อยากใช้ชีวิตแบบแมวเซื่อง ๆ นิยายโดย tongfar
ตัวอย่างอ่านฟรี 11 ตอนแรกจากเล่ม 1
“ทำไมเลือกมาทางนี้ล่ะคะ แด๊ดดี้” เธอแกล้งแซวชายหนุ่มคนที่สับเท้าเดินนำอย่างรวดเร็วด้านหน้า
“เรียกอะไรของหล่อน ขนลุก” ชวินฟังแล้วก็หน้าเมื่อย หันหลังมาแขวะเสียงขุ่น ก่อนจะตั้งใจเดินไปข้างหน้าให้เร็วที่สุด “ทางนี้มีคนรอดชีวิตอยู่ แต่สถานการณ์ไม่สู้ดีนัก” ถึงเห็นแบบนี้ ลงท้ายอีกฝ่ายก็ยอมย้อนกลับมาตอบคำถามของเธออยู่ดี
ด้านธาราเองก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะไปช่วยคนที่ยังรอดชีวิตตามเคย และเธอก็สัมผัสได้ว่ายังเหลือคนที่รอการช่วยเหลืออีกหลายคน แต่เธอใจดำกว่าเยอะจึงไม่คิดเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงให้มากกว่าที่เป็น...
ถ้าคิดตามหลักการปรกติ การเลือกวิ่งหนีไปกับฝูงชนอาจดีกว่า แต่ก็มีสองเหตุผลที่ทำให้ธาราเลือกตามมา อย่างแรกก็คือเธอรู้สึกว่าอยากตามดูการกระทำของคนคนนี้อีกสักพัก และอีกประการก็คือเธอคิดว่าจะปล่อยให้ปฏิบัติการครั้งนี้ล้มเหลวไม่ได้
หากเกิดการหลอมรวมของดันเจี้ยนขึ้นมาจริงๆ เจ้าภูเขายักษ์ที่มีอาณาเขตโดยรอบร่วมยี่สิบกิโลเมตรจะแทงขึ้นในโลก ขยี้ตึกรามบ้านช่องในเมืองหลวงของประเทศจนย่อยยับ ซึ่งนั่นรวมไปถึงบ้านของคุณผู้อำนวยการและคุณหมอที่คอยดูแลเธอมาตั้งสองปีด้วย!
ชวินที่เริ่มวิ่งมองย้อนกลับมาเห็นธารายังอารมณ์ดี วิ่งตามด้วยรอยยิ้มบนหน้าก็แอบใช้นิ้วคลึงหว่างคิ้ว สัมผัสได้เลยว่าตนเองหิ้วตัวปัญหาตามมาด้วยเสียแล้ว แต่ก็สร้างลูกบอลเวทสีทองขึ้นไว้ในมือ ก่อนจะโยนส่งกลับมาคลุมร่างของหญิงสาวเอาไว้
ธาราหยุดฝีเท้าดูผลของเจ้าลูกบอลแสงที่หุ้มกายนิดหนึ่งก่อนจะออกตัววิ่งต่อ มันมีสภาพคล้ายบาเรียมีผลป้องกันพิษหลายชนิด นอกจากนั้นยังแฝงทักษะ ‘ฟื้นฟูโดยอัตโนมัติ’ เอาไว้ด้วย ซึ่งหมายถึงถ้าเธอบาดเจ็บ เจ้าบอลแสงนี้ก็จะช่วยรักษาให้ในทันที
“ไม่จำเป็นต้องปกป้องกันขนาดนี้ก็ได้นะคะ แบบนี้รู้สึกเหมือนเป็นตัวถ่วงยังไงไม่รู้” ธาราคิ้วตก เอ่ยด้วยความรู้สึกจริงๆ
“ผมเป็นคนพาเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ต้องรับผิดชอบให้ถึงที่สุด” เธอไม่นึกว่าอีกฝั่งจะทื่อและทึ่มกว่าจึงได้แต่ถอนหายใจยาว
“ตัวเองก็เป็นคนบอกว่าฉันเก็บงำพลังเอาไว้แท้ๆ ทางนี้เก่งกว่าที่คุณคิดเยอะนะ” ธาราไม่นึกว่าตัวเองต้องเป็นคนพูดประโยคนี้ด้วยตัวเอง... มันเหมือนการโอ้อวดอย่างไรไม่รู้
“คงงั้นมั้ง” ชวินตอบห้วนๆ
“พิลึก พอพูดความจริงแล้วไม่เชื่อ” ธาราแหวกลับ
“แล้วใครบอกว่าไม่เชื่อ” อีกฝั่งตอบกลับทันควัน และมันทำให้ธาราเงียบไปเพราะรู้สึกว่าเถียงต่อความไปก็ไม่น่าจะทำให้อีกฝ่ายเปลี่ยนแปลงความคิด
ทั้งสองวิ่งกันต่ออีกสักพักก็พบเหตุผลที่ทำให้ไม่มีแมงมุมวิ่งมาจากถ้ำทางนี้เลยสักตัว
ด้านหน้ามีกลุ่มคนอยู่รวมกันสี่คนด้วยกัน สองคนนอนจมกองเลือด คนหนึ่งกำลังพยายามช่วยปฐมพยาบาล ส่วนนักรบในเกราะเหล็กนั้นถือโล่ใหญ่เกือบพอดีถ้ำยืนยันพวกแมงมุมเอาไว้อย่างสุดความสามารถ ดูจากรอยโล่ที่ครูดดินกับเท้าทั้งสองข้างที่แทบจะจมลงไปในหิน ก็พอจะเดาความพยายามของชายคนนั้นได้ดี
“คะ คุณชวิน ช่วยด้วยค่ะ สองคนนี้... สองคนนี้...” หญิงสาวที่กำลังปฐมพยาบาลน้ำตาไหลพราก เธอเป็นนักเวทที่มีเวทรักษาอยู่บ้าง แต่ถึงพยายามเท่าไรแต่เพื่อนก็กระอักเลือดดำออกมา บ่งบอกว่าติดพิษร้าย ชายหนุ่มที่แต่งกายในชุดหนังอ่อนพุงเป็นรู ส่วนหญิงสาวในชุดขาวอีกคนก็น่าจะเป็น healer ของกลุ่มแต่ก็โดนโจมตีที่ไหลจนแขนเกือบขาด หมดสติเพราะความเจ็บปวด สีหน้าซีดเซียวลงเรื่อยๆ
“อึ่ก เจ้าแมงมุมพวกนี้ ทำไมแรงมันเยอะนัก!!” คุณนักรบดูจะเป็นคนที่มากประสบการณ์มากที่สุดในกลุ่ม ฟังจากเสียงก็น่าจะเป็นวัยกลางคน อายุสัก 40-50 ได้
ทั้งสองเห็นชวินวิ่งเข้าหาก็รู้ตัวว่ารอดแล้ว รู้สึกโล่งใจกันขึ้นมาทันที ส่วนธารานั้นเป็นเพียงตัวแถม อาจมีคนสงสัยนิดหน่อยว่าเธอเป็นใครแต่ก็ไม่คิดจะถาม
ธารายกมือปาดเหงื่อนิดหนึ่งขณะเดินเข้าหากลุ่ม ลมหายใจแรงขึ้นทุกขณะ เธอรู้สึกว่าวันนี้เธอใช้ร่างกายค่อนข้างหนักมาถึงตอนนี้จึงล้าไปหมด เห็นหินก้อนหนึ่งขนาดพอดีจึงหย่อนตัวลงนั่ง หยิบน้ำมาจิบนิดหนึ่ง แต่ชวินกลับเปิดช่องเก็บของออกมา หยิบขวดยาฟื้นฟูมาน่าขึ้นมากระดกกินเองและโยนขวดยาฟื้นฟูกำลังกายให้โดยไม่พูดจา ใช้เวลาไปกับการรักษาคนเจ็บทั้งสอง
ด้านธาราเองก็ไม่คิดจะกวน เมื่อมีโอกาสได้พักจึงยกขวดยาขึ้นซดแล้วนั่งสมาธิปรับสภาพของร่างกายไปเรื่อย ส่วนหญิงสาวที่นั่งร้องไห้อยู่เมื่อครู่ก็เริ่มตั้งสติได้ จึงเอายาที่มีไปให้คุณนักรบได้ดื่มเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายบ้าง ภารกิจช่วยเหลือผู้รอดชีวิตเหมือนจะสำเร็จลุล่วง
ชวินมองสำรวจทีมก็ผ่อนลมหายใจ เมื่ออาการของทั้งสองที่นอนอยู่ก็พ้นขีดอันตราย คนเป็นนักบวชเองก็สีหน้ามีเลือดฝาดคล้ายจะฟื้นขึ้นมาได้ทุกเมื่อ
ด้วยสภาพแบบนี้ พวกเขายังมีทางเลือกในการถอยกลับไปทางเดิม ตั้งหลักกันใหม่แล้วปล่อยให้การกำจัดหัวหน้าของดันเจี้ยนให้เป็นของนาคิมและกิลด์อื่นๆ น่าจะดีกว่าฝืนไปกันต่อ...
กึง...
ฉึก...
มันอาจเป็นช่วงเวลาไม่นานที่คนเหล่านั้นสัมผัสได้ถึงความหวัง แต่ความจริงนั้นมักโหดร้ายเสมอ...
“อั่ก...” คุณนักรบก้มมองพุงของตนเองอย่างงงๆ ปรากฏว่ามีขาของแมงมุมข้างหนึ่งที่แหลมคมเสียบทะลุโล่เหล็กมา แถมยังแทงเข้าไปกลางร่างของตนเอง “นี่มัน... อึ่ก...”
เป็นครั้งแรกที่ชายผู้ยืนขวางทางทรุดตัวลง ปล่อยมือจากโล่ใหญ่และปล่อยมันล้มพับลง เผยให้แมงมุมตัวใหญ่ประมาณสองเมตร เรียกได้ว่าตัวเดียวเกือบเต็มถ้ำ ยืนจังก้าอยู่ด้านหน้า มันไม่คิดจะรอให้ ‘เหยื่อ’ มีเวลาตั้งตัว แทงขาหน้าใส่เป้าหมายที่อยู่ใกล้ที่สุดซึ่งก็คือธาราที่นั่งอยู่บนหิน
“ธารา หลบ!!” ชวินกระโดดพุ่งเข้าหาหวังจะช่วยแต่เนื่องจากตอบสนองช้าไปนิดเดียวจึงไม่ทันเวลา...
เสียงของแข็งกระทบเหล็กดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เกิดจากการที่ธารายกปลายดาบของตน ป้องกันปลายแหลมของขาหน้าเจ้าแมงมุมได้อย่างน่าอัศจรรย์
และเพียงแค่สบตากับธารา เจ้าแมงมุมก็ไม่สามารถขยับแม้เพียงก้าวเดียว...
ชวินเห็นจังหวะนั้นเป็นโอกาสและไม่ยอมปล่อยมันไป เรียกเวทมนตร์สีทองของตนขึ้นมาจนมีขนาดเท่ากับขนาดของถ้ำ แล้วปาออกไปข้างหน้า แผดเผาพวกแมงมุมในเส้นทางจนเป็นจุณ แต่ไม่ทันไรมันก็มาเพิ่มอีกเป็นฝูง เขารีบหยิบยาฟื้นฟูพลังเวทขึ้นซดอีกครั้ง
คราวนี้ใช้เวทรักษาไว้กับคุณนักรบก่อน แล้วจึงประสานสองมือด้านหน้า สร้างก้อนเวทมนตราเข้มข้นกว่าเดิมขึ้นมาจนมีสภาพคล้ายโล่
ธาราเห็นทักษะของชวินแล้วก็พอเข้าใจว่าทำไมเขาถึงมีชื่อเสียงในระดับสูง เพราะต่อให้ไม่มีทักษะตรวจจับที่ทำให้สามารถมองเห็นคนเจ็บจากระยะไกล ทักษะเกี่ยวกับการรักษานั้นก็ยอดเยี่ยมจนเกือบคืนชีพคนตายได้ นอกจากนั้นยังสามารถประยุกต์ทักษะเพื่อใช้งานได้ทั้งโจมตีและป้องกันในสถานการณ์ที่หลากหลาย
หากจะมีจุดติก็คงมีจุดเดียว...
“ทุกคนหนีไปให้หมด จากนี้ผมจัดการเอง” ชวินประกาศกร้าวขณะเดินนำไปข้างหน้า กันฝูงแมงมุมจำนวนนับไม่ถ้วนเอาไว้ตามลำพัง
ธาราลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินตามเขาไปช้าๆ
“ตามมาทำไมอีก?” ชวินหันมาเอ็ด
“เมื่อครู่ยังบอกว่าจะรับผิดชอบให้ถึงที่สุดอยู่เลยนี่คะ หนีกลับไปก็ต้องเจอพวกแมงมุมอยู่ดีมั้ง น่ากลัวออก” ธาราตอบยิ้มๆ ขณะเก็บดาบเข้าฝัก
“ประสาท ไม่รู้จักสถานการณ์ที่แตกต่างบ้างหรือไง?” เสียงของชวินแทบจะเป็นการคำรามขู่แล้ว แต่มันกลับทำให้ธาราหัวเราะคิกคัก ไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวสักนิด
“ไม่มีใครเคยบอกเหรอคะ คำขู่น่ะจะน่ากลัวก็ต่อเมื่อมีเจตนาร่วมด้วย” ธาราตอบกลับ เธอไม่รู้สึกถึงความเจตนาข่มขู่จากอีกฝ่ายได้สักนิด และมันมีแต่ความคิดที่ต้องการปกป้องทั้งนั้น
“เกิดอะไรขึ้นก็โทษกันไม่ได้แล้วนะ” ชวินสบถ แต่ก็หมดความคิดจะเถียงโดยสิ้นเชิง เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไม แต่เขาไม่รู้สึกเลยว่าจะเถียงชนะยัยเด็กแก่แดดคนนี้ ไม่เลยสักนิด...
ธาราหยิบแอปขึ้นดูเวลาที่ผ่านไป แต่ปรากฏว่าเจ้าแอปก็ช่างฉลาดมีเวลานับถอยหลังก่อนจะถึง ‘Dungeon Break’ หรือการหลอมรวมให้เห็นเสร็จสรรพ แต่มันไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก
เธอจำได้ว่าเจ้าดันเจี้ยนนี่ปะทุตอนบ่ายสามครึ่ง และมีการประเมินว่าจะใช้เวลา 20 ชั่วโมงถึงจะเกิดการหลอมรวม ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนก็น่าจะเหลือเวลาอีกสัก 10 ชั่วโมงแท้ๆ
“ทำไม เวลา Dungeon Break เหลือแค่ 7 ชั่วโมงเท่านั้นล่ะ” ธาราเอ่ยถามชวินที่ทำตัวเป็นรถไถ ใช้พลังของตนสร้างบอลเวทดันพวกแมงมุมอสูรไปเรื่อยๆ จนถ้ำมีแต่กลิ่นไหม้ สภาพแบบนี้ถึงหิวแต่ธาราก็กินไม่ลง
“เวลาที่ประเมินตอนแรกไม่ค่อยแม่นยำนักหรอก” ชวินพูดพลางยกขวดยาซดอีกรอบ ดูจากเหงื่อที่ไหลอาบหน้า เสื้อกาวน์ก็ชุ่มไปหมดแล้ว จึงพอรู้ว่าการใช้ทักษะในลักษณะนี้ จำเป็นต้องใช้สมาธิในระดับสูงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานอย่างมาก แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นวิธีที่ค่อนข้างปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องวิ่งฝ่าดงแมงมุมไปทื่อๆ ธาราจึงไม่คิดจะโต้แย้งใดๆ
“ไม่รู้ว่าเป็นข่าวดีหรือเปล่านะคะ แต่พวกเราน่าจะเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาลึกที่สุดแล้วล่ะ” ธาราอ่านแจ้งเตือนในระบบที่คุณนาคิมโพสเพิ่มมา
ปรากฏว่าฝั่งนั้นอาจจะมีคนเยอะ แต่ว่าคนที่จะเดินนำได้ก็มีแค่ไม่กี่คน จึงประสบปัญหาเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ค่อนข้างช้า แถมยังต้องเผชิญหน้ากับพวกแมงมุมทั้งจากด้านหน้าและด้านหลัง
พวกกำลังเสริมเห็น Rank A เป็นคนนำทัพก็ค่อนข้างวางใจ ส่วนใหญ่ก็ถอนทัพออกไปเกือบหมด จะเหลือก็แค่พวกกิด์ Rank B ที่คอยสนับสนุนและคุมพื้นที่ตรงค่ายกอปลินให้
ล่าสุดพวกนาคิมส่งสัญญาณขอกำลังหนุนขึ้นมาแล้ว แต่กว่าพวกที่ค่ายกอปลินจะเดินทางตามไปถึงก็คงใช้เวลาค่อนข้างมากอยู่ดี
ข่าวดีคือมีปาร์ตี้ Rank A กลับมาจากภารกิจนอกเมืองจึงพากันเข้ามาช่วยอีกสองปาร์ตี้ แต่ด้วยความวกวนของเส้นทาง กว่าพวกนั้นจะเข้ามาถึงโซนข้างในนี้ก็คงต้องใช้เวลาอย่างมาก
สรุปก็คือ เวลาที่เหลืออยู่ 7 ชั่วโมงนั้นไม่ได้เยอะเท่าไร ป่านนี้พวกด้านนอกคนใจเต้นตุ้มต่อมกันหมดแล้ว เพราะถึงขั้นแจ้งอพยพประชาชนในเขตเพิ่มกันกลางดึก
เวลานั้น... ชวินเงียบกริบไปจนน่ากลัว ดูจากสีหน้าที่ไม่สู้ดีคงใช้ทักษะหยั่งรู้อะไรสักอย่างสำรวจข้างหน้าไว้บ้าง และสิ่งที่พบก็คงไม่ใช่ข่าวดีแน่ๆ
“เจออสูรที่ไม่สามารถกำจัดได้เหรอคะ?” ธาราถามตรงๆ อีกฝ่ายไม่ตอบ หากเหลียวกลับมามองนิดหนึ่งขณะก้าวตรงไปข้างหน้า
เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ไม่รู้ว่าควรพูดมากกว่านี้หรือไม่
“ที่นี่คือนครหลวงของพวกกอปลินน่ะ” ชวินว่า ก่อนจะแก้คำพูดของตนเองใหม่ “ควรใช้คำว่าเคยเป็น” เขาหยุดฝีเท้าลง
ธารามองผ่านก้อนแสงไปจึงเห็นในสิ่งที่ชวินพูดถึง เพราะพวกเธอมาถึงส่วนฐานของภูเขาอีกลูกหนึ่งแล้ว มันเป็นถ้ำหินงอกหินย้อยขนาดมหึมา มีทางน้ำใต้ดินไหลและมีเมืองปราสาทสร้างจากหินตั้งอยู่ในถ้ำขนาดยักษ์แห่งนี้ แต่ในปัจจุบันมันกลับกลายเป็นรังของแมงมุม
ใยแมงมุมนั้นห้อยระโยงรยางค์และมีเหยื่อถูกห่อไว้ด้วยใยอีกนับไม่ถ้วน พื้นดินเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตสีดำ โดยมีแมงมุมขนาดมหึมาชักใยอาศัยอยู่ที่ปราสาทหิน
มันรับรู้ถึงการมาถึงของทั้งสอง และเงื้อขาหน้าขึ้น ก่อนจะส่งมันพุ่งแทงประหนึ่งหอกยักษ์ พริบตาเดียวมันก็มาอยู่ข้างหน้าของทั้งสอง
ชวินรับรู้ว่าโล่ของตนเองไม่มีทางป้องกันเอาไว้ได้จึงหันกลับมากอดธาราไว้ หุ้มตัวเองด้วยพลังเวทที่มี แล้วกระโดดหนีกลับเข้าทางที่เดินมา
เสียงของขาหน้าเจ้ามังกรยักษ์แทงใส่ถ้ำเล็กนั้นดังราวกับระเบิด และทำให้เกิดแผ่นดินไหวไปทั่วภูเขาทั้งลูก
ฝุ่นคละคลุ้งไปทั่ว เช่นเดียวกับก้อนหินเล็กใหญ่ที่ไหลร่วงลงจากถ้ำลงสู่พื้นเบื้องล่าง พอฝุ่นจางลงธาราจึงเห็นร่างของชวินทรุดชันเข่ากับพื้น ที่หลังเป็นแผลเหวอะ ศีรษะแตกจนเลือดอาบ
เขาใช้เวทรักษาของตนเอง ฝืนลุกขึ้นยืนด้านหน้าของเธอที่นั่งพับเพียบอยู่ และใช้เวทแสงสีทองของตนคลุมมือ ต่อกรกับพวกแมงมุมขนาดสองเมตรที่กระโจนเข้าหาอย่างบ้าเลือด หลังจากปากถ้ำเปิดกว้างด้วยฝีมือของเจ้าตัวใหญ่
ธาราลุกขึ้นยืนและชักดาบออกมา กระโดดเข้าช่วยป้องกันการโจมตีจากมุมอับให้ แต่ก็ยังโดนเอ็ดใส่
“ทำอะไร หลบไปข้างหลังนี่” นั่นเป็นคำพูดของคนที่ใกล้ตาย...
“นานแล้ว ที่ไม่มีคนช่วยปกป้อง” ธาราขยับยิ้ม หัวเราะคิกๆ อย่างอารมณ์ดี แต่น้ำตาของเธอกลับร่วงลงมาแหมะหนึ่ง
“แค่ทำตามหน้าที่ หนีไป!” หมอนั่นยังไม่ยอมแพ้ สร้างบอลเวทขนาดใหญ่ อัดใส่หน้าของเจ้าตัวใหญ่ ทำให้มันโกรธจัด เงื้อขาขึ้นเตรียมโจมตีอีกรอบ
“หน้าที่อะไรกัน ของแบบนั้นมีใครเขาคิดจริงจังกันด้วยเหรอ” ธาราหลุดหัวเราะแห้งๆ “ฉันเคยเจอทั้งราชาที่โป้ปด ขุนนางผู้มีแค่คำหลอกลวง องค์ชายที่คอยแต่จะแย่งชิงผลงาน องครักษ์ที่พร้อมจะแทงข้างหลัง...”
“พูดอะไรของหล่อนเวลานี้...” ชวินหันกลับมา แต่คราวนี้กลับเห็นหญิงสาวถือดาบด้วยสองมือ ที่หน้าผากของเธอมีดวงดาวประกายแสงสีแฉกประทับอยู่
“นี่ ฉันขอเอาจริงนะ” ธาราพูดพลางกระโดดออกมาข้างหน้า ตวัดดาบครั้งเดียวแสงสีฟ้าก็ผ่าขายักษ์ของเจ้าแมงมุมที่โจมตีครั้งเดียวก็ทำให้ถ้ำถล่มลงมาจนขาดไปถึงร่างหลัก เสียงร้องของมันดังโหยหวนบาดหูจนรู้สึกเจ็บ มาถึงจุดนี้ชวินหน้าชาไปแล้ว เขาไม่นึกว่าหญิงสาวจะมีพลังอำนาจถึงขนาดนี้...!
“ที่เหลือฝากด้วยละกัน” ธาราพูดเสียงค่อย ขณะชี้ดาบตรงข้างหน้า
“ฝากอะไร” ชวินไม่เข้าใจอะไรอีกแล้ว
“เวลาไม่มี ขอจัดการทีเดียวเลยก็แล้วกัน” ธาราพูดขึ้นลอยๆ ใช้ออร่าสร้างดาบแสงสีฟ้าอ่อนขึ้นมาจากอากาศธาตุนับร้อย... นับพัน... กลายเป็นหมื่น... และนับไม่ถ้วนราวกับดวงดาวบนฟ้า “พรแห่งเทพีบทที่ 1 ดวงดาวที่ส่องประกายอย่างไร้จุดจบ Stellar Rain”
สิ้นเสียงของหญิงสาว ดาบแสงดาวเหล่านั้นก็พุ่งตัดอากาศ ฟาดฟันสัตว์อสูรและเมืองกอปลินทั้งหมดในรัศมีพังพินาศในพริบตา
เผยให้เห็น ‘แก่นของดันเจี้ยน’ ที่ซ่อนอยู่ แต่น่าเสียดายที่พายาประกายดาวสิ้นสุดลงแล้ว ชวินจึงใช้บอลเวทของตนเองจบงาน ขยี้เจ้าแก่นสีดำทมิฬนั้นจนแหลกละเอียด
“อุ๊บ” ธาราเห็นอย่างนั้นก็โล่งใจ แต่ร่างกายของเธอไม่ไหวแล้ว ขาสั่นเดินเซจนเกือบถลำหน้าทิ่มลงเหว
“เดี๋ยว หล่อนเป็นอะไรไปอีก!” ชวินคว้าข้อมือของเธอเอาไว้ แล้วดึงให้นั่งอยู่บนตัก แต่ดวงตาของเธอปรือเหลือเกิน ลมหายใจก็เบาบาง
เธอสัมผัสได้ว่าเวทของอีกฝ่ายกำลังทำงาน แต่คิดว่าไม่มีประโยชน์ มันรักษาผลของการใช้พลังเทพีไม่ได้
“ร่างกายรับพลังไม่ไหว ขอพักก่อน...” เธอพูดได้แค่นั้นปากก็ชาจนพูดไม่ไหว หูก็อื้อ ตายังเบลอ เห็นแค่อีกฝ่ายตะโกนปากพะงาบๆ ฟังไม่ออก
จะอย่างไรก็ช่าง คราวนี้สงสัยเธอคงต้องวาร์ปกลับไปที่โรงพยาบาลอีกรอบแน่ๆ ฟันธงเลย