่า “คนอย่างแกมาทำเกรงใจเอาป่านนี้ เสียเวลา มาช่วยซัพให้หน่อยดิ ไม่มีตัวช่วยแบบนี้โคตรเซ็งไปแข่งก็แพ้กลับมาเนี่ย” สมเป็นหัวหน้าตระกูล PvP แห่ง Alpha-Six โดยแท้
คำพูดนั้นทำให้นันหลุดหัวเราะ “ต้องถามกลับ พวกแกประสาทกลับหรือเปล่า? จัดทีมดาเมจสามคนไปร่วมแข่ง แค่เข้ารอบ 256 คนสุดท้ายก็บุญเท่าไหร่”
“เอ้า ก็พวกแกไม่มาด้วยจะให้ทำไง” นายชัท หรือ shuttrap123 ถึงกับวางมือจากจอเกมโวยบ้าง เป็นหนึ่งในภาพที่หาดูได้ยากยิ่งภาพหนึ่งทีเดียว
“หนวกหู ใครจะไปว่างขนาดนั้น กิลด์ก็ต้องดู” นันโต้กลับ ตาเขม่นเพ่งด้วยความรำคาญ ทว่าอีกฝ่ายหาได้สะทกสะท้าน
“กิลด์ที่มีคนแค่ห้าคน ไม่เห็นต้องทำอะไร” นายฟลุค meaninglessF ยกมือสนับสนุนพรรคพวก เรื่องความสามัคคีนี่ไม่มีใครเกิน
“ถึงมีแต่ตอเสาอย่างนี้ไงเล่า เควสก็ยังไม่ถึงไหน พื้นที่ให้จับจองก็ไม่เหลือ”
เห็นนันเริ่มโดนรุม นายมั่วก็เริ่มทำหน้าที่กำลังเสริมที่ดี
“ดีแล้ว รบกองโจรสบาย แบบเมื่อคืน... อุ๊บ!”
การถกเถียงยังคงดำเนินต่อไป ลินน์ฟังแล้วก็หัวเราะ เมื่อเห็นบรรยากาศเดิม ๆ พวกกองพล PvP ยกพวกตีกับแผนกบริหารพ่วงจัดการข้อมูล ส่วนหน้าที่ของเขาไม่ใช่การเข้าพวกใครทั้งนั้น...
“ยังคิดจะปิดเรื่องต่ออีก... พวกแกคิดว่าฉันเป็นมนุษย์ถ้ำเหรอไง ที่ไปประกาศสงครามกับพวก GETLOST น่ะรู้หมดแล้ว อีกอย่างล้มไอ้ห้องแชตแยกนั่นสักทีเถอะ” แต่เป็นการติดเบรก ขวางกลางปล้องกันดื้อ ๆ
แต่ละคนกะพริบตาปริบ ๆ มองเหมือนติดสถานะมึนงงกันหมด นายมั่วเป็นคนแรกที่ปริปากออกมาก่อนเพื่อแก้เขิน “นั่นไง รู้อยู่แล้วจริงด้วย”
นันเกาศีรษะแกรก ๆ หัวเราะร่วน “ก็ควรจะรู้ ถ้าเป็นพวกไอ้ผักสิถึงจะแปลก”
“ว่าไปยังไม่ได้อ่านเลยแฮะ ตกลงมีใครด่าอะไรพวกเราบ้างไหม?” นายผักเริ่มอยากรู้อยากเห็น ทั้งที่เป็นคนก่อเรื่องแต่ไม่เคยตามเรื่องสักครั้ง
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน”
นันยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้สมาชิกทุกคนเงียบ
ซึ่งตามปรกติก็ไม่มีใครเชื่อฟังหรอกพอเห็นคนอื่นเงียบกันหมด ลินน์จึงเข้าใจว่าน่าเป็นประเด็นหลักของวัน ที่เตรียมกันมาอย่างดี...
“วันนี้ก็เป็นวันดีที่Alpha-Six จะฟื้นคืนชีพอีกครั้ง...” นันกระแอมเบา ๆ เพื่อใช้สายตากวาดมองเพื่อน ๆ ในห้องแล้วจึงกล่าวต่อด้วยความตื่นเต้น
“ก็ต้องเลี้ยงฉลองจริงไหม!?”
ทว่าบรรยากาศในห้องกลับเงียบเหงา เพื่อน ๆ มองหน้ากัน กะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะตอบกลับ
“เอ่อ ก็ใช่มั้ง...?”
“เรียกมาแต่เช้าเพื่อเรื่องนี้เหรอ?”
นันเห็นบรรยากาศแล้วก็อ้ำอึ้งตาม ความอบอ้าวของห้องไร้เครื่องปรับอากาศ ประกอบกับพัดลมหันหน้าหนีไปทางอื่นพอดิบพอดี ทำให้เหงื่อกาฬพาลไหลอาบใบหน้า
“นี่พวกแกคิดว่าเรามาทำอะไรที่นี่กันหา...?”
“คนครบ ก็ต้องจับตี้ลุย BLUEMOON กันสักรอบดิ” ผักผู้บ้าการ PvP เป็นชีวิตจิตใจตอบซื่อ ๆ
“ฉันก็เตรียมข้อมูล SoT มาให้เป็นตั้ง กะว่าจะติวให้เต็มที่” ส่วนนายมั่วก็ทำหน้าที่ฝ่ายการข่าวได้อย่างดีเยี่ยม เขาเชื่อว่าข้อมูลที่เตรียมตัวมานั้น ละเอียดกว่าบทเรียนที่เหล่าอาจารย์สอนทั้งเทอมเป็นแน่แท้
“...”
“เฮ้ย ทางนี้จองร้านไว้แล้ว อย่าเงียบกันดิ” เมื่อความเห็นของแต่ละคนแตกแยกเป็นเสี่ยง ๆ ไม่ตรงกันสักทาง ความน่าอึดอัดจึงถาโถมซัดจนนันเริ่มลุกลี้ลุกลน
ลินน์นึกถึงคำพูดของกลุ่มวัยรุ่นบนรถไฟฟ้าขึ้นมา ชำเลืองเพื่อน ๆ แต่ละคนที่ขาด ๆ เกิน ๆ แทบไม่มีความเข้ากันได้สักนิดเหล่านี้
ทว่าคนเหล่านี้เองที่ถูกเรียกว่าผู้สร้างเทพนิยายขึ้นมาในวงการเกม เขาก็สงสัยเช่นกันว่าหากคนที่มองพวกตนไว้สูงเพียงนั้น ได้มาพบความเป็นจริงกับตาจะผิดหวังมากน้อยแค่ไหน หรือไม่ อย่างไร
แล้ว... เรื่องเหล่านั้นสำคัญตรงไหน...?
เขาเริ่มหัวเราะให้กับจินตนาการที่ชวนดื่มด่ำกับเรื่องราวในอดีต ซึ่งซ้อนทับกับภาพปัจจุบัน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า... ใช่ เรื่องเหล่านั้นมันไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย
พวกเขาก็เป็นอย่างนี้ ก็แค่กลุ่มคนที่มีความชอบเหมือนกันทั้งหกคน พานพบกันด้วยสิ่งที่ชอบและเส้นทางที่ซ้อนทับ ชอบเล่นเกม ชอบการแข่งขัน และมุ่งมั่นจะก้าวไปยืนในจุดที่สูงที่สุด เท่าที่สามารถจะทำได้
นั่นคือ ‘Alpha-Six’
“ไอ้ผัก เล่นเกมน่ะ ที่ไหนพวกแกก็เล่น” ลินน์พูดพลางยักไหล่ “ส่วนไอ้มั่ว จะอยู่บนโต๊ะอาหารหรือนั่งเรือในคลองแสนแสบ แกก็ชวนคุยเรื่องข้อมูลเกมตลอดอยู่แล้ว”
“ว่าแต่ แกจองร้านอะไรไว้ เวลาเท่าไร?” เขายังคงถามต่อ
“ปิ้งย่าง MY-GYU จองห้องไว้ ตั้งแต่เที่ยงถึงหกโมงเย็น”
“เดี๋ยว นั่นร้านปิ้งย่างสุดพรีเมียมที่กำลังดังช่วงนี้ไม่ใช่เหรอ!?”
นันเห็นประเด็นวกกลับมาก็รีบอธิบาย คราวนี้นายมั่วถึงกับตาลุกวาว เหลียวมองเพื่อนที่นั่งอยู่ด้านข้าง เช่นเดียวกับพวกตระกูล PvP ที่หูผึ่งทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘พรีเมียม’
หากพูดถึงร้าน MY-GYU คงมีเพียงน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก เพราะเป็นหนึ่งในร้านใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ดึงพรีเซนเตอร์และดาราชั้นนำไปช่วยทำการตลาด เนื้อทั้งหมดนำเข้าจากต่างประเทศ ตั้งแต่อาเจนตินา บราซิล ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น แล้วแต่คุณลูกค้าจะสั่ง
คุณภาพของเนื้อก็เป็นเกรดสูงสุดเท่าที่จะหาได้ ทว่าจุดเด่นที่แท้คือการสามารถเปิดห้องเก็บเสียง กินเลี้ยงกันได้โดยไม่มีโต๊ะอื่นมายุ่งวุ่นวาย จะเอะอะโวยวายเท่าไหร่ก็ไม่มีใครว่า
ส่วนข้อเสียสำคัญของร้านนี้คือจำนวนห้องที่เปิดให้บริการค่อนข้างน้อย ใครไม่มีเส้นสายจองไปได้รอกันหลายวัน และด้วยความพิเศษทั้งหลายทั้งมวล ราคาย่อมแพงหูฉี่
ลินน์ดูเวลาจากในโทรศัพท์มือถือของตน คนอื่นเห็นก็ดูตาม... เป็นเวลาสิบเอ็ดโมง สิบห้านาที
“จากนี่ใช้เวลาประมาณเท่าไหร่อะ” นายผักให้ความสนใจมากกว่าที่คิด ส่วนชัทและฟลุคก็ไม่น้อยหน้า นาน ๆ จะละสายตาจากเกมในมือได้สักที
แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าใดนัก หากพูดถึงสภาพแวดล้อม ห้องชมรมนี่ไม่มีแม้แต่แอร์ เนื่องจากเป็นชมรมเล็ก ๆ จึงขอได้เพียงห้องเหลือ ๆ จากชมรมอื่น ทั้งเก่าทั้งร้อน มีดีแค่ความเงียบเพราะอยู่ห่างไกลอาคารหลักของทางมหาวิทยาลัย เรียกได้ว่าใกล้สนามกีฬามากกว่า
พอเอาไปเทียบกับห้องรับรองอันขึ้นชื่อของ MY-GYU มีหรือจะไม่สนใจ ไหนจะเรื่องมีของกินสุดเลิศหรูให้กินได้ตั้งหลายชั่วโมง
พวกนั้นใช่ว่าจะเป็นยาจก อดอยากปากแห้ง แต่ด้วยความขี้เกียจผสมกับความรู้สึกแปลกแยกจากสังคม จึงไม่ค่อยไปนั่งร้านอาหารบ่อยนัก ของกินจึงค่อนข้างซ้ำซากจำเจ การยกพวกกันไปร้านอาหารชื่อดังจึงนับเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ของพวกนั้นเช่นกัน
“คิดว่าประมาณครึ่งชั่วโมง รวมเวลาเดิน” มั่วนึกอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบ
“ก็ใกล้แล้วสิ?”
“ทำไมไม่รีบบอกวะนัน แกนี่!”
“เก็บของ เดินทาง รออะไร!” สามทหารเสือลุกพรวดโวยลั่น
“ไอ้ประโยคกวนประสาทรูปแบบนี้อีกล่ะ พวกแกก็รีบเก็บของสักที คนอื่นมีอะไรที่ไหนเล่า!”
นันถึงกับกุมขมับ โวยกลับด้วยความหงุดหงิด ทว่าคราวนี้แต่ละคนไม่ว่างจะเถียงด้วยแล้ว หันไปเก็บของกันอย่างรวดเร็ว
พอดีพวกเจ้าที่อย่างสมาคมหมากกระดานก็เปิดประตูเข้ามาพอดี พวกนั้นมีด้วยกันแค่สี่คน เหลียวมองลินน์ที่ไม่ค่อยคุ้นตานิดหนึ่ง ก่อนจะหันไปทักทายพวกที่เหลือด้วยความงุนงง น่าเสียดายที่พวกเขาเตรียมกันเสร็จเรียบร้อย พร้อมโบกมือลา ปรี่ออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
“เฮ้ย ลินน์ ทำไรอยู่ ไปเร็ว!” ใครสักคนตะโกนเรียกจากข้างนอก
เขากะพริบตาปริบ ๆ หันไปทางกลุ่มหมากกระดาน “ลำบากหน่อยนะ แต่ต่อไปเราคงเจอกันบ่อยขึ้น ฝากตัวด้วย” พูดแค่นั้นเขาก็จากไปอีกคน
“เฮ้อ...”
ลินน์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ หลังจากเปิดประตูเข้าห้องนอนของตนมาขาก็ทรุด นอนแผ่หลาอยู่กลางห้อง วันนี้อาจเป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่ง แค่เที่ยวเล่นกับเพื่อน ๆ ตามประสา กลับเหนื่อยกว่าทำงานกลับดึก ๆ ดื่น ๆ เสียอีก
วันนี้ที่ร้านMY-GYUนับเป็นการรวมพลอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบสองปี สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปคือหัวข้อบทสนทนาที่เป็นเรื่องของ SoT ล้วน ๆ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดลออของเกม และความลุ่มหลงของเพื่อน ๆ ที่หลุดเข้าสู่อีกโลกหนึ่งอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ตัวเขาเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน และอยากรีบเข้าเกมให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อทดลองเทคนิค ข้อมูลต่าง ๆ ที่เพิ่งได้รับมา
เมื่อลมหายใจเริ่มกลับสู่สภาวะปรกติ ก็นั่งกดโทรศัพท์ของตน สั่งการเครื่องปรับอากาศให้เริ่มทำงาน ไอเย็นที่ไหลลู่ตามร่างทำให้สมองเริ่มปลอดโปร่ง
“ฮึบ...”
เขาฝืนความขี้เกียจที่ไหลเวียนไปตามกระแสเลือดทั่วร่าง ยันตัวลุกขึ้น นำโทรศัพท์ไปชาร์จเพิ่ม เปิดระบบเตรียมพร้อมการเชื่อมต่อกับระบบVRssเอาไว้ล่วงหน้า ขณะที่ตนเองใช้เวลาไปกับการจัดการกิจวัตรประจำวันเช่นการอาบน้ำ
ออกมาพบว่าโทรศัพท์ของตนมีข้อความเด้งขึ้นมาห้าข้อความ... จากกลุ่มแชต Alpha-Six
‘มีอะไรให้ช่วยก็บอก’ – นัน
‘ต้องการข้อมูลอะไร ถามได้ 24 ช.ม.’ – มัวร์
‘GETLOST มายุ่มย่าม พร้อมลุยเสมอ’ – ผัก
‘สงคราม โยนวอร์ รออะไร’ – ชัท
‘เดี๋ยว รอเจ้าลินน์หาเรื่องให้ก่อนดิ’ – ฟลุค
ลินน์ปัดข้อความเหล่านั้นทิ้งไป ทิ้งตัวลงนอนพร้อมสวมหมวก VRss เพื่อเชื่อมต่อกับระบบของSoTเป็นครั้งที่สอง... เวลาผ่านไปเพียงชั่วครู่เขาก็เข้าสู่ภวังค์ โลกทั้งโลกมืดสนิทลง ทว่าสติยังคงอยู่ครบถ้วน ปล่อยให้ร่างกายดำดิ่งลงไปเรื่อย ๆ ตัวเลขการเชื่อมต่อสำเร็จวิ่งอย่างรวดเร็วจนกระทั่งครบ 100%
ทันใดนั้นมีเสียงคริสตัลแตกดังกังวานไปทั่ว ความมืดที่ครอบคลุมก็แตกสลายดุจเศษแก้ว...
เขาเข้าสู่โลกของ SoT เรียบร้อยแล้ว...
หรืออาจเรียกได้ว่า ‘การเชื่อมต่อสำเร็จ’
ทว่าคราวนี้มีบางสิ่งที่ผิดแผกแตกต่างจากที่ควร อย่างแรกคือความมืดยังคงครอบคลุมไปทั่วบริเวณ ไร้ซึ่งแสงสว่างใด ร่างกายก็ไม่อาจขยับแม้ปลายก้อย
หัวใจที่เคยพองโต เริ่มแปรเปลี่ยน เต้นรัวด้วยความคิดด้านลบ พยายามฝืนร่างเท่าไหร่ร่างก็ไม่ขยับ จนกระทั่งสายตาเริ่มชินกับความมืด หูเงี่ยฟังสรรพเสียงรายรอบ
เขาได้ยินเสียงลม ใบไม้เสียดสี เสียงจิ้งหรีด แมลงร้องขับขาน และเสียงพิลึกข้างหู...
ดังฟ่อ ๆ
“หือ...?” ลินน์เริ่มทำใจให้สงบลง คิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานอีกครั้ง... หลังจากโดนบอสตบตาย เขาก็ออกเกมทั้งอย่างนั้น เข้ามาอีกครั้งย่อมกลับจุดเซฟ และจุดเซฟของเขาคือพื้นที่ซึ่งจับจองเอาไว้ในป่า
เหตุที่มืดสนิทก็ตอบได้ง่าย ๆ ตอนนี้เป็นเวลากลางคืน
เหตุที่ขยับไม่ได้ก็ไม่ควรต้องถาม... เขาตายอีกแล้วน่ะสิ
ตายเพราะอะไร?
งูดำที่เลื้อยอยู่บนหน้านี่ไง
พอรู้ความ เขาก็เรียกระบบเกมขึ้นมา มันส่องแสงสว่างอ่อน ๆ พอให้เห็นสถานการณ์โดยรอบ แล้วก็ต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เหมือนว่าบ้านของเขาจะกลายเป็นรังของงูไปแล้ว เมื่อลองเลือกใช้คำสั่ง ‘กลับจุดเซฟ’ แสงสว่างก็ปรากฏขึ้นรอบกาย
ได้ผลเขาลุกขึ้นยืนอีกครั้ง พร้อมด้วยค่า HP 10% แต่น่าเสียดายที่เท่านั้นไม่พอ และทันทีที่เท้าสัมผัสพื้นก็เหยียบหางงูสักตัวด้วย จึงโดนมันฉกเข้าอีกรอบ ล้มลงในทันทีทันใด ไม่ทันได้ทำอะไรมากกว่านั้น
ใครจะไปคิดว่าแค่เข้าเกมครั้งที่สองก็ต้องพบหายนะครั้งใหญ่ของชีวิตแบบนี้... เขาอยากตะโกนออกไปดัง ๆ ให้ลั่นป่าว่า ‘ช่วยด้วย’ ติดแค่ในสภาพเช่นนี้ แค่จะพูดธรรมดายังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ!!