อยากใช้ชีวิตแบบแมวเซื่อง ๆ นิยายโดย tongfar
ตัวอย่างอ่านฟรี 11 ตอนแรกจากเล่ม 1
“ธารา เป็นอะไรไหมลูก!” คุณแม่รีบเดินเข้ามาจับสองมือผอมของหญิงสาว เธอเพียงส่ายหน้ายิ้มๆ
“คุณพ่อคุณแม่อาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้เหรอคะ?” ธาราเพียงหลุดปากถามออกไป ก่อนจะสำนึกเสียใจทีหลังที่คนเป็นพ่อกับแม่ซึมลงถนัดตา
“ขอโทษด้วยนะ ที่ต้องให้ลูก...” คุณแม่พูดไม่จบก็เกือบสะอื้นอีกแล้ว
“เรื่องนั้นหนูต่างหากที่ต้องขอโทษ” ธาราผ่อนลมหายใจนิดหนึ่ง นวดมือคุณแม่เบาๆ “แล้ววันนี้คุณพ่อคุณแม่ไม่ทำงานเหรอคะ มาเลยเดี๋ยวหนูช่วย!”
คุณพ่อกับคุณแม่มองแล้วถอนหายใจยาว ก่อนที่คุณแม่จะจับบ่าธารา ส่งให้นั่งที่ชานเรือนกับคุณพ่อ
“ลูกต้องพักผ่อนก่อนนะ งานที่นี้ไม่ได้หนักหนานักหรอก!” คุณแม่ปลุกใจตนเอง ก่อนจะเดินกลับเข้าสวนพืชผักที่อยู่ในดูแลของตนเอง
ธารามองตามคุณแม่ที่เดินกะเผลกไปอย่างช้าๆ มีการทักทายกับบ้านใกล้เรือนเคียงเล็กน้อยตามประสา และเริ่มทำงานด้วยรอยยิ้ม ทั้งที่อากาศก็ร้อนมากแท้ๆ
ส่วนเธอที่นั่งอยู่ข้างคุณพ่อกลับเงียบกริบ ไม่รู้จะคุยอะไรกัน ทั้งที่ไม่ได้เจอกันมาตั้งหลายปี... ในมุมมองของเธอที่หลุดไปตกระกำลำบากที่ต่างโลกมาด้วย
“ธารา... ลูกหิวไหม” คุณพ่อเปิดประเด็นที่ชวนให้เลิ่กลั่กด้วยกันทั้งคู่
“ไม่ค่ะ ไม่เลย” เธอตอบง่ายๆ การที่ร่างกายอดอาหารมานาน นอนเป็นผักรับแต่น้ำเกลือมาสองปีนี่รอดมาได้ก็นับว่าเป็นบุญมากแล้ว ถึงเธออยากฟื้นฟูร่างกายให้เร็ว อยากขุนร่างกายของตนเองให้มีน้ำมีนวลกว่านี้ แต่ด้วยร่างกายแบบนี้เธอจึงคิดว่าค่อยๆ ปรับสภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า
“ที่ลูกไปรับปากพวกทวงหนี้แบบนั้น ลูกจะทำอย่างไร...?” คุณพ่อเลือกถามต่อในประเด็นที่เป็นกังวล แต่ก็เป็นอีกหนึ่งคำถามที่เธอไม่รู้จะตอบอย่างไรดี จึงได้แค่ยิ้มแห้งกลบเกลื่อน
“หนูจะลองเข้าเมืองหาพวกเพื่อนๆ ดูค่ะ” หลังจากผ่านการคิดอย่างเป็นระบบดูแล้ว เธอรู้สึกว่าตนเองขาดแคลนข้อมูลของโลกนี้จนยากจะปรับตัวได้ทัน และการอยู่ที่ค่ายอพยพนี่ก็ไม่น่าจะช่วยให้ได้รับข้อมูลที่ต้องการ ดังนั้นถึงเธอจะอยากอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ แต่ก็คงเลี่ยงการเข้าเมืองไม่ได้... “เอ่อ หนูแค่จะลองหางานในเมืองดูค่ะ แต่ไม่ใช่งานเสียหายแน่ๆ วางใจเถอะค่ะ คุณพ่อ” เธอรีบอธิบายเพิ่ม เมื่อเห็นคุณพ่อมองแปลกๆ
“เฮ้อ... โลกน่ะเปลี่ยนไปเยอะเลยล่ะลูก แต่พ่อเองก็คงไม่สามารถทำอะไรให้ได้มาก นอกจากให้กำลังใจ” คุณพ่อพูดพลางใช้มือหนาลูบศีรษะ
เธอก็ไม่คิดจะหนีไปไหน นั่งอยู่เช่นนั้นสักพัก ก่อนจะอาสาไปช่วยคุณแม่ทำงาน ใส่ปุ๋ย รดน้ำต้นไม้และเก็บลูกมะเขือเทศ จะว่าไปตัวเธอเองก็เคยปลูกผักกินเองตอนซ่อนตัวอยู่ในป่าปีศาจมาบ้าง จึงพอดูออกว่าพืชชนิดใดมีพิษ ลักษณะแบบใดคือสัญลักษณ์ที่บอกว่าพืชเป็นโรค ต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ จะว่ามีประสบการณ์ในการทำไร่ทำนาก็คงไม่ผิด แต่ไม่นึกว่ามันจะมามีประโยชน์ในวันนี้
จบวันสองแม่ลูกก็พากันไปต่อแถวรับข้าวต้มที่ทางการเอามาแจก แม้ว่ามันจะเป็นเพียงข้าวต้มชืดๆ ใช้เกลือปรุงแต่งรส และใส่ใบผักกับเศษหมูให้ชามละนิดหน่อย แต่มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตสามารถดำเนินต่อไปได้แบบวันต่อวัน
ธารามองเห็นว่าผู้คนที่อยู่ในค่ายอพยพนี้มีด้วยกันสองประเภท หนึ่งคือกลุ่มคนซังกะตายอยู่ไปวันๆ นัยน์ตาของคนเหล่านี้เหมือนดวงไฟที่มอดแสง มองไม่เห็นชีวิตหลงเหลืออยู่ ไม่ต่างกับพวกทาสที่ถูกจับให้ทำงานเยี่ยงเครื่องจักร... ส่วนอีกประเภทนั้นคล้ายกับคุณพ่อคุณแม่ของเธอ ที่ดวงตาดูมีชีวิตชีวา ยังคงเหลือความหวังในชีวิต ซึ่งเป็นกลุ่มที่อาจจะมีไม่มากนักเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด...
“เธอเป็นคนใหม่เหรอ ลำบากหน่อยนะ กลางคืนอย่าออกจากบ้านมันอันตราย” ทหารคนหนึ่งเห็นลังเลอยู่สักพักจึงเดินมาทักทายธารา ด้วยทีท่าเขินอาย
บางทีเด็กสาวในค่ายอพยพนี้น่าจะค่อนข้างแปลกตา พวกทหารเวรจึงสามารถรับรู้ได้ในทันที
“พวกอสูรมาบุกแถวนี้บ่อยเหรอคะ?” ธาราถามกลับด้วยสีหน้าแปลกใจ
“เฮ้อ...” คุณทหารหนุ่มถอนหายใจ เกาศีรษะแกรกๆ “ไม่ใช่แค่อสูรหรอก พูดแค่นี้น่าจะพอเข้าใจ ไปล่ะ”
ธารากะพริบตาปริบๆ มองไล่หลังของคุณทหารไป จะว่าไปเธอก็รู้สึกว่าพวกทหารที่คอยคุ้มครองค่ายพักแห่งนี้มีนิสัยค่อนข้างดี
“ทีแรกนึกว่ามีเจตนาตรงกันข้ามเสียอีก” ธาราเองก็ไม่ได้ใส่ซื่อขนาดนั้น เธอรู้อยู่แล้วว่ามนุษย์ในยุคแบบนี้ก็คงไม่ต่างจากสัตว์ป่าเท่าไหร่ และตัวเธอก็เป็นหญิงสาวที่อาจตกเป็นเหยื่อสัตว์ร้ายได้ไม่ยากนัก “หรือว่าฉันมันไร้เสน่ห์จนคนสงสารแทนนะ” เธอพูดกับตัวเอง หัวเราะคิกคัก มิได้รู้สึกกลัวใดๆ
สำหรับตัวเธอแล้ว โลกนี้ยังถือว่ามีความปลอดภัยในชีวิตสูงลิบ หากเทียบกับโลกที่เธอใช้ชีวิตมาแล้วหนึ่งชีวิต ถึงชีวิตนั้นจะสั้นกุดเลยก็เถอะ
“ธารา มาเดินอะไรอยู่แถวนี้ กลับบ้านกันเถอะจ้ะ” คุณแม่ที่เอาชามไปล้างเก็บเดินมาสมทบ สังเกตเห็นสีหน้าของลูกสาวดูอารมณ์ดีก็สบายใจ แต่ก็กลัวว่าจะทำให้กลายเป็นเป้าสายตาของคนในบริเวณด้วย เธอไม่อยากให้เกิดปัญหาจึงอยากพาลูกสาวกลับที่พักให้เร็วที่สุด
หญิงสาวกวาดตามองโดยรอบ เธอก็พอจะเห็นสายตาที่มองตรงมาที่เธออยู่บ้าง แต่ก็ไม่คิดจะใส่ใจ เดินกลับบ้านกับคุณแม่อย่างสบายอารมณ์
ที่กระต๊อบหลังเล็ก คุณพ่อยังใช้เวลาไปกับการประคบประหงมผักด้านหน้าบ้าน และไก่ไข่ตัวหนึ่งที่เลี้ยงเอาไว้จนค่ำ ซึ่งน่าจะเป็นหนึ่งในอาหารหรูของที่นี่
ในค่ายอพยพแห่งนี้นับว่าอยู่ห่างจากตัวเมืองพอสมควร กลางคืนจึงมืดแทบจะสนิท บ้านแต่ละหลังมีเพียงตะเกียงน้ำมันเอาไว้ใช้งาน ธาราเองก็เพิ่งได้เข้ากระต๊อบหลังนี้เป็นครั้งแรก และพบว่าด้านในเป็นแค่มุ้งพร้อมที่นอน มีกระติกน้ำตั้งอยู่ที่มุม ไม่ค่อยมีพื้นที่ให้ใช้สอยมากนัก
คุณพ่อคุณแม่ดูเป็นกังวลอีกแล้ว ซึ่งธาราก็พอจะรู้ว่าทั้งคู่คิดอะไร... สำหรับเธอที่นอนแต่ในป่า ในเขา ในถ้ำ มาเป็นระยะเวลานาน กระต๊อบแห่งนี้เรียกได้ว่าเลิศหรู “พ่อคะ แม่คะ เลิกเกรงใจกันได้แล้วนะ อย่าให้หนูรู้สึกผิดที่ต้องนอนสบายๆ ในโรงพยาบาลมาสองปีเลยน่า”
ทั้งสองฟังแล้วก็หัวเราะแก้เขิน พยายามจัดที่นอนโดยเปิดช่องด้านนอกสุดซึ่งค่อนข้างจะกว้างเอาไว้ให้ เห็นอย่างนั้นเธอจึงหย่อนตัวลงนอนอย่างว่าง่าย
“วันนี้หนูเหนื่อยสักหน่อย ขอนอนก่อนนะคะ ฝันดีค่ะ” เธอพูดยิ้มๆ และแสร้งหลับไป ทำให้ความกังวลของทั้งคู่หมดไป กว่าจะยอมเอนตัวลงนอนช้าๆ เพราะเกรงว่าจะทำให้ลูกสาวตื่น...
ธาราอาศัยช่วงเวลาที่นอนนั้นฝึกออร่าของตนเองไปเรื่อย จนกว่าจะผล็อยหลับไปจริงๆ
หญิงสาวลืมตาตื่นขึ้นมาก็ออกไปล้างหน้าล้างตาทำธุระแต่เช้าตรู่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอมุ่งมั่นจะเข้าเมืองให้ได้ แม้ว่าทางคุณพ่อคุณแม่จะยังกังวลใจและคัดค้านอยู่
เธอขึ้นรถบรรทุก เบียดเสียดกับคนเป็นสิบ สภาพไม่ต่างอะไรกับรถขนสัตว์มากนัก แต่เธอก็ทำใจเอาไว้อยู่แล้วว่าสวัสดิการสำหรับ ‘มนุษย์’ ที่ถูกส่งออกมายังค่ายอพยพ ไม่น่าจะดีเด่อะไรสักเท่าใดนัก
รอบนี้เธอโชคดีที่ไม่ถูกโจมตีระหว่างทาง และเห็นรถทหารวิ่งสวนไปหลายคัน รวมทั้งรถของพวกทวงหนี้ที่เพิ่งพบกันเมื่อวานด้วย
บังเอิญเธอเกาะขอบรถอยู่ฝั่งที่สวนทางกับรถของเจ้านักทวงหนี้ จึงบังเอิญสบตาเข้ากับคุณหัวโจกที่นั่งเท้าคางอยู่ เธอเพียงโบกมือให้นิดหนึ่งพร้อมส่งยิ้ม ปรากฏว่าหมอนั่นรีบหลุบหน้าหนีไปทันที
นี่ก็เป็นโชคอีกอย่าง... โชคดีที่หมอนั่นพอมีฝีมืออยู่บ้าง จึงเข้าใจการขู่ของเธอ ไม่จำเป็นต้องก่อเรื่องให้วุ่นวาย และคิดว่าเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้พวกนั้นเลิกเฉี่ยวบ้านของคุณพ่อคุณแม่ไปสักพัก
อย่างน้อยก็จนกว่าพวกลูกน้องจะเริ่มสับสน และบีบให้คนเป็นหัวหน้าแสดงอำนาจอย่างมิอาจเลี่ยงนั่นแหละ เธอถึงจะต้องลงมือให้รู้เรื่องกันสักครั้ง...
รถบรรทุกคันใหญ่จอดส่งบริเวณค่ายทหารด้านหน้าของเมือง ปล่อยให้คนค่อยๆ ปีนลงทีละคน ซึ่งธาราก็ยังไม่อยากทำตัวให้ผิดสังเกตจึงรอปีนลงตามคิว และอาศัยน้ำหนักตัวที่เบาหวิวกระโดดลงสู่พื้นง่ายๆ โดยไม่จำเป็นให้คนอื่นต้องเข้ามาช่วย
“ขอบคุณค่ะ” ธาราโค้งให้คนขับกับทหารคุ้มกันนิดหนึ่ง
“เอ่อ เป็นหน้าที่อยู่แล้ว อย่ากลับช้ากว่าห้าโมงเย็นล่ะ” คุณคนขับโบกมือให้ ก่อนจะแอบคุยกับทหารคุ้มกันเรื่องของเธอนิดหน่อย
เนื้อหาไม่พ้นสงสารที่ต้องไปอยู่ที่ค่ายอพยพนั่นแหละ เธอไม่คิดจะเก็บมาใส่ใจเพราะมีเรื่องสำคัญอยู่ตรงหน้า
คำถามคือเข้าเมืองแล้วจะไปไหนต่อ...?
เธอก็ไม่ได้มีมนุษยสัมพันธ์แย่อะไร แต่ว่าด้วยความที่นอนโรงพยาบาลมาสองปีหลังจากจบมัธยมปลาย ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อนๆ จึงไปอยู่ที่ไหนบ้างก็ไม่รู้ ส่วนญาติที่พึ่งได้นั้นบอกตรงๆ ว่าไม่มีอยู่ในความคิดเลยสักนิด...
เธอไม่รู้จะไปไหนดี ลงท้ายจึงเลือกไปโรงเรียนเก่าด้วยการเดิน แต่ก็เสริมออร่าของตนไว้ที่ร่างกายจึงทำให้สามารถเดินได้ค่อนข้างเร็ว กลืนไปกับสังคมได้โดยไม่ผิดสังเกตนัก
ธารามีทักษะในการจำทิศค่อนข้างดี จึงทำให้สามารถเลือกเส้นทางที่ถูกต้องเพื่อไปให้ถึงจุดมุ่งหมายได้ไม่ยากเย็นนัก แต่เมื่อถึงแล้ว สิ่งที่เธอทำได้ก็มีแค่ยืนอยู่หน้าประตูรั้วเหล็กดัดที่ปิดตาย ส่วนภายนั้นเรียกได้ว่าเป็นซากอารยธรรม ตัวอาคารโรงเรียนเก่าของเธอโดนระเบิดหายไปเกินกว่าครึ่ง ส่วนอีกครึ่งก็ถล่มลงมา...
นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เธอผิดหวังอย่างมากเพราะคิดว่าอย่างน้อยก็น่าจะได้พบอาจารย์ที่รู้จักอยู่บ้าง หลังจากนั้นการหาข้อมูลก็คงจะง่ายขึ้นมาก...
“โธ่เอ๊ย...” หญิงสาวแอบสบถด้วยความเสียดายไม่ได้...
“คุณธารา หรือเปล่า?” เสียงหนึ่งขานชื่อของเธอ เรียกให้เหลียวมองย้อนกลับ และก็พบชายสูงวัย สวมแว่นกันแดด ถือร่มกันแดดเดินมายืนอยู่ด้านหน้าของรั้วเช่นเดียวกันกับเธอ
“ผู้อำนวยการ...?” ธารายอมรับว่าได้พบอีกฝ่ายเพียงนับครั้งได้ จึงไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะจำเธอที่อยู่ในสภาพนี้ได้... “นี่เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?” เธอเห็นอีกฝ่ายเงียบไปก็ถามเพิ่ม
“ครูไม่คิดว่าจะมีคนที่ไม่รู้จัก โศกนาถกรรม ที่ทำให้ครูและนักเรียนหลายร้อยต้องตายไปในคราวเดียวนะ” คุณผู้อำนวยการถอดแว่นดำ เผยให้เห็นรอยแผลและตาซ้ายที่บอดสนิท
“คือ... ทางนี้ก็นอนในโรงพยาบาลยาวมาสองปี เพิ่งฟื้นมานี่แหละค่ะ” ธาราหัวเราะแหะๆ แก้เขิน
“ท่าทางจะพบเจอเรื่องราวมาเยอะเหมือนกันนะเรา” ผู้อำนวยการพูดยิ้มๆ สวมแว่นกันแดดกลับเข้าที่ ก่อนจะยื่นข้อเสนอใหม่ “คุยกันที่นี่คงไม่สะดวก เปลี่ยนที่น่าจะดีกว่า”
“ด้วยความยินดีค่ะ” ธาราตอบรับอย่างว่าง่ายเพราะนี่เป็นสิ่งที่เธอต้องการอยู่แล้ว
บ้านของผู้อำนวยการอยู่ห่างจากโรงเรียนไปแค่ไม่ไกล แต่ระหว่างทางเธอก็เห็นว่า ในบริเวณนี้มีความเสียหายกระจายเป็นหย่อมๆ ให้เห็น ซึ่งคุณผู้อำนวยการก็เล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่าโรงเรียนเก่าของเธอเป็นพิกัดแรกๆ ที่พวกอสูรระดับสูงเข้ามารุกราน
พวกผู้มีพลังที่เข้ามาดูแลก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ทำให้โรงเรียนกลายเป็นโรงสังหาร เด็กนักเรียนและคุณครูต่างหนีตายกันอลหม่าน กลายเป็นเหตุการณ์สลดที่ทำให้โรงเรียนต้องปิดถาวร
ในเหตการณ์นั้น ผู้อำนวยการหนีเอาชีวิตมาได้ แต่น่าเสียดายที่ภรรยาติดอยู่ในอาคารกับเหล่านักเรียนในดูแล และปาฏิหาริย์ก็ไม่มีอยู่จริง...
ธารามองไม่เห็นดวงตาของอีกฝ่ายที่ซ่อนอยู่ใต้แว่นกันแดด แต่จากน้ำเสียงที่มีความสั่นไหวเล็กน้อย กับรอยยิ้มเจือจางราวกับปล่อยวางกับโลกนี้ไปแล้ว เธอก็พอจับความรู้สึกของอีกฝ่ายได้
บางทีชายชราคนนี้อาจไม่ต้องการอะไรมากมาย ขอแค่ให้มีเพื่อนคุย ได้เล่าเรื่องราวที่เก็บเอาไว้ให้ใครได้ฟังบ้างก็เท่านั้น ซึ่งเธอก็ไม่รังเกียจเพราะมีเรื่องอยากคุยอยากถามไม่น้อย
บ้านของผู้อำนวยการเป็นบ้านทรงญี่ปุ่น 2 ชั้น มีลานบ้านทำจากไม้และมีชานให้นั่งได้สบายๆ ธาราเองก็ไม่อยากรบกวนมากจึงขอยืมคอมพิวเตอร์แลปทอปมาใช้ในบริเวณนั้น แต่ผู้อำนวยการก็ยังอุตส่าห์เอาข้าวปั้นแซลมอนมาให้ พร้อมขนมหวานที่ไม่ได้กินมานาน
“โอย... อร่อย... ไม่ได้กินของหวานมานานเท่าไหร่แล้วน้า...” ธาราอดไม่ได้ ตั้งแต่ไปปีนเขาจนเกือบอดตายอยู่ในถ้ำ กระทั่งข้ามไปยังต่างโลก เธอก็ไม่ได้ลิ้มรสของหวานดีๆ อีกเลย แม้จะได้ใช้ชีวิตอยู่ในวังอยู่พักหนึ่งก็เถอะ!
“ฮะๆ นอนไม่ได้สติในโรงพยาบาลนี่ เอามานับระยะเวลาได้ด้วยเหรอ?” ผู้อำนวยการในสายตาของเธอเวลานี้ก็คล้ายคุณปู่ใจดีคนหนึ่ง
“แหม ครูคะ ถึงไม่มีสติแต่ร่างกายยังจำได้นะ” ธาราพูดเล่นด้วย เรียกเสียงหัวเราะของอีกฝ่ายได้บ้าง แม้จะเป็นเสียงหัวเราะแห้งๆ ก็ตาม
“หลังจากออกจากโรงพยาบาล เธอไปอยู่ที่ไหนล่ะ?” ผู้อำนวยการที่นั่งอยู่ด้านข้าง ดูจากการแต่งกายของเธอแล้วก็ลองถามดู
ธาราชูแขนเสื้อดมอย่างอดไม่ได้ จะว่าไปเธอก็ยังใส่เสื้อยืดตั้งแต่เมื่อวาน เช้ามาห้องน้ำก็เต็มเธอเลยแค่วักน้ำล้างหน้าก่อนออกมานี่
“เอ่อ ครูไม่ได้หมายความอย่างนั้น” ผู้อำนวยการรีบโบกมือปฏิเสธ ไม่นึกว่าหญิงสาวจะคิดมาก “ครูก็แค่รู้สึกว่าเสื้อตัวนั้นมันใหญ่เกินตัวไปหรือเปล่า ใช้เดินในเมืองไม่เหมาะหรอกนะ”
“อ๋อ... แหะๆ” ธารายกมือปิดหน้าจากความเข้าใจผิด “คือ... เพราะหนูต้องนอนโรงพยาบาลนานถึงสองปี ค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ก็มายมายจนคุณพ่อคุณแม่ติดหนี้มหาศาล ต้องขายบ้านออกไปอยู่ค่ายอพยพที่ชานเมืองน่ะค่ะ” เธออธิบายโดยไม่คิดปิดบัง
คุณครูใช้เวลาครุ่นคิดอยู่นิดหนึ่ง “แสดงว่าที่หาข้อมูลโลกยุคปัจจุบันนี่ก็เพราะต้องการหางานด้วยสินะ” เขาถาม
“ใช่ค่ะ” ธาราตอบสั้นๆ
“แต่ครูเห็นเธอเปิดดูข้อมูลของ Dungeon Conqueror เป็นหลักเลยนี่ หรือว่าจะเป็นผู้ใช้พลังพิเศษกับเขาด้วย?” คุณครูแกเดาได้แม่นยำเหลือเกิน ไม่รู้ว่าเป็นสังหรณ์ของคนที่ผ่านความสูญเสียมามากหรือไม่
ธาราเงียบอยู่ครู่หนึ่งเพื่อใช้ความคิด ก่อนจะก้มลงหยิบใบไม้แห้งขึ้นมาใบหนึ่ง “ถ้าบอกว่า ช่วงเวลาที่นอนอยู่ในโรงพยาบาล... หนูไปใช้ชีวิตอยู่ที่โลกอื่นจะเชื่อไหมคะ?” เธอพูดพลางใช้ออร่าเคลือบใบไม้ ปาออกไปปักกำแพงคอนกรีตง่ายๆ ทำให้อีกฝ่ายเบิกตาโตมองดูด้วยความตกใจ
“งั้นเธอคงเป็น ‘ผู้หวนคืน’ สินะ” คุณครูสรุป
“ถ้าหมายถึงคนที่กลับมาจากต่างโลก ก็คงจะเป็นแบบนั้นค่ะ แต่มีคนอื่นอีกเยอะเหรอคะ?” เธอถามตรงๆ ไม่คิดปิดบังสถานะของตัวเองมากนัก
“ในโลกนี้คงมีแค่หยิบมือเดียวเท่านั้น ส่วนหนึ่งก็มีความสามารถพิเศษผิดแผกจาก Dungeon Conqueror ทั่วไป แต่บางคนก็ใช้พลังได้บ้างไม่ได้บ้าง” คุณครูอธิบายให้ฟัง เว้นวรรคนิดหนึ่งเพื่อจิบน้ำก่อนจะเล่าต่อ “ส่วนนี้มีนักวิจัยอธิบายไว้ว่า พลังที่ได้มานั้นก็มีขีดจำกัดทั้งด้านคุณภาพและระยะทางทั้งนั้น เมื่อออกห่างจากแหล่งที่มาของพลังมากไปจึงไม่สามารถใช้ได้อีก แต่ในกรณีของคุณธาราคงอยู่ในกลุ่มของผู้ใช้พลังได้สินะ...”
ธาราพยักหน้ารับ “ระบบช่วยเหลือของโลกฝั่งนู้นใช้ไม่ได้แล้ว ส่วนระบบของฝั่งนี้ก็ไม่มี แต่... โดยพื้นฐานแล้วทางนี้ก็ใช้พลังโดยไม่มีระบบอยู่แล้วค่ะ”
“เป็นกรณีที่แปลกดีนะ” คุณครูลูบคางครุ่นคิด
“ครู... รู้ละเอียดจังนะคะ” ธาราจับสังเกตดูก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ได้แปลกใจเท่าที่ควรจึงอดสงสัยไม่ได้
“เฮ้อ...” คุณครูยิ้มเศร้าๆ “ครูฟังจากลูก ที่ได้รับพลังพิเศษมาจนกลายเป็น Dungeon Conqueror น่ะ แต่ว่าเสียไปแล้ว”
หญิงสาวเบิกตาโต กลายเป็นฝ่ายแปลกใจเสียเอง “ขอโทษค่ะ หนูไม่รู้...”
“ไม่หรอก มันเป็นความฝันของเขา” ชายชราใช้สองแขนยันชานเรือน เอนตัวมองฟ้ากว้างและหลับตาลง นึกถึงภาพลูกชายที่เล่าเรื่องในการ์ตูน เล่าวิธีใช้พลัง เล่าว่าจะใช้พลังช่วยปกป้องคนเป็นพ่อ หลังจากเสียคุณแม่ไปจากเหตุการณ์นั้น คิดแล้วก็ได้แต่ถอนใจ ลดสายตาลงมาทางคู่สนทนาที่นั่งอยู่ด้านข้าง สาวร่างผอมบอบบาง ที่มีเค้กติดริมปาก... “แล้วเธอคิดจะเป็น Dungeon Conqueror กับเขาบ้างไหม” เขาถาม
“ไม่ค่อยอยากหรอกค่ะ” ธาราตอบทันที
“ตอบไวจังนะ” คุณครูหัวเราะร่วน
“ประสบการณ์บอกว่าทำงานอยู่หลังฉากดีกว่า” ธาราพูดแล้วก็ขมวดคิ้ว “แต่ทางนี้มีกฎเกณฑ์เยอะมากเลย ถึงจะไม่เข้าร่วม Dungeon Conqueror ก็ยังบังคับพวกผู้มีพลังพิเศษให้ลงทะเบียน ใครปิดบังก็ผิดกฎหมายอีก...”
“ผู้มีพลังพิเศษน่ะเป็นทั้งผู้ช่วยและภัยร้าย รัฐบาลก็ต้องการป้องกันเอาไว้ก่อนนั่นแหละ” ชายชราหัวเราะ ก่อนจะยิงคำถามต่อ “โลกที่เธอไปเป็นอย่างไรบ้างล่ะ?”
“แย่มากเลย...” ธาราตอบโดยไม่คิด “คนทางนู้นอาจพูดคุยดีแต่ก็เป็นแค่หน้ากาก เขาเห็นเราเป็นเครื่องมือทำงานให้ มีคนมากมายต้องตายไปเพราะโดนหลอกใช้ คนส่วนใหญ่หากหลงไปโลกนั้น คงไม่มีโอกาสกลับมาหรอกค่ะ”
“ดูเหมือนเธอก็เจออะไรมามากกว่าที่เห็นแฮะ” ผู้อำนวยการเองก็คาดไม่ถึง จากการติดตามพวกผู้หวนคืนมา หลายคนก็อยู่ในฐานะวีรบุรุษ ได้รับการนับหน้าถือตาอย่างกว้างขวางในอีกโลกแทบทั้งนั้น เขาอาจต้องปรับความคิดเพราะบางทีนั่นอาจเป็นภาพของคนที่มีโชคได้กลับมา แต่หลังฉากอาจมีคนมากมายที่ไม่มีโอกาส...
“ไม่ใช่สิ่งที่น่าจดจำนักหรอกค่ะ...” ธาราพูดไปพลางเลื่อนจอแลปทอป อ่านเงื่อนไขของการลงทะเบียนผู้มีพลังพิเศษ แต่เกิดปัญหาอย่างหนึ่ง... “ต้องมีการแสดงข้อมูลจากระบบให้ดูด้วยเหรอเนี่ย...”
“มนุษย์ไม่มีช่องทางยืนยันข้อมูลจากระบบได้ การลงทะเบียนก็ต้องทำแบบนั้น... เอ่อ คุณธาราไม่มีระบบนี่นา” ดูเหมือนเขาจะเพิ่งนึกได้
ธาราครุ่นคิดด้วยหน้าบูดๆ อยู่ครู่หนึ่งจึงเปิดหน้าต่างค่าสถานะของคนอื่นทิ้งไว้ในจอคอมพิวเตอร์ ก่อนจะชูนิ้วชี้ขึ้นมาข้างหน้า ใช้ออร่าวาดตารางสถานะลอกแบบจากในคอมขึ้นมาดื้อๆ
นั่นทำให้คุณผู้อำนวยการตาค้าง...
“เอ่อ นี่คุณทำอะไร สร้างขึ้นมาง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ?” เขาโพล่งเสียงดัง
“แค่สร้างภาพมายาขึ้นมาค่ะ อาชีพ... เอ เอาเป็นนักดาบก็แล้วกัน แล้วค่าสถานะอะไรนี่อย่างไรดีนะ 0 0 0 1 1 0 ใส่ไปต่ำๆ จะได้ไม่เตะตาคนดีกว่าไหมนะ ทักษะ swordsmanship (F) บรรทัดเดียวพอ ฉายานี่ต้องมีด้วยเหรอ ทำไมยุ่งยากจังน้า...” ธาราพูดกับตัวเองไปเรื่อยขณะปรับข้อมูลภายในตาราง ก่อนจะเงยขึ้นมาถามชายชรา “ขนาดของตารางประมาณนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ?”
“ของจริงจะกว้างกว่านี้นิดหนึ่ง อย่างอื่นครูว่าดูไม่ออกหรอก... อ้อ เหมือนของจริงจะมีจังหวะกระเพื่อมเหมือนสัญญาณแทรกด้วยน่ะ” เมื่อมาถึงจุดนี้คุณครูเขาก็ช่วยเก็บรายละเอียดให้อย่างถึงที่สุด กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดไปแล้ว “ความรู้สึกเหมือนกำลังปลอมแปลงเอกสารราชการเลยแฮะ หวังว่าจะไม่โดนจับเข้าคุกนะ” เขาพูดติดตลก
ธาราหัวเราะคิกคัก ตอนนี้กำลังฝึกเปิดปิดค่าสถานะเถื่อนของตัวเองให้คล่องมืออยู่ และเริ่มรู้สึกว่าสามารถทำได้โดยไม่ต้องดูแล้ว จึงหันไปอ่านจอแลปทอปต่อ ก่อนจะต้องสะดุดกึกกับเงื่อนไขข้อสุดท้าย...
มัดจำการลงทะเบียน 10,000-
บังคับให้ไปลงทะเบียนแต่กลับมีการเรียกเก็บเงิน เขาไม่นึกถึงผู้มีพลังยาจกอย่างเธอบ้างเลยเหรอ!?