รหัสลับนักสลักรูน นิยายโดย tongfar
ตัวอย่างอ่านฟรี 11 ตอนแรกจากเล่ม 1
ในหมู่บ้านเมตรา ผู้คนต่างแตกตื่นกับภารกิจพิเศษที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน บรรยากาศพลันคึกคักขึ้นถนัดตา บ้างก็ตระเตรียมข้าวของ บ้างก็ถามไถ่หาข้อมูลเพิ่มเติมจากชาวเมืองหรือเหล่านักเดินทางด้วยกัน จัดตั้งทีมเพื่อร่วมกันเดินทางแสวงหาโชคจากภารกิจ ต้นกำเนิดของดินแดนสองกาลเวลา
เสียงเอะอะมะเทิ่ง ดังกึกก้องอยู่ครู่หนึ่งก็เริ่มจางหายดุจดอกไม้ไฟที่ถูกจุดและดับไปอย่างรวดเร็ว... เช่นเดียวกัน หลังจากภารกิจส่งมอบให้เหล่านักเดินทางทั้งหลาย ในเวลาเพียงไม่ถึงสิบนาที เมืองเมตราก็ไม่เหลือนักเดินทางอยู่แม้แต่คนเดียว
เป็นเรื่องปรกติสำหรับดินที่แดนที่เปรียบเหมือนประตูสู่โลกใหม่ มีไว้ให้คนจากต่างโลกได้ปรับตัวเข้ากับดินแดนใหม่ วัฒนธรรมใหม่ ชีวิตใหม่
ทว่าทุกคนที่ก้าวข้ามมาที่โลกนี้ล้วนมีเป้าหมายหลักคือการแสวงหาโชคใน TERRAVIA ไม่มีใครต้องการใช้ชีวิตอยู่บนเกาะเล็ก ๆ กลางมหาสมุทรเช่นนี้ ดูจากบ้านที่ตั้งเรียงกันเป็นแถวแต่ก็ไม่มีใครอาศัยอยู่สักคนเหล่านั้น
ชีวิตของชาวเมืองยังคงดำเนินไปอย่างสงบเงียบครู่ใหญ่ สักพักใครบางคนก็ปรากฏตัวขึ้นกลางจัตุรัสของเมืองเมตรา ถัดจากจุดที่นั่งอยู่ไปเพียงเล็กน้อย
เจ้าหนุ่มจากต่างโลกตัวป่วน แค่มาถึงวันแรกก็ก่อเรื่องใหญ่โต แต่ก็เป็นคนที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตบนเกาะไปในอีกรูปแบบโดยไม่รู้ตัว และอยู่บนเกาะนี้มาเกินกว่าครึ่งเดือน ไม่ยอมไปไหนสักที...
“เมืองโล่งเทียว แสดงว่าได้รับภารกิจกันทุกคนสิท่า” เจ้าหนุ่มนั่นกวาดตามองไปรอบ ๆ เพื่อสำรวจสถานการณ์ พลางพูดพึมพำกับตัวเอง
“เจ้าน่ะ อยู่ที่นี่มาตั้งนาน ไม่คิดไปที่อื่นบ้างหรือไงหา?”
เห็นปรากฏตัวใกล้ ๆ จึงกวักมือเรียกหย็อย ๆ เอ่ยทักทายไปตามปรกติ ทว่าอีกฝ่ายกลับผงะมองหน้าตาค้าง หยุดฝีเท้ากึก ยกมือเกาศีรษะพลางถอนหายใจ
“อะไรเล่าลุงผู้ใหญ่ เจอหน้ากันก็จะไล่กันอีกแล้วเหรอ!” เจ้าเด็กนั่นฟังคำแล้วก็ตีความไปอย่างนั้นทุกที เห็นแล้วก็นึกขำ
“แล้วไม่ไปทำภารกิจกับคนอื่นเขาหรือไง?” เขาถามหยั่งเชิง
“ไม่ดีกว่าครับ ไปตอนนี้ก็น่าจะเจอแต่ฝูงชน ส่วนผมว่าจะแวะไปสกัดแร่สักหน่อย เวลาแบบนี้ไม่ต้องต่อคิวซะด้วยสิ”
ชายหนุ่มหัวเราะร่วน และคงจะทำเช่นนั้นจริง ๆ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เจ้าหนุ่มผู้นี้มิเคยหยุดนิ่ง ไล่เรียนรู้ทุกทักษะที่สามารถ ทั้งทักษะการต่อสู้โดยทั่วไป รวมไปถึงการดำเนินชีวิต อาทิการแปรรูปไม้ ขุดแร่ ถลุงแร่ ตีเหล็ก ทำอาหาร ปรุงยา กระทั่งการปลูกสมุนไพร พื้นที่บ้านซึ่งจองไว้ในป่าก็กลายเป็นสถานที่ทดลองปลูก ‘เซฟาริน’
เจ้านี่ทำราวกับว่า กำลังดำเนินชีวิตอยู่ที่นี่จริง ๆ มิได้มองว่าหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้มิใช่ทางผ่าน...
เขาขยับจับหมวกตกปลาบนศีรษะ เพื่อปิดบังรอยยิ้มที่ปรากฏบนมุมปาก และดวงตาที่ซุกซ่อนภายใต้คิ้วสีขาวดกหนา ก่อนจะตบบ่าชายหนุ่มเบา ๆ
“ท่านผู้ก่อตั้งชอบดอกไม้ โดยเฉพาะสีแสด หากไม่รีบร้อนอะไรฝากไปสักการะรูปปั้นของท่านด้วยก็แล้วกัน” ลุงผู้ใหญ่บ้านพูดทิ้งท้าย
ลินน์กะพริบตาปริบ ๆ มองไล่หลังชายสูงวัย เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ลุงผู้ใหญ่พูดกับตนด้วยน้ำเสียงทั้งนุ่มนวลและอ่อนโยน พลันเครื่องหมายตกใจก็เด้งขึ้นอีกครั้งในรอบวัน...
ภารกิจ : ส่งต่อความทรงจำ
กาลเวลาพ้นผ่านนับพันปี แต่ชาวเมตราทุกคนก็ยังสืบทอดตำนานของทั้งสอง ผู้ร่วมกันก่อตั้งสร้างชีวิตแด่ผู้ระหกระเหินเร่ร่อนจากภัยสงคราม ให้สามารถอยู่อาศัยอย่างสงบสุขในหมู่เกาะที่ห่างไกล ณ ดินแดนที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง
รูปปั้นของทั้งสอง ตั้งสถิตอยู่ในถ้ำริมชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ คอยคุ้มครองดินแดนแห่งนี้ให้รอดพ้นจากภยันตรายนานัปการ นำพาความเจริญรุ่งเรืองมาให้ตราบจนทุกวันนี้
**ภารกิจนี้เป็นเพียงคำขอจากผู้ใหญ่บ้าน ไม่มีสิ่งใดผูกมัดว่าจะทำตามหรือไม่ อย่างไร เมื่อไร ไม่มีตัวบ่งชี้ว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อใด ของรางวัลก็อาจจะได้ แล้วแต่บุญพาวาสนาส่ง
“อะไรเนี่ย...!!?” ชายหนุ่มอุทานกับตัวเอง วันนี้ช่างเต็มไปด้วยเรื่องแปลก ๆ
เจ้าภารกิจความกังวลแห่ง METRA SEA ที่แท้ก็คือภารกิจให้ช่วยกอบกู้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นกับNPC ในเมือง METRA SEA นั่นเอง ประมาณสามวันก่อนเจ้าภารกิจนั้นก็หายออกไปจากระบบ วันนี้เพิ่งมาแจ้งเตือนว่าสำเร็จ อยากจะถามว่าระบบเกมกระตุกหรือไงมิทราบ แล้วรางวงรางวัลอะไรก็ไม่มี แค่สำเร็จพ่วงภารกิจต่อเนื่องมาให้ แน่นอนว่าเป็นภารกิจที่ส่งต่อให้ทุกคนที่อยู่บนเกาะเหมือนเดิม ดูได้จากเมืองที่เหลือแต่ NPC แบบนี้
ลินน์ลองเปิดข้อมูลของภารกิจต้นกำเนิดของดินแดนสองกาลเวลา (METRA SEA) ขึ้นเทียบกับภารกิจใหม่ที่ได้รับจากลุงผู้ใหญ่สักครู่ ปรากฏว่าเป็นสถานที่เดียวกันพอดีอีก
สรุปลุงแกแค่ใช้เขาไปไหว้บรรพชนเท่านั้นใช่ไหม... ก็เป็นไปได้อยู่ เพราะเกมนี้บ่อยครั้งที่เขาได้รับภารกิจเล็ก ๆ แปลก ๆ มา ทำแล้วมีผลเพียงเพิ่มค่าความสัมพันธ์กับ NPC เท่านั้น
“ลุงแกบอกว่าดอกไม้สีแสดเหรอ... ถ้าอย่างนั้นคงไปที่นั่น...” เขาเกาศีรษะแกรก ๆ ถึงจะรู้อยู่แก่ใจว่าอาจเป็นการตีรถเปล่า ไม่ได้สิ่งตอบแทน
หลายคนอาจมองว่าเขาเป็นคนละเอียด จุกจิก ให้ความสำคัญกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่บ่อยครั้งคนเรามักพลาดโอกาสสำคัญในชีวิต เพราะปล่อยปละในเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ให้หลุดลอยไปง่าย ๆ เขาก็แค่ไม่อยากเสียดายทีหลัง เข้าสมาคม ‘รู้งี้’ ก็เท่านั้น
หลังแยกตัวออกมาจากผู้ใหญ่บ้าน ลินน์ใช้เวลาไปกับการถลุงแร่อีกพักใหญ่ พวกแร่ที่ตีเล่นเพื่อเก็บเลเวลก็นำไปขายต่อในท้องตลาด ส่วนที่มีคุณสมบัติพิเศษก็แยกกองเอาไว้อย่างดี พองานหลักจัดการเรียบร้อยจึงออกเดินทางจากประตูเมืองเมตราทางทิศเหนือ ตรงข้ามกับผู้เล่นอื่นที่มุ่งหน้าไปตะวันออกเฉียงใต้โดยสิ้นเชิง
จุดหมายของเขาเป็นหนึ่งในสถานที่ขึ้นชื่อของเมือง METRA SEA ในสมัยที่เกมเพิ่งเปิดใหม่ ๆ ทุกคนที่เข้าเกมมาต่างตื่นเต้นกับภาพวิวทิวทัศน์อันตระการตา จากทุ่งดอกไม้ประหลาดที่เปลี่ยนสีไปตามช่วงเวลาในแต่ละวัน เวลากลางคืนนั้นทอแสงสีฟ้าอ่อนสะท้อนสู้ดวงจันทร์ กลีบที่ผละดอกปลิวตามลมส่องแสงราวกับมีดวงดาวลอยอยู่เต็มท้องทุ่งใหญ่ เช้ามาดอกตูมผุดขึ้นอีก รับแสงทองจากดวงอาทิตย์จนกลายเป็นที่เหลืองอ่อนตาม กลางวันเป็นช่วงเวลาที่ดอกบานเต็มที่ มีสีแดงปนชมพู และยามเย็นของวันจึงกลายเป็นสีแสด...
นั่นเป็นเหตุผลที่เขาต้องรอเวลา พอมาถึงดวงอาทิตย์ก็เริ่มทอนแสงจางลง เข้าซุกซ่อนในหมู่เมฆหนาที่ปลายฟ้า ดูท่าว่าค่ำคืนนี้อาจจะมีพายุใหญ่
เขากวาดสายตาไล่จากปลายเท้าขึ้นเนินสูงไป ทั้งหมดคือทุ่งดอกไม้สีแสด หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของ SoT แต่ในเวลานี้กลับไม่มีผู้เล่นเหลือสักคน แต่ระหว่างทางเขาก็ยังพบยามของเมืองเมตราคอยตรวจความสงบเรียบร้อย และในทุ่งกว้างนั้นก็พอเห็น NPC อยู่บ้างประปราย ส่วนมากเป็นคนสวน...
จากคำของลุงผู้ใหญ่ที่กล่าวว่า ผู้ก่อตั้งเมตราชื่นชอบดอกไม้สีแสดเป็นพิเศษ กอปรกับเหล่าคนสวนที่คอยดูแลทุ่งกว้างสุดลูกหูลูกตาเหล่านี้ ทำให้มุมมองที่เขามีเปลี่ยนแปลงไปแทบจะในทันที
ลินน์เลิกยืนเฉยเมื่อเห็นว่าเหล่าNPCก็เริ่มสังเกตเห็นตนแล้วเช่นกัน จึงเดินลัดเลาะไปตามแผ่นหินที่ปูพื้นเอาไว้เป็นทางเดิน
“สวัสดีครับ พอดีลุงผู้ใหญ่แกฝากให้ผมนำดอกไม้ไปสักการะท่านผู้ก่อตั้ง ไม่ทราบว่าพอมีคำแนะนำบ้างไหม?” ลินน์ถามลองเชิง ลุงคนสวนแกฟังก็ยิ้มร่าขึ้นทันตา
“พ่อหนุ่ม หากต้องการดอกไม้เพื่อการสักการะ ให้ไปเลือกที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ทางนั้นจะดีกว่า เพราะดอกไม้เหล่านั้นได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีที่สุดแล้ว” ว่าแล้วคุณลุงก็ชี้ข้ามเนินไป
เนินที่อยู่ตรงหน้านั้นอาจไม่ได้ดูใหญ่โต แต่เนื่องจากตลอดทางที่ผ่านมาก็เดินขึ้นมาตลอด เพียงเหลียวหลังกลับไปจึงพบว่าตนเองอยู่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับระดับน้ำทะเล ภาพเมืองเมตราที่เล็กกระจิดริดช่างชวนให้หลงใหลไม่อาจละสายตาได้โดยง่าย
ลินน์ค่อย ๆ เดินตามทางเส้นเล็กโดยไม่เร่งร้อน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทัศนียภาพก็งดงามเกินกว่าที่เห็นจากรูปในอินเทอร์เน็ตมากนัก
และเพียงก้าวไปถึงยอดเนินภาพตรงหน้าก็ทำให้เขาหยุดหายใจไปชั่วอึดใจ
ปรากฏว่าเนินที่เขาปีนขึ้นมานั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสวนดอกไม้แห่งเมตรา จากจุดที่เขายืนอยู่นั้นทางเหนือคือทุ่งดอกไม้อันไร้จุดสิ้นสุด กลืนกินไปกับท้องฟ้าสีแสดซึ่งตัดกับห้วงมหาสมุทรสีครามและเมฆหนาที่กำลังเคลื่อนเข้าใกล้เกาะแห่งนี้ทุกขณะ
“ถ้าพูดถึงต้นไม้ใหญ่ คงมีเพียงที่เดียว...” เขาพูดกับตนเอง มองตรงไปทางชะง่อนผาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะเป็นสถานที่เดียวที่มีต้นไม้ใหญ่ตั้งตระหง่านให้ร่มเงา หากมองจะมุมนี้จะเห็นว่าใต้ร่มไม้นั้นมีที่นั่งหินตั้งไว้ หน้าผาก็ตั้งรั้วกั้นกันคนตกลงไป คลื่นใหญ่ซัดชนหินผาเกิดเสียงครืนคำราม ละอองน้ำกระเซ็นกระจายไปทั่ว
อีกหนึ่งจุดชมวิวอันขึ้นชื่อของดินแดนแห่งนี้...
เขาเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ถูกออกแบบไว้เป็นอย่างดี มีแตกแขนงให้เดินแยกไปในทิศต่าง ๆ อย่างอิสระ ราวกับรากต้นไม้ เพียงไม่นานก็ถึงจุดหมายปลายทาง เสียงคลื่นที่ซัดกระแทกหินผาเมื่ออยู่ใกล้นั้น ดั่งเสียงคำรามของมังกร น่ากลัวอย่างเหลือเชื่อ
จากข้อมูลที่ได้รับจากนายมั่ว เห็นว่าที่หน้าผานั้นมีอักษรรูนจำนวนหนึ่งเขียนไว้ ประหนึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเควสตามหารูนของเกม แต่จนถึงเวลานี้ รูนก็ยังเป็นเพียงสิ่งลึกลับอยู่วันยังค่ำ เขาก็อยากเห็นอักษรดังกล่าวเช่นกัน แต่ฟังจากเสียงคลื่น ให้ไต่ลงไปนี่เหมือนสังเวยชีวิตให้ท้องทะเลเปล่า ๆ จึงเดินมาหยุดที่โต๊ะหินแทน ตรงกลางนั้นสลักอักษรแบบเดียวกันไว้ อ่านด้วยทักษะ Ancient Language F ถอดความออกมาว่า
จนกว่าจะถึงวันนั้น...
เรตรา
ประโยคสิ้นสุดเท่านี้ ลงท้ายด้วยชื่อของผู้ก่อตั้ง ส่วนเรื่องราวของผู้ก่อตั้งก็ถูกเหล่าผู้เล่นตรวจสอบมาแล้วอย่างละเอียดยิบ
ในโลกที่มียศถาบรรดาศักดิ์เป็นกำแพงหนา กีดกันผู้คนมิให้มีอิสรภาพมากนัก ถิ่นกำเนิดของ เรตรา นั้นไม่แน่ชัดนัก เนื่องจากเป็นยุคที่เกิดสงครามใหญ่ระหว่างมนุษย์และปีศาจ อารยธรรมเดิมล่มสลายไปถึงครึ่งค่อนทวีป TERRAVIA จนกระทั่งมีเหล่าวีรบุรุษทั้งหก รวมกองกำลังมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออยู่เป็นปึกแผ่น ตีโต้กองกำลังของปีศาจกลับไปได้
เรตรา เป็นวีรบุรุษเพียงคนเดียวที่ก้าวขึ้นมาจากชนชั้นสามัญ ด้วยความสามารถเพียว ๆ และได้รับการยอมรับจากคนทุกชนชั้น ให้เรียกว่าเป็นพระเอกของยุคสมัยนั้นก็คงไม่ผิด หรือต่อให้เรียกว่าเป็นพระเอกของ SoT ด้วยก็คงได้
หลังจากทัพปีศาจล่าถอย เรตรา ก็เดินทางช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก ฝึกเหล่านักรบผู้แกร่งกล้าไว้ช่วยป้องกันการบุกรุกของเหล่าปีศาจ เป็นกำแพงด่านหน้าให้เหล่ามนุษยชาติ ระหว่างการเดินทางนั้นเองที่ได้พบกับ คีฟ่า หญิงสาวนักรบที่ต่อสู้ลำพังในดินแดนไกล
ทั้งคู่ออกเดินทางไปด้วยกันในหลายแห่งหน รวมไปถึงการสร้างหมู่เกาะเมตราไว้เป็นสถานที่ให้ผู้ไร้ที่อยู่อาศัยได้ตั้งรกราก ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยสืบมา
เรื่องราวของ เรตรา อาจทำให้คิดว่า TERRAVIA เป็นดินแดนที่น่าสงบสุข แต่ในความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม หลังจบศึกใหญ่กับเหล่าปีศาจ เหล่าวีรบุรุษอีกห้าคนที่เหลือก็จัดตั้งกองกำลังของตนขึ้น เวลาผ่านไปกองกำลังเหล่านั้นก็ขยับขยายและกลายเป็นประเทศ
ช่วงแรก มนุษย์ยังคงพึ่งพิงอาศัยกันอย่างสงบสุข แต่เมื่อเวลายิ่งผ่าน มนุษย์กลับหลงลืมไปว่าสิ่งที่ทำให้พวกตนรอดพ้นวิกฤติมาได้คือความสามัคคี ผู้นำแต่ละประเทศล้วนต้องการความเป็นใหญ่ ความขัดแย้งเล็ก ๆ ขยับขยายขึ้นตามกาลเวลา
ในไม่ช้าสงครามระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองก็เริ่มต้น ผู้แข็งแกร่งก็ดูดกลืนผู้อ่อนแอ หกวีรบุรุษเป็นเพียงอดีต เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ถูกลืมเลือนไป มาถึงปัจจุบัน TERRAVIA มีประเทศที่ยิ่งใหญ่ด้วยกันสามประเทศ และมีประเทศเล็ก ๆ อีกประปราย
หลายแห่งยังเต็มไปด้วยไฟสงคราม เวลาเดียวกัน ทัพปีศาจเองก็เริ่มรุกรานเหล่ามนุษย์อีกครั้งด้วยเช่นกัน ทางเลือกจึงเป็นของเหล่าผู้เล่น ว่าจะร่วมมือกันพามนุษยชาติต่อต้านการรุกรานของปีศาจอีกครั้ง หรือจะขึ้นเป็นใหญ่ รวบอำนาจของดินแดน TERRAVIA ให้เป็นหนึ่ง
ไม่ก็...
เข้าร่วมฝ่ายปีศาจเสียเลย เพราะเผ่าปีศาจขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่ง หากได้รับพลังอำนาจของพวกปีศาจ หรือสามารถปลดล็อกเผ่าปีศาจได้จริง ก็น่าจะสามารถใช้เป็นทางลัดในการก้าวขึ้นไปเป็นผู้เล่นแนวหน้าได้ แต่ก็ยังไม่มีใครประสบความสำเร็จ
ลินน์คิดไปเรื่อยขณะกำลังประสบปัญหาในการเลือกดอกไม้ เนื่องจากเห็นว่าดอกไม้เป็นเกรด F จึงลองใช้Analysis F ในการวิเคราะห์เล่น ๆ แต่กลับพบว่าดอกไม้แต่ละดอกกลับมีคำอธิบายแตกต่างกันด้วย อาทิ
ดอกไม้กลีบสีแสด มีร่องรอยโดนแมลงแทะ
ดอกไม้สีแสด ยังบานไม่เต็มที่
ดอกไม้สีแสด กำลังแห้งเหี่ยว
ดอกไม้สีแสด ดอกเล็กกระจิดริด
ดอกไม้สีแสด สมบูรณ์แบบ
บลา ๆ ๆ
ไม่ทราบว่าเหล่าผู้สร้างเกมนี้ว่างงานกันนักหรือครับ เล่นใส่คำอธิบายใส่ดอกไม้ทั้งทุ่งแบบนี้ ถึงจะสุ่มทำขึ้นมาก็เถอะ แต่จะเยอะเกินไปไหม!?
จะว่าแต่พวกผู้สร้างโรคจิตพวกนั้นก็คงไม่ได้ คงต้องโทษตัวเขาเองด้วยที่บ้าจี้ไปตามระบบ อุตริคัดแต่ดอกไม้ที่ระบบว่าสมบูรณ์ดีเท่านั้น กว่าจะได้ในจำนวนที่พอใจก็เริ่มค่ำ
เขาสลับทักษะของตนเองเป็น Adventurer เพิ่มเพิ่มทักษะในการเดินทาง นอกจากนั้นยังตั้งค่าใช้งาน Basic of SP F D C พร้อมกัน เพื่อให้สามารถฟื้นฟูSP ได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับช่วงเวลาที่ต้องรีบเดินทาง แต่ก็ยังต้องเหลือทักษะ Area Scanning F เพื่อให้การวิ่งของเขาเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในการลงเท้ามากยิ่งขึ้น และสามารถมองเห็นเส้นทางที่ซุกซ่อนในทุ่งดอกไม้อย่างง่ายดาย
ลินน์เลือกเส้นทางที่จะพาหลุดออกจากทุ่งดอกไม้ให้ได้รวดเร็วที่สุด ซึ่งก็คือการวิ่งลงเนินไปทางทิศตะวันออก และเมื่อเข้าสู่ที่ราบกว้างซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายก็สลับเอาทักษะVision F ขึ้นมาใช้แทน เพื่อที่จะตรวจหาศัตรูในระยะ จึงสามารถเลี่ยงหลบการเผชิญหน้าได้ง่าย ๆ
การเดินทางเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ยี่สิบนาทีเขาก็หลุดจากเขตทุ่งหญ้ากว้าง เข้าสู่ถนนเลียบทะเลอันแสนคุ้นเคย ทว่าวันนี้กลับมีผู้คนขวักไขว่ถึงขั้นเรียกได้ว่าหนาแน่น ยิ่งใกล้ถึงจุดหมายของภารกิจ ‘ต้นกำเนิดของดินแดนสองกาลเวลา’ และ ‘ส่งต่อความทรงจำ’ ผู้คนก็เบียดเสียดจนแทบผ่านไปไม่ได้
วันนี้น้ำทะเลลงมากกว่าปรกติ ทำให้เห็นโขดหินที่จมอยู่ใต้น้ำ รวมไปถึงเส้นทางลับแคบ ๆ เลาะจากชายหาดลงทะเลไป ทว่าการมาถึงของลินน์กลับทำให้เหล่าผู้เล่นหันมาสนใจ บางส่วนก็ตั้งใจเปิดทางให้
เขารู้ดีว่าคนที่เปิดทางเหล่านั้น มิได้ต้องการเอาอกเอาใจ หรือมีเหตุผลใดซับซ้อน เพียงแค่คนพวกนั้นรู้ว่าเขาอยู่บนเกาะนี้มาพักใหญ่แล้ว คนส่วนใหญ่จึงคิดไปว่ากำลังตามหาความลับที่ซุกซ่อนอยู่
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ช่างประจวบเหมาะ จะมีคนคิดว่าเขาเป็นผู้ปลดผนึกภารกิจพิลึกนี้ และอาจมีเบาะแสสำคัญอยู่กับมือ
ภารกิจนี้ขึ้นแจ้งเตือนมาหลายชั่วโมงแล้ว แต่ดูจากสภาพผู้เล่นส่วนใหญ่ที่ยังควานหาเบาะแสไปเรื่อย ทั้งในถ้ำและภายนอกถ้ำ แสดงว่าภารกิจยังไม่มีความคืบหน้าเท่าใดนัก
รู้ทั้งรู้ว่าแต่ละคนกำลังจับจ้อง และรู้ทั้งรู้ว่าตนมิได้มีเบาะแสอะไรกับมือเลย แต่เมื่อโอกาสเปิดทางให้ เขาก็ทำเป็นเดินสำรวจเส้นทาง ไหลไปเรื่อยจนถึงในถ้ำ
เส้นทางภายในถ้ำนั้นแคบกว่าที่คิด บางส่วนยังมีน้ำขัง บางแห่งก็เป็นช่องแคบ ๆ ต้องเดินตะแคงเป็นปู ลอดผ่านไปทีละคน ไม่แปลกใจว่าทำไมแถวถึงยาวเหยียดจนถึงด้านนอก ทว่าพอเข้ามาถึงภายในกลับพบว่าเป็นถ้ำหินงอกหินย้อยกว้างขวาง แม้จะมีผู้คนจำนวนมากก็มิได้แออัด
พื้นเป็นก้อนหินปนกรวดสีขาวเนียนสวย มีคบไฟอยู่ตามมุมของห้องเพื่อให้แสงสว่าง และที่ใจกลางคือรูปปั้นแกะสลักจากหินอ่อน เป็นรูปชายหญิงคู่หนึ่ง ฝ่ายหญิงนั่งบนเก้าอี้อย่างสำรวม ใบหน้างดงามชำเลืองลงในมุมที่เห็นก็รู้ทันทีว่าประหลาด ดูจากหลุมบ่อแสดงให้เห็นว่าพวกผู้เล่นเองก็คงคิดแบบเดียวกัน เล่นขุดถ้ำกันจนเละ ชวนให้ปวดขมับใช่น้อย
บางทีความสนิทสนมของเหล่าNPCอาจพังครืนลงอีกรอบ ถ้าเห็นสภาพภายในถ้ำตอนนี้
ลินน์เพ่งมองไปที่รูปปั้นฝ่ายชายที่ยืนจับบ่าของหญิงสาวอยู่ด้านหลังบ้าง คนผู้นี้คงเป็น เรตรา... หนึ่งในหกนักรบศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน ทว่าใบหน้าของชายผู้นั้นกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มแสนอบอุ่น เป็นกันเอง สายตาของชายผู้นั้นมองลงมาที่หญิงสาวอย่างอ่อนโยน แสดงให้เห็นความรักที่มอบให้ได้เป็นอย่างดี
เขาตัดสินใจเดินตรงไปที่ด้านหน้ารูปปั้น เวลานั้นทุกสายตาจับจ้องเข้าหา ไม่กะพริบ... จนกระทั่งเขาโน้มศีรษะลง ทำความเคารพ แล้วบรรจงวางดอกไม้ไว้ที่ฐาน
ทุกสายตากลายเป็นกะพริบปริบ ๆ ขณะที่ลินน์ถอนตัวออกจากรูปปั้น บางคนถึงกับอุทานออกมาว่า “แค่เนี่ยนะ!?”
“ลินน์ นายทำอะไรอะ?”บางคนที่เคยพบปะ เดินเข้าถามอย่างอดไม่ได้
“ลุงผู้ใหญ่ให้ภารกิจมาทำการสักการะรูปปั้นของผู้ก่อตั้งเมืองเมตราน่ะสิ” เขาตอบตามตรง... ใช่ จะให้ตอบแบบไหนล่ะ มีทางลับอะไรซ่อนอยู่เหรอไง คนเยอะแยะหาไม่เจอเขาจะเสียเวลาหาต่ออีกเหรอ?
ถ้าให้เขาคิดถึงความเป็นไปได้ เส้นทางในถ้ำอาจขึ้นกับน้ำขึ้นและน้ำลง เควสถึงได้ปรากฏเอาป่านนี้ด้วย ดังนั้นนี่อาจเป็นภารกิจที่ต้องใช้เวลาในการสำรวจ ไม่ใช่ทำจบในชั่วข้ามคืน
อีกอย่าง หน้าภารกิจของเขาก็ยังไม่ขึ้นสำเร็จสักอันนี่นา...
“ไปก่อนนะ ยังติดพันกับภารกิจอื่นอยู่ บาย” ลินน์พูดพลางโบกมือไหว ๆ ให้ ออกจากถ้ำไปอย่างรวดเร็วจนผู้เล่นคนอื่นทำได้เพียงงุนงง
และน่าจะงงต่อไปอีกสักพัก...
ขณะนี้จวนเจียนจะตีสามในโลกของความจริง พูดอีกแง่หนึ่งคือเขาควรเข้าสู่โหมดนอนหลับเพื่อพักผ่อนเสียที แต่กลับมีบางสิ่งที่คาใจ จากภารกิจทั้งสองที่ซ้อนทับกัน
เมื่อออกจากถ้ำริมทะเลมาได้ เขาก็ทำทีเป็นเดินเนิบ ๆ ไม่กระโตกกระตากให้คนตายใจ ก่อนจะเดินทางกลับเมืองเมตราแบบชิลๆ แต่พอพ้นเขตที่มีผู้คนพลุกพล่าน เขาก็แวบเข้าสู่เขตสลัมของเมืองเมตราที่เต็มไปด้วยบ้านของเหล่าผู้เล่น ก่อนจะรีบวิ่งกลับไปที่ทุ่งดอกไม้อีกครั้งอย่างรวดเร็วที่สุด
ยามนี้ในโลกของSoTท้องฟ้ามืดสนิท เต็มไปด้วยหมู่ดาวดวงจันทร์ทอแสงเงินลงจากฟ้า ทว่าทุ่งดอกไม้เปลี่ยนสีก็งดงามราวกับมีดวงดาราบนดิน กลีบดอกผละจากต้น ปลิวว่อนตามสายลมราวกับหลงติดอยู่ในดินแดนมายา เส้นทางที่ปูหินไว้กลับกลายเป็นสถานที่ที่มืดที่สุด...
ราวกับเดินไปในห้วงอวกาศ
เนื่องจากความมืด เขาจำเป็นต้องลดความเร็วลงและเดินทางต่อด้วยความระมัดระวัง แม้ว่าวิวทิวทัศน์จะสวยงามเกินกว่าคำบรรยาย
ณ ที่นั่งหินใต้ร่มไม้ใหญ่สุดปลายทาง เสียงคลื่นยังดังครืนไม่ขาดสาย เขาตรงรี่ไปที่เก้าอี้สลัก โพล่งขึ้นอย่างอดไม่ได้ “เหมือนกันจริง ๆ”
ใช่... เก้าอี้หินนี้มีความคล้ายคลึงกับเก้าอี้ในรูปสลักหินอ่อนอย่างมาก...
เขาไม่รอช้า ดูมุมตัวอักษรที่สลักไว้บนโต๊ะ... หากข้อสันนิษฐานของเขาเป็นจริง ลายลักษณ์อักษรที่สลักบนหิน คนเขียนคือฝ่ายชาย
ซึ่งการจะสลักในมุมมองนี้ หมายความว่าเขากำลังนั่งหันหน้าออกสู่ทะเล... ส่วนฝ่ายหญิงเป็นผู้นั่งหันหลังให้ทะเล การมองของหญิงสาว มิได้เป็นการบอกใบ้ถึงสิ่งใดในถ้ำ แต่เป็นที่นี่ต่างหาก!
ลินน์รู้สึกขนลุกซู่อย่างอดไม่ได้ เมื่อสัมผัสได้ว่าตนเองเป็นคนหนึ่งที่กำลังเข้าใกล้ความลับบางอย่างเป็นคนแรก เขาพยายามระงับใจมิให้ตื่นเต้นและบดบังวิสัยทัศน์ของตน ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้หินแทนที่หญิงสาว แล้วลองหันตามรูปปั้นดูบ้าง สิ่งแรกที่เขาเห็นคือดิน...
เขาลองไล่สายตาขึ้นบ้าง...
มุมนั้นสิ่งที่เห็นคือท้องทุ่งดอกไม้เปลี่ยนสี...
ไม่มีต้นไม้ ไม่มีก้อนหิน หรือไม่มีอะไรทั้งสิ้น...
“อย่าบอกนะว่าต้องให้ขุดจริง ๆ”
ลินน์เกาศีรษะแกรก ๆ ถึงอย่างไรเขาก็ไม่คิดว่าการขุดเป็นทางที่ดีนัก... ไม่สักนิด คนสวนบอกว่าแถวนี้เป็นสถานที่ที่ได้รับการฟูมฟักเป็นอย่างดี การทำเช่นนั้นอาจทำให้เขามีคดีติดตัว ฐานลบหลู่ผู้ก่อตั้งเมตราได้ง่าย ๆ
เขานั่งครุ่นคิดอยู่สักพัก หรือลองพยายามเปลี่ยนมุมมอง เพราะคิดว่าเก้าอี้อาจมีตำแหน่งคลาดเคลื่อนจากเดิมได้ แต่ก็ไม่เป็นผล
จนกระทั่งเขาสะดุดตากับสิ่งหนึ่งในมุมมองแรกสุด...
นั่นคือ... หินที่ใช้ปูทางเดิน
เขาลุกพรวดขึ้น ตรงปรี่ไปที่หินแผ่นแบนยาวนั้นทันที ก่อนจะเริ่มใช้ทักษะ Analysis E เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติให้ชัด พอเห็นว่าหินก้อนนั้นเป็นเกรด F ก็เผลอฉีกรอยยิ้มร่าขึ้นโดยไม่รู้ตัว
บางทีเขาก็เคยคิดอยู่ว่าทักษะ Analysis F นี้เอาไว้ทำอะไรกันแน่ เพราะไม้หรือแร่ต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้งานส่วนใหญ่ต่างเป็นเกรด E ขึ้นไปทั้งสิ้น
Analysis F ในสายตาของผู้เล่นคือทักษะขยะไร้ค่า จนไม่มีใครให้ความสำคัญมาเนิ่นนาน...
ใครเล่าจะไปรู้ว่าในเวลานี้มันกลับกลายเป็นทักษะที่ทำให้มุมมองของเขาให้กว้างขวางขึ้นถนัดตา หินปูทางเดินแผ่นดังกล่าวมีคำอธิบายเขียนเอาไว้ว่า...
ก้อนหินสลัก มีข้อความซ่อนเอาไว้...
เห็นเช่นนั้นเขาจึงลองพลิกก้อนหินเพื่อดูข้างใต้... หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นทุกขณะ ฉีกยิ้มจนแก้มแทบปริ... ใต้หินก้อนนั้นยังมีหินอีกก้อนอยู่ข้างใต้
เป็นหินแบบเดียวกับที่อยู่ในถ้ำ ลองใช้Analysisดูกลับมีตัวหนังสือเด้งขึ้นว่า unknown ซึ่งหมายความว่าเป็นของที่มีเกรดสูงกว่าทักษะที่ใช้งานในขณะนั้น มันมิใช่แค่ก้อนหินธรรมดา
ส่วนข้างใต้แผ่นหินที่พลิกขึ้นมา มีตัวอักษรสลักไว้สั้น ๆ นอกจากนั้นตัวอักษรบางอย่างก็เลือนหายไปตามกาลเวลา ความว่า...
รอเสมอที่ วูล...
ชานาเรีย
เขานึกว่าคนรักของ เรตรา คือ คีฟ่า เสียอีก... แล้ว ชานาเรีย ผู้นี้คือใครกัน...?
แต่ที่แน่ ๆ สัญชาตญาณของนักเล่นเกมบอกเขาว่า นี่คือกุญแจสำคัญที่จะไขประตูสู่ห้องความลับบางอย่างในอนาคตอย่างแน่นอน