รหัสลับนักสลักรูน นิยายโดย tongfar
ตัวอย่างอ่านฟรี 11 ตอนแรกจากเล่ม 1
มนุษย์ในโลกยุคปัจจุบันนั้น เคยชินกับความสะดวกสบายจากเทคโนโลยีล้ำสมัยต่าง ๆ ซึ่งยืนหยัดอยู่บนจุดยอดพีระมิดของห่วงโซ่อาหารมาอย่างนมนาน แสงอาทิตย์เป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานสำหรับใช้งาน หาใช่เครื่องหมายของการดำรงชีวิต แม้จะเป็นเวลากลางคืน มนุษย์ก็ยังมีแสงไฟหลากสีคอยให้แสงสว่าง ดำรงชีวิตต่อได้ท่ามกลางแสงจันทร์ที่แทบเลือนหายจากสายตา...
SoTจึงกลายเป็นเครื่องย้ำเตือนเหล่ามนุษย์ที่ลุ่มหลงในความสะดวกสบายให้ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตภายใต้แสงตะวัน และภยันตรายอันแวดล้อมในโลกยามค่ำคืน...
มนุษย์อย่างเขานี่ไง...
วัน ๆ เล่นแต่เกม เห็นแต่ภาพกราฟิกในเกมสวย ๆ งาม ๆ ฉายความยิ่งใหญ่อลังการสลักไว้ในความคิด เข้าป่าแต่ละครั้งเสมือนได้เข้าไปอยู่ในสรวงสวรรค์ ไล่ล่ากำจัดสัตว์ประหลาดอย่างสนุกสนานโดยไร้ซึ่งความหวั่นเกรงใด ๆ คราวนี้ได้เจอป่าแบบสมจริงเข้าให้ ต้องเผชิญกับความมืดไร้ขอบเขตที่โอบล้อม วิ่งหนีไม่รู้ทิศรู้ทาง โดนกิ่งไม้สารพัดเกี่ยวหน้าเกี่ยวตา สะดุดรากไม้ โขดหิน ล้มลุกคลุกคลาน ตายแล้วตายอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า...
เขาแทบถอดใจเมื่ออยู่ในวังวนของดินแดนทมิฬ จนกระทั่งแสงแรกของวันสัมผัสปลายสายตา เขาจึงสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น รับรู้ได้ถึงความเป็นมิตรของดวงอาทิตย์เป็นครั้งแรกในชีวิต
เส้นทางที่มืดมิดเริ่มคลี่เปิด ความน่ากลัวค่อย ๆ จางหายจากใจ เขามองเห็นเหล่าศัตรูที่ซุ่มรอรายรอบ ทั้งบนดินและบนต้นไม้
แสงสว่างเป็นตัวจุดไฟในใจลุกโชนขึ้นอีกครั้ง ผลักดันขาสองข้างให้ออกวิ่ง เมื่อมองเห็นหินใหญ่ตรงหน้าก็มิใช่อุปสรรค หากกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการหลบหนี ทั้งกระโดดหลบ ปีนป่าย และเพียงแค่หลุดจากป่าใหญ่ออกสู่เขตทุ่งหญ้ากว้างขวาง
“เฮ้อออ!!” เขาทรุดกองลงนอนแผ่กับพื้น ถอนหายใจยาวออกมา แต่สายตายังมองไปรอบ ๆ อย่างหวาดระแวงจนต้องรีบลุกขึ้นนั่ง
เมื่อวานตอนที่วิ่งจากเขตบ้านไปหารูนิคยังทำได้ง่ายอย่างปกกล้วย แต่พอเป็นเวลากลางคืนเท่านั้นแหละ บ้านของเขาก็กลายเป็นรังสังหารเสียฉิบ นี่อาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ไม่มีใครไปตั้งรกรากในป่า...
ยกเว้นพวกไร้สติ...
ลินน์กระโดดพรวด สูดลมหายใจรับอากาศดิจิทัลให้เต็มที่ เปิดค่าสถานะตัวละคร ดูปริมาณHP ที่กะพริบ ๆ พร้อมตายทุกเมื่อก็รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นในทันใด ถึงขณะนี้สถานการณ์เหมือนจะคลี่คลาย แต่ความคิดยังไม่อาจสลัดภาพนรกออกไปจากใจ เหลียวมองซ้ายขวาเพื่อดูลู่ทางให้ดี ก่อนจะเริ่มออกตัววิ่งไปเรื่อย ๆ โดยใช้พวกบอทมนุษย์ที่วิ่งไล่ตีกระต่ายเป็นโล่ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทุกรูปแบบ
เข้าเส้นทางหลัก เขาก็เริ่มหายใจคล่องคอขึ้น เพราะบนถนนมักมีเวรยามรักษาความปลอดภัยเป็นจุด ๆ และมีผู้คนสัญจรไปมาตลอดเวลา
สำรวจตารางทักษะต่าง ๆ ที่นายมัวร์ส่งมาให้ก็ขมวดคิ้ว สำนึกถึงความอ่อนหัดของตนเอง เพราะทักษะที่ตนวงไว้นั้นไม่ใกล้เคียงกับคำว่าเพียงพอเลย ทักษะหลาย ๆ อย่างถึงแม้เป็นขั้นเริ่มต้น พัฒนาต่อไม่ได้ และมีอย่างอื่นที่ดีกว่าในอนาคต ทว่ามันกลับจำเป็นในการใช้ชีวิตในโลกของ SoT นับตั้งแต่ย่างเท้าเข้ามาที่นี่ อาทิ ทักษะในการมองเห็นในเวลากลางคืน ทักษะการฟื้นฟูพลังชีวิตทุกชนิด ทักษะในด้านการปรุงยาขั้นต่ำก็น่าสนใจ ทักษะป้องกันพิษก็ช่วยให้ได้รับผลของพิษน้อยลง ไหนจะพวกสถานะผิดปรกติทั้งหลายแหล่ รวมไปถึงคำสาปนู่นนี่
To Do List ของเขากำลังขยับขยาย เพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหายด้วยเวลาเพียงชั่วข้ามคืน จนเริ่มสงสัยแล้วว่าจะได้ออกจากเกาะเริ่มต้นนี้เมื่อไหร่
บนเส้นทางที่เรียบง่าย เขามุ่งหน้ากลับเข้าเมืองโดยไม่วอกแวก สายตายังคงสอดส่องระวังภัยที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะด้วยค่าพลังชีวิตที่กระเตื้องจาก 10% ขึ้นมาเป็น 15% ไม่น่าจะช่วยให้เขารอดชีวิตจากการโจมตีใด ๆ ทั้งสิ้น และไม่นานเขาก็เข้าสู่เขตปลอดภัย เต็มไปด้วยบ้านเรือนของผู้เล่นเรียงรายจนกลายเป็นสลัม หัวใจเริ่มเต้นโครมครามด้วยความดีใจ แต่พอถึงหน้าประตูเมืองเท่านั้นแหละ
“เฮ้ยแกน่ะ!” ทหารยามคนหนึ่งก็ตวาดทักด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด เขม่นมองด้วยสายตาไม่เป็นมิตร หันหอกใส่จนลินน์ตกใจ กระโดดถอยหลัง เซล้มก้นจ้ำเบ้ากับพื้นดินแข็ง ให้ค่าพลังชีวิตอันริบหรี่ลดลงอีก 1
“ยังมีชีวิตแต่ดันหายหัวไปไหนมาเป็นวัน ๆ ลุงผู้ใหญ่ฝากบอกว่าถ้าเจอแก ให้ส่งตัวไปหาหน่อย” พี่ยามบ่นด้วยน้ำเสียงรำคาญ แกว่งไกวหอกในมือเหมือนไล่ให้รีบ ๆ เข้าหมู่บ้านสักที
“...” ลินน์พูดไม่ออก กะพริบตาปริบ ๆ มองอยู่หนึ่งอึดใจจึงปริปากถาม “แค่นี้เหรอ?”
“เออ แค่นี้” คุณยามตอบห้วน ๆ
ลินน์รู้สึกหน้าชา ปากก็ชา นึกว่าอีกฝ่ายมีปัญหาส่วนตัวด้วยเสียอีก อยากถามกลับไปจริง ๆ ว่า ทำไมต้องแกว่งหอกไปมาด้วย! ติดแค่ชีวิตปัจจุบันช่างไร้หลักประกัน จึงต้องทนเงียบปากไว้ก่อน
เขาเดินเลี่ยงนายยามหน้าตาไม่เป็นมิตรจนเกือบชิดยามอีกคนที่เฝ้าประตูอยู่ด้วยกัน เมื่อพ้นเขตควรระวังแล้วจึงเริ่มเปิดดูค่าสถานะของตนเองอย่างละเอียด
ในเกมแนวRPGรวมไปถึงMMORGส่วนใหญ่ หากว่าตายก็จะมีบทลงโทษบางประการ โดยพื้นฐานก็คือการลดค่าประสบการณ์ของตัวละครลงส่วนหนึ่ง ทว่าSoTนั้นไม่มีระบบเลเวลตัวละคร บทลงโทษดังกล่าวจึงไปสุ่มลดที่ค่าประสบการณ์ของทักษะต่าง ๆ แทน
สำหรับเขาที่เพิ่งเริ่มเล่น และมีทักษะเดียวก็คือ ปาหิน จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทักษะใดจะถูกลดค่าประสบการณ์ลง มีแค่จะลดลงไปมากน้อยเพียงใดเท่านั้น แต่ผลของการตายซ้ำตายซากก็รุนแรงกว่าที่เขาคาดคิดไว้มาก จนเผลอหยุดเท้ากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ
ใครจะไปนึกว่าจากระดับสิบ... เล่นลดลงมาถึงระดับหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าบทลงโทษของเกมนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากทักษะที่โดนหักลดเป็นพวกทักษะหายาก ที่จำเป็นต้องใช้เวลาและทรัพยากรมหาศาลไปกับการเลื่อนระดับก็คงทำใจได้ยากใช่เล่น
เขาเคยได้ยินว่า ทักษะบางประเภทเมื่อค่าประสบการณ์ถึงระดับก็ต้องไล่ทำภารกิจเป็นวัน เพื่อยกระดับของทักษะขึ้นไปอีกขั้นด้วยซ้ำ ไม่ใช่แค่ใช้ไปเรื่อยก็เพิ่มขึ้นเองอย่างที่คุ้นเคยกัน
เพียงเดินเล่นจากประตูเมืองตะวันออกเข้ามาเพียงนิดเดียว เขาก็เริ่มพบกับทิวทัศน์ของเมืองชนบทที่มีบรรยากาศอันแสนอบอุ่นและชวนให้คิดถึง แต่กลับมีบางสิ่งผิดแผกแตกต่างจากวันแรกที่เขาย่างเท้าเข้าสู่เมืองแห่งนี้อยู่บ้าง นั่นก็คือ ‘ความมีชีวิตชีวา’
ลินน์กวาดตามองไปรอบ ๆ เห็นเหล่าผู้เล่นกระจายอยู่ในหมู่บ้านมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะจัตุรัสกลางเมืองที่มีผู้เล่นหนาตา บางส่วนยืนเข้าคิวรอคุยกับลุงผู้ใหญ่ แถวยาวเป็นงู เขาเริ่มสงสัยว่าต้องรอเข้าคิวด้วยหรือเปล่า แต่บังเอิญว่าลุงแกเห็นเข้าจึงกวักมือเรียก
เขาเกรงใจผู้เล่นอื่นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีใครตะขิดตะขวงใจกันนัก ส่วนใหญ่มีหน้าระรื่น หันไปคุยกันเองเกิดเสียงฮือฮาขึ้นซะอย่างนั้น ได้ยินแว่วๆ ว่า
ผู้บุกเบิกแก๊งปาหินกลับมาแล้ว... อยากจะถามไปว่า นั่นฉายาของเขาเหรอ?
“นึกว่าจะเป็นอาหารสัตว์ไปเสียแล้ว” ลุงผู้ใหญ่แกทัก เจอหน้าก็แช่งชักให้ตายสมแล้วที่เป็นลุงผู้ใหญ่
“ลุงผู้ใหญ่...” ลินน์ชะงักกึก คิ้วกระตุก ปากสั่น แต่มิใช่เพราะความโกรธเคือง ในทางกลับกันคำพูดของลุงแกช่างแทงใจดำ เป็นความจริงอย่างมิอาจเลี่ยง... “ผมเชื่อแล้วว่าในป่าอันตราย ช่วยเปลี่ยนจุดเซฟกลับที่เมืองเมตราให้ทีครับ!” เขาขอร้องเสียงสั่นด้วยความอาย
ลุงแกจ้องตาค้าง หากเป็นเกมสมัยเก่า ๆ คงกำลังขึ้นว่า Now Loading อารมณ์ประมาณประมวลผลไม่ทัน สักพักจึงระเบิดเสียงหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ แม้แต่ฝูงชนที่รุมล้อมและจำเขาได้ก็เริ่มอดไม่ไหวหัวเราะก๊ากใหญ่
ใครเล่าจะไปคิดว่าคนที่แสดงความสามารถอย่างเหนือชั้นเมื่อวันวานจะเป็นเพียงมือใหม่ที่เปลี่ยนจุดเซฟเองยังไม่เป็น
“เฮ้อ...”
เรื่องวุ่นวายผ่านพ้น หลังจากเปลี่ยนจุดเซฟกลับสู่เมืองเมตราสำเร็จ ความตึงเครียดที่สะสมก็มลายหายสิ้นไปในบัดดล ลินน์ปลีกตัวออกจากฝูงชนที่รุมล้อมลุงผู้ใหญ่ ทิ้งตัวลงนั่งที่ขอบน้ำพุใกล้ ๆ ลมทะเลพัดละอองน้ำกระเซ็นใส่ เย็นชุ่มชื่นจนไม่อยากขยับตัว
ระหว่างนั้นก็มีคนจำนวนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายพูดคุยด้วย กลายเป็นอีกหนึ่งวงสนทนาย่อม ๆ ส่วนเนื้อหาคือเรื่องราวหลังจากที่ลินน์ล็อกเอาต์ออกจากเกมไป สรุปความได้ว่านายนักธนูของGETLOST คนนั้นถูกจับปรับให้จ่ายค่าหัวที่เกินกำหนด พร้อมเนรเทศออกจากเกาะ ส่วนคนที่เหลือยังมีความพยายามจะล่ารูนิคต่อ แต่กลับกลายเป็นว่าการกระทำของลินน์เป็นตัวชี้โพรงให้กับพวกมือใหม่อื่น ๆ กลุ่มคนที่อัดอั้นจากพฤติกรรมของพวก GETLOST จึงนึกสนุก รวมตัวกันเรียนทักษะปาหินไปใช้ป่วนพวกนั้นกลับบ้าง
พวก GETLOST หัวร้อนจัด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ท้ายที่สุดก็ยอมแพ้ออกเกมหนีไปดื้อ ๆ น่าจะพยายามติดต่อพรรคพวกหาตัวช่วยอะไรทำนองนั้น และนั่นคือจุดสิ้นสุดของพวกนั้นด้วยเช่นกัน เพราะเกิดสงครามกับ Alpha Six
เนื่องจากกิลด์ GETLOST มีถิ่นฐานชัดเจน ทั้งยังมีสมาชิกจำนวนมาก เมื่อเจอการรบแบบกองโจรจากกิลด์ที่แทบไม่มีคน แถมแต่ละคนดันเป็นผู้เล่นระดับสูง ไล่ตบไล่ตีแล้วหลบลี้หนีหายดื้อ ๆ พอเริ่มเสียเปรียบ พวกนั้นไม่มีทางสู้ บทจะขอเจรจาก็ไม่เป็นผล สมาชิกบางคนถึงขั้นยอมออกกิลด์หนีสงคราม บ้างก็ออฟไลน์หนีไป สุดท้ายพวกหัวกิลด์จึงตัดสินใจยอมจำนน ยอมแพ้ไปง่าย ๆ
ได้ยินว่าอีกสองคนที่เหลือบนเกาะฝึกหัด ออนไลน์มาอีกครั้งเมื่อหลายชั่วโมงก่อน แต่ก็ไม่พูดไม่จา หนีออกจากเกาะไปทันที ความสงบสุขจึงบังเกิดอีกครั้งที่ Sea Start
นอกจากนั้น เหล่าผู้เล่นจำนวนมากที่กระจายกันอยู่ตามจุดต่าง ๆ ของเกาะ และผู้เล่นที่ออกจากเกาะไปแล้ว แต่ได้เห็นความสามารถที่แท้จริงของทักษะปาหิน ก็หลั่งไหลกันมาที่เมืองเมตราเพื่อเรียกรู้ทักษะกันอย่างล้นหลามอย่างที่เห็น ซึ่งก็น่าจะเป็นแบบนี้ไปสักพัก เนื่องจากการเดินทางจากแผ่นดินใหญ่มายังเมตรานั้นใช้เวลาพอสมควร แถมยังทำได้ในจำนวนจำกัด
มีหลายคนถามลินน์ว่าคิดได้อย่างไรถึงเลือกเรียนทักษะปาหินไปใช้แบบนั้น ซึ่งเขาก็ตอบไปแบบกลาง ๆ ว่า เป็นทักษะที่สามารถใช้งานได้ทันที พัฒนาระดับได้อย่างรวดเร็ว และชอบที่สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเพิ่มสถานะผิดปรกติให้กับศัตรู ค่อนข้างเหมาะกับสถานการณ์
คนอื่นคิดตามก็เออออเห็นด้วยไปเรื่อย แต่ในความเป็นจริงนั่นเป็นเพียงเหตุผลที่เขาคิดมาประกอบทีหลังไว้ตอบเพื่อน ๆ เพราะในเวลานั้น จริง ๆ เขาก็แค่หัวร้อนเลยคิดออกแต่แผนบ้าบิ่น บังเอิญอีกฝ่ายกระจอกเกินไป แผนจึงใช้การได้...
ผลลัพธ์กลับออกมาดูดีซะอย่างนั้น...
ลินน์ถือโอกาสนั่งพักและไล่สายตาดูสภาพเมืองเมตราไปด้วย สำหรับคนในยุคปัจจุบันที่จำเป็นต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ กอปรกับปัญหาทางการเงินครอบครัว ทำให้ชีวิตของเขาวุ่นวายขึ้นสองเท่าจนแทบจะลืมคำว่าผ่อนคลายไป ทว่าดินแดนของSoTกลับสร้างบรรยากาศที่ตรงกันข้ามขึ้นมา
ในโลกที่ดูย้อนยุคกลับสู่ยุคกลาง มีมนตราแทนเทคโนโลยี ผู้คนยังอาศัยอยู่กับธรรมชาติ ชีวิตมิได้เร่งรีบ ผู้คนก็มีโอกาสพบปะพูดจากันมากกว่าเคย กลายเป็นเสน่ห์อันน่าหลงใหล แม้แต่เขาเองยังเผลอหลวมตัว นั่งเหม่อแบบไร้จุดมุ่งหมายได้นานสองนาน
เมื่อผู้คนรอบตัวเริ่มกระจายออกไป หลังจากได้พักอย่างเต็มที่แล้ว ลินน์จึงพาตนเองเดินหลบออกจากจัตุรัส เปิดรายชื่อเพื่อนในระบบขึ้นดู ซึ่งแน่นอนว่าเพื่อนในเกมของเขามีเพียงไม่กี่คน เขาชี้ที่ชื่อ YouMoronGoDie-Whahaha และเลือกใช้การติดต่อทางไกลทันที
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที อีกฝ่ายก็ตอบรับ คราวนี้เขาไม่ได้ตกใจกับหน้าจอสี่เหลี่ยมปรากฏขึ้นตรงหน้า หากยกมือขึ้นโบก พร้อมเอ่ยทักทาย “ไงมัวร์ ว่างเปล่า?”
“เออว่าง ๆ แป๊บนะ!” ถึงตอบมาอย่างนั้นแต่เหมือนอีกฝ่ายจะยังยุ่งอยู่พอสมควร เพราะจากหน้าจออีกฝั่ง เขาเห็นพวกเพื่อน ๆ กำลังจัดแพ็กของกันสนุกสนานอยู่ในลานกว้างของหมู่บ้านเล็ก ๆ สักแห่ง ฉากหลังเป็นกองคาราวานขนาดใหญ่ มีผู้คนนับร้อย คาดว่ามีทั้งผู้เล่นและ NPC คละกันไป นั่นเรียกความสนใจของเขาได้ไม่น้อย
“อะไรกัน ก่อเรื่องไว้ขนาดต้องแพ็กของย้ายถิ่นฐานหนีเลยเหรอไง?” ลินน์ตั้งใจยั่วอีกฝ่ายตรง ๆ และได้ผล
“มะเหงกแกดิ” มัวร์ตอบกลับอย่างฉุน ๆ ก่อนจะเริ่มอธิบาย “แต่จะว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องเมื่อวานก็ไม่ได้ พวกกิลด์ ARADEAN เห็นวีรกรรมที่ตีกับ GETLOST แล้วเกิดสนใจ เลยมาขอให้ช่วยในภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งน่ะ” อีกฝ่ายใช้นิ้วโป้งชี้กลับไปข้างหลังซึ่งมีกองคาราวานตั้งอยู่
“ภารกิจ ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลย...?” ลินน์ยังคงสงสัย เพราะดูจากสมาชิกที่เข้าร่วมแล้วย่อมไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ภารกิจที่ต้องใช้ผู้เล่นระดับสูงนับร้อยกระตุกความอยากรู้อยากเห็น จนเผลอทิ้งจุดมุ่งหมายแรกที่ติดต่อเพื่อนไปสนิท หรืออาจเรียกว่ามันยิบย่อยจนลืมไปแล้วก็ได้
“หืม... จริงสิ แกคงยังไม่เข้าใจระบบสักเท่าไร เพราะคลิปเกี่ยวกับภารกิจต่าง ๆ ในเน็ตน่ะมันถูกตัดมาแค่ส่วนสำคัญ แต่ไม่ได้มีขั้นตอนการเตรียมการให้เห็นไง”
“อะฮะ ก็ใช่”
มัวร์เกริ่นขึ้นก่อน ซึ่งลินน์ก็พยักหน้ารับ คิดดูก็จริงดังว่า ถึงเขาจะดูคลิปการเล่นเกมSoT มาไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นไฮไลต์ช่วงการต่อสู้ทั้งนั้น
“ที่เกาะเริ่มต้นน่ะ เป็นเพียงระบบฝึกหัดของเกมนี้ แกยังพอจะเล่น SoT ในรูปแบบที่เคยเล่นเกมอื่นได้อยู่บ้าง ส่วนหนึ่งเพราะเกาะนั้นเป็นสถานที่ที่ได้รับการบุกเบิกจนหมดแล้ว แต่ในดินแดน TERRAVIA ซึ่งเป็นแผ่นดินหลักเพิ่งได้รับการบุกเบิกไปไม่ถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง” มัวร์ชี้นิ้วขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง
“เกมเปิดมาตั้งนานแล้ว เพิ่งได้แค่นั้นเอง?”
เขาเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย
“การบุกเบิกนั่นล่ะที่เป็นปัญหาใหญ่ ในเกมนี้เราเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อต้องเผชิญกับโลกที่โหดร้าย ตัวคนเดียวย่อมไปไม่รอด ต้องมีการตระเตรียมเสบียงอาหาร ยารักษา ที่อยู่อาศัย รวมไปถึงสัตว์พาหนะให้ดี และเมื่อคนไม่พอก็ต้องจ้างเพิ่มไม่ว่าจะเป็นNPCหรือผู้เล่นอื่น ๆ นอกจากนั้นการเดินทางใช้เวลามากน้อยไม่อาจระบุชัด เช่นรอบนี้พวกฉันอาจต้องร่วมเดินทางไปด้วยสักครึ่งเดือนเป็นอย่างน้อย”
“เอาจริงดิ...” ลินน์อ้าปากค้างเพราะนึกไม่ถึง ก่อนจะถามต่อ “แล้วแบบนี้... นัดกันยังไงเนี่ย ต้องออนไลน์พร้อมกันตลอดเลยอะนะ”
“นั่นคือประเด็นหลักที่ทำให้การเดินทางล่าช้า เพราะเราต้องนัดกันให้ดี ใครไม่ตามเวลาก็ต้องทิ้งแล้วไปคิดบัญชีเอาทีหลัง วิธีที่ใช้ตามปรกติคือจัดตั้งกองคาราวานเดินทางไปพร้อมกัน ได้แค่ไหนก็พอแค่นั้นในแต่ละวัน บางวันอาจหยุดใกล้หมู่บ้านแบบนั้นก็ง่ายสักหน่อย แต่บางทีก็ต้องพักกลางป่ากลางเขา เราก็ต้องตั้งระบบให้คอยดูแลความปลอดภัยของกองคาราวานไว้ก่อนล็อกเอาต์ อะไรทำนองนั้น”
“แล้วถ้าตายกลางทางล่ะ...?” ลินน์ยังคงถามต่อด้วยความใคร่รู้
“ก็กลับจุดเซฟไปไง” มัวร์ยักไหล่ “ถ้าขบวนหลักยังไปไม่ไกลอาจพอตามกันทัน แต่ถ้าไม่ทันก็ลาก่อน”
“หมายถึงเมืองที่เดินทางผ่าน?”
มัวร์ส่ายหน้า
“ไม่ดิ ถ้าเป็นเกมอื่นการเซฟที่หมู่บ้านที่เพิ่งบุกเบิกอาจดี แต่ใน SoTนั่นน่ะฆ่าตัวตายชัด ๆ ยกตัวอย่าง ถ้าคณะเดินทางหลักผ่านจากหมู่บ้านนั้นไปแล้วสักสามวัน... จะตามคนอื่นก็ไม่ได้ แถมอยู่ในจุดที่เดินทางกลับคนเดียวก็ไม่ได้จะทำไง? ไม่มีใครย้อนมารับหรอกนะ”
ลินน์ถึงกับผงะเงียบไป... ไม่นึกว่าระบบจะเรียบง่าย โหดร้าย และลึกซึ้งถึงเพียงนี้...
จะว่าไปก็จริง เมื่ออยู่ในดินแดนอันตรายที่ตนเองยังไม่รู้จัก แล้วไปเซฟไว้ในที่แบบนั้นก็ดูเป็นการตัดสินใจที่ไม่เข้าท่าเท่าไหร่...
เขาได้ข้อมูลเกมนี้เพิ่มอีกแล้ว... สิ่งที่อยากทำก็เพิ่มขึ้นมาจนอดเก็บยิ้มไม่ได้
มัวร์เกาศีรษะแกรก ๆ ถามออกมาบ้าง “พอเถอะ พวกข้างหลังเริ่มโวยวาย ไว้คุยกันข้างนอก... ว่าไปแกติดต่อมา มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”
“นั่นน่ะสิ ลืมไปแล้ว”
“เฮ้ย ๆ ไอ้นี่” มัวร์โวยลั่นเมื่อเขาตอบกลับอย่างมักง่าย แต่เขาไม่สนใจเรื่องแบบนั้นหรอก
“จริงสิ ฉันขอข้อมูลเกี่ยวกับระบบสร้างอุปกรณ์ของเกมนี้ทั้งหมดได้ไหม?” ลินน์ทุบกำปั้นเข้ากับมือเพราะเพิ่งนึกได้
“นี่แก... กะอยู่ที่เกาะเริ่มต้นนานเลยหรือไง?” มัวร์เริ่มเขม่นมองด้วยความแคลง สังหรณ์ใจทะแม่ง ๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว ลินน์แค่หัวเราะร่วนกลบเกลื่อน ตอบกลับด้วยท่าทีไม่ยี่หระ
“มีทั้งเรื่องที่อยากทำ และเรื่องที่อยากลองน่ะ”
“แกนี่... เออ ก็เป็นคนแบบนี้อยู่แล้วนี่หว่า ไว้ว่างจะส่งข้อมูลไปให้เพิ่ม”
“ขอบใจ”
บทสนทนาจบลง เวลานั้นเท้าของเขาก็พาเดินมาจนถึงที่หมาย... ร้านของทอนนี่ มองผ่านกระจกเข้าไป มีไฟเปิดสว่างไสว ผู้คนจำนวนหนึ่งออกันอยู่ภายใน ผิดจากวันแรกที่มาลิบลับ เด็กผู้หญิงที่เคาน์เตอร์เห็นเขาเข้าก็โบกมือทักทายด้วยสีหน้าระรื่น... และนั่นทำให้คนในร้านเริ่มหันมาสนใจ
ทันทีที่ทอนนี่หันมาเห็นเขาโบกมือหย็อย ๆ ก็หน้าตาตื่น ทิ้งงานทิ้งการวิ่งโร่ออกมาหาอย่างรวดเร็ว “ลินน์ คุณยังไม่ตาย!” หมอนั่นอุทานพลางจับไหล่เขย่าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตานัก
ลินน์กระโดดถอยหลังหนีด้วยความตกใจ “ตายแล้ว ตายหลายรอบกว่าจะกลับมาได้เนี่ย” เขาพูดทีจริงทีเล่น หยั่งเชิงดูว่าอีกฝั่งจะตอบกลับมาอย่างไร
ทอนนี่ได้ยินจึงเริ่มสงบสติอารมณ์ “จริงสิ... คนจากทางนั้นข้ามมาได้เพียงจิต กายหยาบคืออาร์ติแฟกที่ถูกสร้างขึ้นนี่นา... ฮ่า ๆ” หมอนั่นหัวเราะกลบเกลื่อน ซึ่งลินน์พยักหน้าหงึก ๆ ยอมรับคำอธิบายของอีกฝ่าย
ใช่ ตัวเกมเซตอัพให้เหล่าผู้เล่นคือผู้ข้ามมาจากอีกโลกหนึ่ง ซึ่งเหล่า NPC ทั้งหลายรับรู้ในลักษณะนี้
“ทิ้งลูกค้ามาแบบนี้ไม่เป็นไรเหรอ?” ลินน์พยักพเยิดชี้กลับเข้าไปในร้านขายหนังสือ แต่คุณ NPC หาได้แยแสไม่
“เรื่องนั้นช่างมันเถอะ พวกเรากำลังจะปิดร้านพักทานอาหารกลางวันกันพอดี มีเรื่องมากมายอยากคุยด้วย มาทานด้วยกันสิ” ทอนนี่วกกลับชวนตั้งปาร์ตีกันทื่อ ๆ
“เดี๋ยว แบบนั้นไม่เป็นการรบกวนเกินไปเหรอครับ?” ถึงจะรู้ว่าเป็นบทสนทนาในเกมก็เถอะ แต่อยู่ดี ๆ โดนลากเข้าโต๊ะอาหารของครอบครัวแบบนี้ เขาก็เกรงใจเป็นนะ!
“ลิเดียเองก็คงไม่ว่าอะไร จริงไหมจ๊ะ?” ทอนนี่หันไปถามลูกสาว เจ้าหล่อนยิ้มร่าตอบกลับสั้น ๆ ว่า “ค่ะ!”
ลินน์แอบมองเข้าไปในร้าน เห็นคุณภรรยาของทอนนี่กำลังหัวปั่นกับเหล่าลูกค้าแล้วก็ถอนใจ เห็นหางตาที่มองมาทางตนแล้วรู้สึกว่าไม่เป็นมิตรสักเท่าไหร่ เปิดดูตารางความสนิทชื่อ ‘เรเดีย’ กลับมีค่าความสนิทติดลบ 1 ก็อยากตอกคุณทอนนี่กลับไปเหมือนกันว่า
ลิเดียไม่ว่าอะไรแต่คุณเมียน่ะใช่ว่าจะต้อนรับ หาเรื่องให้กันชัด ๆ
“นะ ๆ ทานข้าวด้วยกันนะคะ” เด็กสาวยังคงออดอ้อน เช่นเดียวกับทอนนี่ที่กะพริบตาปริบ ๆ รอคำตอบ... ลินน์ยักไหล่ให้ทอนนี่ ก่อนจะลูบศีรษะของลิเดียเบา ๆ
“อย่างนั้นก็ขอรบกวนด้วยนะครับ” เขาตอบกลับ
“ต้องแบบนี้สิ!”
“เย่ ๆ!”
เห็นสีหน้าของเด็กสาวก็ว่ายากจะปฏิเสธได้ลงคอแล้ว ยิ่งนึกถึงรสชาติของคุกกี้เมื่อวันวานก็ยากจะห้ามใจเช่นกัน แล้วอาหารจานอื่นจะอร่อยเพียงใด แค่คิดยากจะอดใจมิให้ลิ้มลองได้แล้ว ส่วนปัญหาที่จะตามมาน่ะหรือ... ก็ช่างมันก่อนปะไร!
ในโลกของ SoT ใคร ๆ ก็รู้ว่า ‘เมตรา’ เป็นเมืองเล็ก ๆ ตั้งอยู่บนหมู่เกาะหนึ่งกลางมหาสมุทร ซึ่งหมู่เกาะแห่งนี้มีความพิเศษตรงเป็นจุดเชื่อมของโลกทั้งสอง
ไม่ว่าใครก็ตามที่ต้องการข้ามมายังโลกของSoT ล้วนต้องผ่านเมืองเมตราด้วยกันทั้งสิ้น และตั้งแต่ประตูมิติแห่งนี้เปิดกว้าง การพบกันของวัฒนธรรมอันหลากหลายก็เกิดขึ้น จึงมิใช่เรื่องแปลกที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งของคนทั้งสองโลก เมื่อเกิดความไม่เข้าใจ การเว้นระยะจึงเป็นหนึ่งทางเลือกที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมา เมื่อเวลาผ่านไปจึงกลายเป็นความรู้สึกเหินห่าง ความเข้ากันไม่ได้ และการตั้งกำแพงระหว่างกัน
นั่นคือสภาพของเมืองเมตราในระยะเวลาที่ผ่านมา ทว่าตั้งแต่แก๊งปาหินถือกำเนิดขึ้น กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี ณ METRA SEA โดยไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
เมื่อเหล่าผู้เล่นเริ่มเข้าหา NPC มากขึ้น ปัญหาของครอบครัวทอนนี่ก็คลี่คลายเมื่อเหล่าผู้เล่นบางส่วนเริ่มปล่อย ‘เซฟาริน’ เพื่อแลกกับคุกกี้นำโชคของลิเดีย ไม่ก็ทักษะบางชนิดจากทอนนี่ จึงทำให้เหล่า NPC อื่นเริ่มมองเหล่าผู้เล่นในมุมมองที่ดียิ่งกว่าเดิม
เมื่อมีผู้เล่นใหม่มาอีก การต้อนรับขับสู้ก็อยู่ในระดับกลาง ๆ ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กันชัด เหล่าผู้เล่นใหม่เหล่านั้นจึงสามารถใช้ชีวิตเกาะแห่งนี้ได้สะดวกยิ่งขึ้น มีเวลาให้ทำภารกิจต่าง ๆ รวมไปถึงเรียนทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอันหลากหลาย ค่อย ๆ ปรับตัวให้เข้ากับโลกใหม่ เพราะเกาะแห่งจุดเริ่มต้นนี้ก็ใช่ว่าจะเล็ก เมืองใหญ่อาจมีเพียงเมตรา แต่รอบ ๆ ก็มีหมู่บ้านชนบท ที่อยู่ของเหล่า NPC นักล่าอยู่อีกสามแห่ง
มีดันเจี้ยนขนาดใหญ่อยู่สองแห่งสำหรับให้ฝึกฝนการต่อสู้และทักษะต่าง ๆ ดันเจี้ยนทั่วไปอีกห้าแห่ง รวมไปถึงดันเจี้ยนสำหรับเก็บรวบรวมทรัพยากรอันมีค่า ไม่จำเป็นต้องรีบออกเดินทางสู่ TERRAVIA อีกต่อไป
ดั่งจุดประสงค์แรกเริ่มของการมีอยู่ของหมู่เกาะแห่งนี้
และตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ ภารกิจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของนักเดินทางมือใหม่กับNPC ก็หายไปจากระบบ ไม่มีใครได้ทันสังเกตเช่นกัน
“เมื่อสองวันก่อน กิลด์ DESTINY เพิ่งทำภารกิจ ‘Horologium’ บุกเบิกโบราณสถานในแคว้นโอลวู้ดทางใต้ได้สำเร็จ ได้ยินว่ามีดันเจี้ยนระดับสูงกับภารกิจหายากอยู่เต็มไปหมด บางทีพวกนั้นอาจคิดตั้งรกรากกันเลย ทำให้บริเวณเดิมที่พวกนั้นครอบครองไม่มีเจ้าของ กิลด์จำนวนมากจึงเพ่งเล็งกันตาเป็นมัน แต่ยังไม่มีใครกล้าลงมือ บรรยากาศตึงเครียดมากเชียวล่ะ... ฉันนี่รอตามอ่านข่าวจนอดใจไม่ไหวแล้ว”
ชายคนหนึ่งขุดแร่ในถ้ำไป ปากก็พร่ำพูดไปเรื่อย... หลังจากรู้ว่า ‘เขา’ ก็เป็นคนไทยเหมือนกัน
เขาหันไปมองหมอนั่นนิดหน่อย แล้วตอบสั้น ๆ “อือ” คล้ายคนรำคาญ แถมการคาดผ้าปิดปากอยู่เสียงจึงอู้อี้ เพิ่มความไม่เป็นมิตรขึ้นอีกขั้น แต่หาทำให้อีกฝ่ายหยุดปาก
“แล้วดูวันนี้สิ กิลด์ CYGs ก็ไม่ยอมแพ้ เปิดเผยคลิปที่ทำการตะลุย ทุ่งร้างแห่งกราโทรเนีย ต่อสู้กับกองทัพอสูรอมตะ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการปลดล็อกอาชีพ Summoner อาชีพในฝันของหลาย ๆ คน คงมีคนอีกมากมายต้องการตามรอย คลิปก็มีคนดูร่วมสิบล้านครั้งแล้ว... พวกนั้นเป็นไอดอลของฉันเลยนะ อยากตามให้ทันแล้วขอเข้าร่วมกิลด์ด้วยจริงๆ” หมอนั่นขุดแร่ไปฝันไป แต่แล้วก็ต้องฝันค้าง
“ไม่มีทางหรอก”
ลินน์ตอบกลับห้วน ๆ วางจอบขุดไว้กับพื้น หยิบแร่ที่เพิ่งสกัดออกมาได้ขึ้นส่องดูอย่างละเอียด
อีกฝ่ายได้ยินคำพูดไม่เข้าหูก็เหลียวมองหน้าขุ่น “ว่าไงนะ?” แถมเหมือนจะหูไม่ดีเสียด้วย...
“ยังไงก็ไม่มีทางตามทันหรอก ถ้ายังขุดแร่ขายอย่างไร้จุดหมายแบบนี้”
เมื่ออีกฝ่ายขอมา ลินน์จึงวิจารณ์กลับไปตรง ๆ โดยไม่แม้แต่จะมองหน้า
“หึ ปากดี แล้วอย่างนายแตกต่างจากฉันตรงไหนมิทราบ” หมอนั่นฉุนจัด ตวาดกลับ ก่อนจะเดินเลี่ยงไปขุดแร่ที่อื่นแทน
ลินน์มองตาม กะพริบตาปริบ ๆ “นั่นสิ ตรงไหนก็ไม่รู้เนอะ”
เขาพูดกับตัวเอง เผลอหัวเราะพรืดออกมา ปากใต้ผ้าปิดนั้นขยับยิ้มกว้าง หาใช่เพราะการได้หาเรื่องคนอื่น... แต่เป็นเพราะก้อนแร่ในมือก้อนนั้น
สมบูรณ์แบบ มีคุณสมบัติในการเพิ่มความเร็วในระดับต่ำแฝงอยู่
ดูผิวเผินมันอาจเป็นแร่ขั้นต้นธรรมดาที่นักเดินทางมือใหม่จำนวนหนึ่งตั้งใจขุดไปขาย เนื่องจากเป็นทรัพยากรที่หาได้จากเกาะเริ่มต้นเท่านั้น แต่กลับใช้ในการผลิตอาวุธหลายชนิด จึงค่อนข้างขาดแคลนในท้องตลาด ราคาดีดจากราคาพื้นฐานไปไกล
ทว่าจากการที่เขาได้ตรวจสอบสินค้าในตลาดตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทำให้เขาสังเกตเห็นว่าของชนิดเดียวกันแต่กลับมีค่าพลังแตกต่างกันมาก คนมักเข้าใจไปว่าเป็นความต่างของทักษะผู้ผลิต ซึ่งก็นับว่ามีส่วนจริงอยู่บ้าง เพียงแต่ไม่ใช่ทั้งหมดเนื่องจาก SoT ได้ทำระบบไว้ละเอียดยิ่งกว่าที่คิดไว้
กล่าวคือ...
แร่แต่ละก้อนแม้เป็นของชนิดเดียวกันก็มีคุณภาพแตกต่างกัน นอกจากนั้นสิ่งที่เขาค่อนข้างมั่นใจว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ก็คือ ทักษะในการวิเคราะห์ทรัพยากรต่าง ๆ นั้นมีหน้าที่แตกต่าง อาทิ แร่ในมือของเขาเป็นแร่เกรด E การจะวิเคราะห์ให้เห็นรายละเอียดทั้งหมดก็ต้องใช้ Analysis E ต่อให้มี Analysis B ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดในปัจจุบัน ก็ไม่อาจมองเห็นคุณสมบัติที่ซ่อนอยู่ได้ครบถ้วน
สรุปว่า ทักษะด้านการผลิตจำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ วิเคราะห์อย่างละเอียดด้วยทักษะที่เหมาะสม ก่อนจะนำไปทำการแปรรูป
ตัวอักษร A B C D E F ในเกมนี้มิใช่แค่ระบุความหายากหรือความล้ำค่าเท่านั้น หากเป็นการClassifyหรือการจำกัดหมวดหมู่ที่เหมาะสมในอีกแง่ด้วย
หากมองในมุมนี้ คนส่วนใหญ่มักจะติดกับดักจากเกมอื่น พอมี Analysis ขั้นสูงก็คงไม่มีใครย้อนกลับไปใช้ Analysis E อีกอย่างแน่นอน ก็มีแต่เขานี่แหละที่ถึงขั้นย้อนไปทำเควสเอาAnalysis F มาอีกสกิลหนึ่ง
ลินน์นึกถึงหน้าเหลอหลาของเพื่อน ๆ หลังจากเอาสิ่งที่ตนค้นพบไปเล่าให้ฟังได้ดี... แรกเริ่มพวกนั้นทำท่าจะไม่เชื่อ แต่พอทดลองด้วยตนเองแล้วก็ขุดของใช้ของตนเองมาดูกันยกใหญ่
ผลเป็นอย่างไรน่ะหรือ...
มีแต่ของที่ทำขึ้นมาด้วยวัตถุดิบกระจอก ๆ ไร้คุณสมบัติพิเศษ แต่อยากเปลี่ยนก็ไม่มีปัญญาเพราะยังติดภารกิจเดิมมาร่วมครึ่งเดือน
ล่าสุด ได้ยินว่าเริ่มสืบพบร่องรอยของสิ่งที่เรียกว่า ‘รูน’ แต่ความยากของภารกิจก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล คณะเดินทางเหลือเพียงครึ่ง การเดินทางทำท่าจะล้มเหลว อาจต้องถอยทัพเพื่อรวมตัวกันใหม่ แต่นั่นหมายถึงต้องเปลี่ยนจุดเซฟไปอยู่ในดินแดนไกลปืนเที่ยงซึ่งมีความเสี่ยง พวกกิลด์ ARADEAN ก็ยังทะเลาะกันอยู่จนบัดนี้ว่าการไปต่อจะคุ้มกันหรือไม่ เพราะมาถึงจุดนี้พวกนั้นก็สูญเสียทรัพยากรไปมากมาย มูลค่าการลงทุนล้นท่วมศีรษะ
ถ้าให้เขาเดามุมมองของพวกเพื่อน ๆ Alpha Six พวกนั้นคงไม่อยากถอยอยู่แล้ว ต่อให้ต้องเซฟที่เมืองไร้ชื่อแถบนั้นก็คงคิดดิ้นรนไปต่อให้ได้แน่ ๆ รับประกันได้เลยว่าคงไม่ได้เจอหน้ากันในเกมนี้อีกสักพักใหญ่ เขาเองก็เลยไม่รีบ ไล่เก็บทรัพยากรสำคัญจนพอใจเสียก่อน
หากดูจากลิสต์ของที่ต้องใช้หลังจากเดินทางไปถึงทวีปหลัง TERRAVIA เขาก็ต้องใช้หินแร่พวกนี้อีกมาก ใจของเขาเริ่มวางแผนผลิตอาวุธด้วยตนเองแล้วด้วยซ้ำ เพราะจะสามารถใส่บุคลิกพิเศษให้อาวุธของตนเองได้ ปรับแต่งก็ง่ายกว่า ถึงมานั่งขุดแร่อยู่นี่ไง
“ฮึบ...!”
ลินน์ลุกขึ้นบิดขี้เกียจ หลังจากนั่งวิเคราะห์แร่จนเมื่อย... เขาเริ่มรู้สึกว่าเกมนี้เหมือนจริงเกินไป บางทีอาจเป็นเพราะการเชื่อมต่อ 100% ของเขานั่นแหละ ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีกันแน่ ทว่าเมื่อเขาเหลียวมองไปรอบ ๆ ก็พบว่ามีบางสิ่งผิดปรกติ...
ที่ปลายสายตาของเขามีเครื่องหมายตกใจเด้งขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่มิทราบ ซึ่งเป็นเครื่องหมายบอกว่ามีภารกิจอัปเดต เขาเอาไปหลบมุมไว้เพราะเกะกะสายตาตอนกำลังใช้สมาธิ จนลืมไปสนิท...
เขาเลื่อนนิ้วไปจิ้มขึ้นเปิดอ่าน แล้วก็ต้องยืนนิ่งงัน กะพริบตาปริบๆ อยู่แบบนั้นอีกครู่ใหญ่ ไม่อาจละสายตาจากข้อความที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า...
ภารกิจพิเศษ ความกังวลแห่ง METRA SEA – สำเร็จ
ภารกิจพิเศษ ต้นกำเนิดของดินแดนสองกาลเวลา (METRA SEA) – เริ่มต้น