อยากใช้ชีวิตแบบแมวเซื่อง ๆ นิยายโดย tongfar
ตัวอย่างอ่านฟรี 11 ตอนแรกจากเล่ม 1
“เฮ้อ... ร้อนชะมัดเลย ใส่ชุดแบบนี้” ธารากลับมาถึงบ้านก็ถอดเสื้อนอกวางไว้ที่มุมห้อง เผยให้เห็นแขนที่ผอมแห้งและใบหน้าที่ยังซูบตอบ ซึ่งมิใช่เรื่องแปลกเพราะเธอเพิ่งฟื้นจากการนอนหลับยาวสองปีมา ร่างกายในเวลานี้ไม่ควรจะเดินเหินไปไหนได้ด้วยซ้ำ
“ธารานี่ลูก...” คุณแม่อาจเป็นคนหนึ่งที่อยู่กับเธอมาตลอด จึงเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุด
คุณแม่จับมือของธาราดู พบว่าถึงเธอจะยังผอมไปสักหน่อย แต่ร่างกายก็ฟื้นฟูขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ผิวที่เคยแห้งผากก็มีสีเลือดขึ้นมาบ้าง
ธารารู้ว่าการโกหกต่อไปนั้นเป็นเรื่องวุ่นวาย ต่อไปจะทำอะไรก็ไม่สะดวก แต่อย่างน้อยถ้าจะเปิดเผยความจริงเธอก็อยากมีหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันในมือบ้าง...
“คุณพ่อ คุณแม่ หนูเพิ่งขึ้นทะเบียนผู้มีพลังพิเศษของทางรัฐมาค่ะ” ธารายื่นซองหนังสีน้ำตาลในมือของตนเองให้อีกฝ่ายได้ดูสัญญาและสิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมไปถึงบัตรประจำตัวที่เพิ่งได้มา
ทั้งคู่ทั้งแปลกใจ ทั้งเป็นกังวลในเวลาเดียวกัน
“ที่ลูกบอกว่ามีวิธีหาเงินก็เพราะเรื่องนี้หรือ?” คุณพ่อพูดขึ้นมาขณะอ่านเอกสารสิทธิที่ได้รับมาอย่างละเอียด
“หมายความว่า... ลูกจะใช้ชีวิตโดยการออกไปสู้กับพวกอสุรกายน่ะเหรอ...?” คุณแม่ถามเสียงสั่น ดูหน้าก็รู้แล้วว่าไม่ได้เห็นด้วยกับความคิดของเธอสักนิด แต่ก็ไม่แปลกเพราะสำหรับคนเป็นพ่อและแม่ ถึงเธอจะมีความสามารถขนาดครองโลกได้ พวกเขาก็น่าจะยังเป็นห่วงเธออยู่ดีล่ะมั้ง
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูก็แค่ลงทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ไม่อย่างนั้นลูกของแม่จะกลายเป็นอาชญากรเอานะ” ธาราพยายามพูดปลอบใจ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครเชื่อสักคน
“ตั้งแต่เด็กลูกก็ชอบทำอะไรเสี่ยงๆ มาตลอด” คุณพ่อติง
“นั่นน่ะสิ บางเวลาแม่ยังนึกว่าตัวเองมีลูกชายเลย” คุณแม่ช่วยเสริม
“แหม ไม่ถึงขนาดนั้นละมั้ง... คะ...?” ธารารีบแก้ตัว แต่ถ้านึกย้อนไปในอดีต เธอก็ปีนต้นไม้เล่นแต่เล็ก เล่นแต่กีฬาประเภทปีนเขา ฟันดาบ ไม่ได้มีความเป็นกุลสตรีกับเขาเท่าไร แต่ถึงการปีนเขาจะทำให้เธอประสบภัย อย่างน้อยทักษะต่างๆ ที่เรียนรู้มา มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เธอมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้นะ!
“พ่อก็รู้ว่าลูกดื้อมาตั้งแต่เล็ก การจะห้ามทำอะไรเป็นเรื่องยาก” คุณพ่อวางเอกสารลง สบตาเธอตรงๆ แล้วถอนหายใจด้วยความเป็นกังวล “แต่พ่อก็รู้ว่าลูกกำลังทำเพื่อพวกเรา... อย่างไรก็อย่าเอาตัวเข้าไปเสี่ยงให้มากนัก หากลูกเป็นอะไรไปพ่อแม่คงทำใจไม่ได้หรอก”
ธารานิ่งไปครู่หนึ่งก็ขยับยิ้มให้ทั้งสอง “เข้าใจแล้วค่ะ หนูจะไม่ทำอะไรเกินมือ ก็เคยสัญญาเอาไว้แล้วนี่นาว่ากลับมาคราวนี้จะไปไม่ทิ้งไปไหนอีก”
เธอพูดจากความรู้สึกที่แท้จริง นี่เป็นเหตุผลหลักที่เธอไม่อยากทำตัวให้โดดเด่นขึ้นมา หลังจากผ่านชีวิตที่เลวร้ายมาได้ แล้วมีโอกาสได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เธอต้องการเป็นคนธรรมดาที่สามารถรับมือทุกอย่างได้ มากกว่าจะเป็นวีรสตรีที่ต้องพุ่งเข้าหาหายนะที่โอกาสรอดกลับมาริบหรี่กว่าหิ่งห้อย
เธอไม่ได้อินกับคำพูดสวยหรูจากปากผู้มีอำนาจ ที่ชี้สั่งให้ไปเสี่ยงตายเพื่อช่วยโลกให้พ้นภัย เพราะรู้ดีว่าคำพูดเหล่านั้นส่วนใหญ่ล้วนเป็นเพียงคำกล่าวอ้างเพื่อใช้ประโยชน์เท่านั้น
คุณพ่อคุณแม่มองหน้ากัน ดูก็รู้ว่ายังไม่วางใจ... แต่เพียงแค่มีทีท่าว่ากำลังทำความเข้าใจ ธาราก็คิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วล่ะ
“หนูฝากให้ทางสมาคมหาบ้านใหม่แล้ว ไม่รู้ว่าจะพร้อมเมื่อไรแต่คิดว่าไม่นาน เตรียมตัวย้ายออกไว้ด้วยนะคะ” ธาราพูดยิ้มๆ แล้วลุกขึ้นยืน
“ลูกจะไปไหนอีก นี่ค่ำแล้วนะ” คุณแม่รีบทัก แต่หญิงสาวแค่หัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“หนูอยากออกไปรับอากาศแถวนี้สักหน่อย นอนกันก่อนก็ได้นะคะ” ธาราพูดพลางโชว์บัตรประจำตัว Rank D ให้ดู ไม่ทันไรก็สวมรองเท้าแล้วเดินออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว
“ไหนบอกจะไม่ไปไหนอยู่เมื่อครู้แท้ๆ เชียว” คุณแม่ใช้มือทาบแก้ม ถอนหายใจหนึ่งเฮือก
“ถ้าอยู่แถวนี้ก็คงไม่ต้องห่วงลูกหรอก เป็นถึง Rank D ห่วงว่าอาจจะไปต่อยใครเขาตายน่าจะดีกว่า” คุณพ่อพูดแล้วหัวเราะ
“นี่คุณ ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ...!”
เสียงของคุณพ่อกับคุณแม่คุยเล่นกันก็อารมณ์ดีตาม ธาราเดินเล่นออกมาที่สวนตามลำพัง ลมอ่อนพัดโชยมาจากทิศเหนือชวนให้ร่างกายรู้สึกกระชุ่มกระชวย ความมืดที่โอมล้อมมาจากรอบด้านอาจทำให้คนทั่วไปรู้สึกกลัว แต่สำหรับเธอที่เทพีแห่งดวงดารา เมื่อไรที่มีดวงดาวให้เห็นก็ยิ่งรู้สึกอุ่นใจ
ธาราหลับตาลง เงยหน้าขึ้นรับแสงดารา ผายมือทั้งสองออกข้างลำตัว รับออร่าจากภายนอกเข้าผสมกับออร่าของตนเองเพื่อซ่อมแซมร่างกายและยกระดับให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ จนกว่าจะไปถึงจุดเดิมที่เธอเคยยืนอยู่สักวันหนึ่ง...
“เด็กนั่นทำอะไรอยู่กลางทุ่งเวลาแบบนี้น่ะ?” ทหารที่เดินลาดตระเวน คอยตรวจตราความสงบเรียบร้อยโดยรอบบังเอิญสังเกตเห็นหญิงสาวจึงสะกิดเพื่อนให้มองตาม
“อ๋อ เด็ก Rank D ที่เพิ่งลงทะเบียน อย่าไปห่วงเขาเลยน่า พวกเรายังอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่าเยอะ” เพื่อนอีกคนบ่นออดแอด ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แถมยังหาวออกมาอีกหวอด “เป็นอะไรไปอีกล่ะ ไปกันต่อเถอะ” เขาสะกิดเพื่อน แต่แล้วก็ต้องชะงักไปอีกคน
“แกเห็นละอองแสงไหม?” ทหารคนแรกเอ่ยถาม แต่ไม่ยอมละสายตาออกจากธาราสักนิด...
“เออเห็น...” คนเป็นเพื่อนเงยมองละอองแสงจางๆ ที่ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ก่อนจะรวมกลุ่มกันลงมาที่ร่างของหญิงสาว... “เหมือนสายน้ำ...” เขาเอ่ยเพิ่ม ซึ่งอีกคนก็พยักหน้ารับ
มันดูราวกับว่าเป็นสายน้ำที่ไหลลงมาจากมหาสมุทรอันมืดมิด กระจายสู่แม่น้ำ และกลายเป็นลำธารเล็กๆ ไหลเข้าสู่ร่างกายของหญิงสาวตัวเล็กคนนั้น...
รุ่งเช้ามาถึง ธารานอนน้อยไปหน่อยจึงเดินหาวหวอดๆ ไปรับข้าวต้มแจกอย่างกับเป็นเรื่องปรกติประจำวันกับคุณแม่และคุณพ่อ
“มีอะไรหรือเปล่าคะ?” ธาราสังเกตเห็นพวกทหารจ้องมองเธอกันแทบจะเป็นทางเดียว
“อ่ะ... เอ่อเปล่า พี่แค่สงสัยว่าน้องยืนยันเป็นผู้มีพลังระดับ D ก็น่าจะมีสวัสดิการค่อนข้างดี...” คุณทหารบ่ายเบี่ยง เพราะที่จริงมีหลายเหตุผลที่ทุกคนมองเธอ
ประการแรกคือการที่เธอยืนอยู่กลางสวนตามลำพังอยู่นานสองนาน ประการสองคือใครจะไปคิดว่าหญิงสาวที่ดูซูบผอมเมื่อวาน สีหน้าเริ่มมีเลือดฝาดให้เห็น และธาราเองก็เป็นคนที่ค่อนข้างสวยโดยธรรมชาติอยู่แล้ว...
“ของแบบนั้นไม่ได้เปลี่ยนชีวิตในวันหรือสองวันหรอกค่ะ” ธาราตอบง่ายๆ โดยละประโยคที่ว่าติดหนี้อยู่ 50 ล้านเอาไว้
อีกอย่างเธอก็เคยชินกับการใช้ชีวิตในป่า กินหญ้า กินเห็ดพิษ กินเห็ดพิษ กินสัตว์ประหลาดจนอาหารเป็นพิษแทบตายมาหลายรอบแล้วด้วย
อยู่ดีๆ โทรศัพท์มือถือของธาราก็ดังขึ้นทั้งที่เป็นเวลาเพียง 6 โมงครึ่งตอนเช้า เธอเปิดดูเมล์ที่เด้งมาก็พบว่าทางรัฐบาลส่งบ้านพักมาให้เลือกเป็นแถวพร้อมราคาค่าเช่า ซึ่งก็มีตั้งแต่ฟรีที่เป็นบ้านหลังเล็กๆ ไปจนถึงบ้านใหญ่ค่าเช่าหลังละหลายหมื่นต่อเดือน
“สวัสดิการดีจริงด้วยค่ะ...” ธาราเปลี่ยนคำพูดของตนเองเสียใหม่
“แบบนี้อีกไม่นานก็ย้ายแล้วสิ น่าเสียดายแฮะถ้ามีผู้มีพลังพิเศษในค่ายบ้างพวกเราก็อุ่นใจขึ้นเยอะ” คุณทหารปากตรงกับใจเกินจึงโดนหัวหน้าตบกะโหลกเข้าให้
ความจริงธาราก็ไม่รังเกียจการอยู่ในค่ายแห่งนี้หรอก เพราะมันเป็นการอยู่ใกล้แสงดาวมากกว่าในเมืองที่รายล้อมด้วยแสงนีออน แต่เธอควรเลือกความสะดวกสบายของคุณพ่อคุณแม่มากกว่า
เธอเหลียวมองคุณแม่กับคุณพ่อ กลายเป็นทั้งสองท่านทำหน้าเป็นกังวลอีกแล้ว...
“พูดไปแม่ก็เริ่มเคยชินกับชีวิตที่นี่แล้วนะ ให้เข้าเมืองไปคงไม่มีอะไรทำ” ดูเหมือนคุณแม่จะเกิดเสียดายชีวิตในบ้านไร่เข้าให้แล้ว
“อีกอย่างขาพ่อเป็นแบบนี้อยู่เมืองคงไม่สะดวกเท่าไร อยู่นี่ยังพอเลี้ยงไก่ ทำสวนครัวได้บ้าง” คุณพ่อก็เอ่ยสนับสนุน นั่นเป็นสิ่งที่ธาราไม่เคยคิดมาก่อน
“แต่ที่นี่ไม่มีไฟ ไม่มีเครื่องมือสื่อสาร บ้านก็ไม่เหมาะกับสุขภาพเท่าไหร่ด้วย” ธาราพยายามหาข้อโต้แย้ง
“อะแฮ่ม” คุณหัวหน้ากระแอมเบาๆ ขัดจังหวะ “ที่จริงผมก็คิดอยู่ตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่า พวกคุณไปอยู่ในบ้านหลังโน้นก่อนได้นะครับ มันเป็นบ้านรับรองสำหรับพวกผู้มีพลังพิเศษมาพัก ช่วงที่มีปัญหาในบริเวณนี้อยู่แล้วครับ” เขาชี้ไปยังบ้านกล่องขนาดชั้นครึ่งสไตล์ลอฟท์ มีโซล่าเซลล์ติดบนหลังคา และดูท่าจะมีห้องน้ำในตัวด้วยแน่ๆ
“ได้เหรอคะ?” ธาราเริ่มรู้สึกลังเลขึ้นมาแล้ว จะว่าไปดูจากแอปของเธอ ในเมืองก็ใช่ว่าจะปลอดภัยเสียทีเดียว ไม่รู้ว่าวันไหนจะดวงตกขึ้นมา เทียบกันบ้านหลังนั้นอยู่ถัดจากแคมป์ทหารนิดเดียวเอง
“ได้อยู่แล้วครับ ด้วยความยินดีเลย” คุณผู้กองพูดด้วยใบหน้าระรื่นเป็นมิตร ธาราก็ดูออกว่าหากเธออยู่นี่ก็เป็นผลดีกับพวกเขา และเจ้าบ้านหลังนั้นก็ดูไม่เลวด้วย...
เธอเหลียวมองท่าทีคุณพ่อกับคุณแม่ ดูแล้วทั้งสองค่อนข้างจะชอบกว่าความคิดย้ายเข้าเมือง บางทีพวกเขาอาจอยู่แปลกแยกสังคมมานาน ก็อาจกลัวการเข้าสังคมขึ้นมา
การค่อยๆ ปรับตัวอาจเป็นการดีกว่าเปลี่ยนแปลงทุกอย่างปุบปับจริงๆ
“ถ้าอย่างนั้นเราไม่เกรงใจแล้วนะคะ” ธาราตอบง่ายๆ
“ส่วนเรื่องขนของเดี๋ยวผมให้พวกนี้ช่วยจัดการ จะได้ไม่ต้องเป็นภาระพวกคุณดีไหม บางทีวันนี้คุณธาราอาจมีธุระอื่นในเมืองอีก จริงไหม?” คุณหัวหน้าเข้าใจพูดโน้มน้าว แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงเพราะเธอไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าจะใส่ อุปกรณ์ของผู้มีพลังพิเศษก็ยังไม่ได้รับมา แถมยังไม่ได้รายงานคุณผู้อำนวยการเลย
บรืน... บรืน...
เสียงรถแล่นมาจากทางถนนเข้าเมือง ทุกคนเหลียวมองเป็นทางเดียวกัน มันเป็นรถจี๊ปของพวกทวงหนี้กลุ่มเดิม...
“ชิ เจ้าพวกนั้นมาทุกวัน”
“เจ้าพวกหากินบนความทุกข์ ซ้ำเติมคนที่ไม่มีที่ไป”
“เงินรายได้จากการทำสวนนี่เข้ากระเป๋ามันไม่รู้เท่าไหร่”
“เสียดายหัวหน้าของมันเป็นผู้มีพลังพิเศษระดับ C ทางการเลยมองข้ามไป เราก็ทำอะไรไม่ได้...”
เป็นความเห็นของพวกคนในบริเวณนั้น และหมายถึงพวกทหารด้วย ดูท่าจะเป็นที่รังเกียจไปทั่วโดยแท้ ซึ่งธาราเองก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจหรอก
คนเป็นหัวหน้ายังคงนั่งมุมเดิม แล้วก็บังเอิญสบตากับเธออีกครั้งก่อนจะหลุบสายตาหนี ไม่นานรถของหมอนั่นก็จอดบริเวณทางเข้าที่พักคนงาน แต่ละคนเห็นพวกนั้นก็ทำสีหน้าขยะแหยง เดินหลบเลี่ยงกันหมด
“เดี๋ยวขอไปคุยกับพวกนั้นหน่อยนะคะ รถเข้าเมืองไม่ต้องรอก็ได้นะ” ธารากลับเป็นคนเดียวที่รู้สึกว่ามีเรื่องต้องคุยกับพวกนั้นจึงเดินเข้าหาด้วยตัวเอง แม้ว่าคุณพ่อกับคุณแม่จะมีท่าทีคัดค้าน
เจ้าพวกนั้นเห็นหญิงสาวเดินเข้าหาก็มีท่าทีแปลกใจ โดยเฉพาะคนเป็นหัวหน้าที่ยืนหลบอยู่ข้างหลัง
“สาวน้อย ไม่เจอกันสองวันแต่งตัวสวยหรู มีเงินไหงไม่จ่ายหนี้ หา!?” เจ้าลูกน้องคนหนึ่งเจอหน้าก็โวยวายทันที ช่างเป็นบทพูดที่เหมือนท่องจำมาจากกระดาษจริงๆ
ปรากฏว่าคนเป็นหัวหน้าผลักลูกน้องออกจากทาง เลือกออกมาเผชิญหน้าด้วยตัวเอง “ท่าทางอย่างอย่าง แสดงว่าไปลงทะเบียนผู้มีพลังพิเศษมาแล้วสิ”
“เอ๋?”
“ผู้มีพลังพิเศษเหรอ ยัยนี่อ่ะนะ!?”
พวกลูกน้องสะดุ้งโหยงเมื่อรู้ว่าหญิงสาวเป็นคนของทางการ เธอเพียงใช้หางตามองอย่างไม่ใส่ใจนัก “ลูกพี่ เราไปคุยกันทางนู้นดีกว่า” เธอเสนอ
“เออ” คุณหัวหน้าเองก็ว่าง่าย กลายเป็นผู้เดินนำออกมาจากวงจนเห็นว่าคนอื่นน่าจะไม่ได้ยินสิ่งที่คุยกันแล้ว จึงถามห้วนๆ “มีเรื่องอะไร จะขอผัดผ่อนหนี้ หรือจะเอาสถานะทางการมาขู่กัน?”
“เปล่าสักหน่อย แค่อยากทำธุรกิจด้วย” ธารายื่นข้อเสนอตรงทำให้อีกฝ่ายเลิกคิ้วมองด้วยความงุนงง
“อะไร?” คุณหัวหน้ายกมือเกาผมที่ยุ่งอยู่แล้วให้ยุ่งกว่าเดิม “อย่างหล่อน น่าจะได้ Rank สูงพอตัว ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากสมาคมด้วยซ้ำ จะมาทำธุรกิจอะไรกับพวกทวงหนี้?”
“Rank D เอง” ธาราโชว์บัตรประจำตัว กับสร้างตารางค่าสถานะให้อีกฝ่ายดูบ้าง
“ค่าสถานะบ้าอะไรเนี่ย โกหกทั้งเพ ปีศาจอย่างหล่อนได้แค่ rank d พวกที่ศูนย์ใหญ่ตาถั่วกันหมดแล้วหรือไง!” คุณหัวหน้าตวาดเสียงดังจนธาราต้องเอนตัวหนี
“หนวกหูจริง ใครเขาจะเข้าการทดสอบด้วยความสามารถจริงกันบ้างล่ะ?” ธาราพูดเรื่องพิลึกออกมาหน้าตาเฉย
“ทุกคน!” หัวหน้าโวยลั่น “ใครจะไม่อยากได้อภิสิทธิ์จากการเป็นผู้มีพลังระดับสูงกันบ้าง โง่หรือเปล่า!?”
“จริงสิ?” ธาราถามง่ายๆ
“เกือบก็ได้” คุณหัวหน้าถอนคำพูด เกาศีรษะยิกๆ ส่วนหนึ่งเพราะนึกถึงตัวเองชอบกล สภาพการเจรจาดูจากระยะไกลเหมือนหัวหน้ากำลังชี้นิ้วด่าให้หัดดูโทรศัพท์ แต่ไม่รู้คุยกันอีท่าไหนจึงดูคล้ายฝ่ายหญิงสาวเป็นฝ่ายคุมเกมเอาไว้ มากกว่าจะเป็นนายกุ๊ยผู้ครองสิทธิพิเศษของ Rank C...
“เฮ้อ... แล้วสรุปต้องการอะไรกันแน่ ทางนี้ไม่ได้ว่างนักหรอกนะ” ในที่สุดหัวหน้าแก็งค์ก็ยอมแพ้ ถามหาสาระการเจรจาโดยตรง
“ฉันอยากหาที่ขายวัตถุดิบ ถ้าล่าของหายากมาได้” ธาราเองก็ไม่คิดจะใช้เวลาไปกับเรื่องไร้สาระมากเกินไปเช่นกัน
“เธอบ้าหรือเปล่า เป็นคนของทางการอยู่แล้วก็เอาไปขายกับสมาคมสิ” หัวหน้าแก็งค์แขวะกลับตรงๆ
“ของ Rank D มันถูกไปหน่อย เมื่อไหร่จะใช้หนี้ได้ แถมทางสมาคมไม่รับการล่าข้าม Rank นี่นา ขืนเอาไปขึ้นเงินก็โดนสอบสวนกันพอดี” ธาราอธิบาย มาถึงจุดนี้อีกฝ่ายก็พอเข้าใจเจตนาของเธอแล้ว...
“อยากได้ตลาดค้าของเถื่อนว่างั้น ความคิดอันตรายชะมัด” เขาสรุปทื่อๆ
“ถึงต้องมาคุยกับคนแบบคุณไง” เธอสรุปกำปั้นทุบดินกว่า
“ทางนี้เป็นคนทวงหนี้กระจอกๆ ไม่-ได้-ค้า-ของ-เถื่อน เข้าใจไว้ด้วย!!” คุณหัวหน้าโวยลั่น แต่ธารากลับหัวเราะทั้งรอยยิ้ม
“ไม่มีเลยจริงเหรอ...คะ?” ธาราถามย้ำ อีกฝ่ายสะดุ้งเฮือก เพราะออร่ากดดันที่ปะทุขึ้นมาจากหญิงสาว และมันทำให้แสบผิว ขนลุกไปหมด...
“พอคุยไม่รู้เรื่องก็เลือกข่มขู่กันเลยเรอะ ยัยเด็กปีศาจ” คุณหัวหน้ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ถึงแม้โดนการกดดันของเธอตรงๆ ก็ไม่ยอมถอยสักก้าว ดูเหมือนว่าจะทำใจมาดีตั้งแต่ก่อนเผชิญหน้ากันแล้วแน่ๆ
“ฉันว่าข่มขู่ตั้งแต่รอบแรกที่เจอหน้ากันแล้วนะคะ” ธารายกมือปิดปากหัวเราะคิกคัก แต่ก็ลดออร่าของตนลง กลับเข้าสู่สภาวะปรกติ
“ยัยเด็กปีศาจเอ๊ย... ที่จริง Rank อะไรกันแน่เนี่ย หา?” คุณหัวหน้าแข็งใจแขวะกลับ ยกมือจับหน้าอก พยายามกุมหัวใจที่เต้นแรงจนแทบจะระเบิด...
เขาไม่เคยเจอคนที่ใช้แค่แรงกดดันขยี้ตนจนแทบหัวใจวายตายมาก่อนสักครั้ง...
“...” ธาราเงียบไปไม่คิดจะตอบ ก่อนจะหันหลังให้ “ถือว่าวันนี้ไม่ได้คุยกันก็แล้วกันค่ะ ฉันจะลองหาทางอื่นดู”
คุณหัวหน้าเลิกคิ้วอีกครั้ง ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะถอนตัวง่ายๆ
“เฮ่ ยัยหนู” เขาเอ่ยรั้งหญิงสาว เรียกให้เธอเหลียวกลับมามางงๆ “ถามหน่อย ทำไมคิดมาคุยเรื่องธุรกิจพวกนี้กับฉัน ทั้งที่น่าจะทำไม่ดีกับพ่อแม่หล่อนมาตั้งเยอะ ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วหรือไง เข้าระบบไปสักพักก็คงรู้จักคนอีกเยอะ และพวกนั้นคงพร้อมอ้าแขนรับแน่ๆ”
“อืม...” ธาราหยุดคิดนิดหนึ่ง “ก็จริงนะที่โกรธกับการใช้คำพูด แต่การจะทำหนี้ 10 ล้านให้กลายเป็น 50 ล้านด้วยเวลา 2 ปีเนี่ย สรุปเก็บเงินได้บ้างไหมนั่น?”
“หมายความว่าไง?” หมอนั่นสะอึกนิดหนึ่งแต่ก็ยังทำเป็นปากแข็ง
“คุณทำเป็นเก็บหนี้ไปงั้นแหละ ได้บ้างไม่ได้บ้างตามสภาพ แต่ก็ไม่ถึงขั้นใช้วิธีรุนแรงหรือบังคับเหยื่อให้ค้าอวัยวะ” ธาราว่า
“เด็กปีศาจจริงๆ จินตนาการป่าเถื่อนเกินไปแล้ว” คุณหัวหน้าถึงกับสะดุ้งกับคำพูดของเธอ ก่อนที่บทสนทนาจะหยุดไปครู่หนึ่ง เพราะคำพูดของธาราก็ไม่ได้เกินเลยจากความจริงของโลก ธุรกิจด้านมืดก็เป็นอย่างนี้แต่เขาพยายามเลี่ยงไม่ปล่อยตัวให้ถลำลงไปลึกกว่านี้เท่านั้น... “เอาเป็นว่าจะลองหาทางให้ก็แล้วกัน แต่ไม่รับประกันนา” เขายกมือเกาศีรษะ เบือนหน้าหลบไปทางอื่น...
“ว่าแล้ว คนอย่างคุณต้องรู้อะไรบ้าง” ธาราตบมือ สีหน้าระรื่นขึ้นมาทันที
“เท่าที่ใช้หนี้จนครบเท่านั้นนา” คุณหัวโจกยื่นคำขาด ซึ่งหญิงสาวก็ไม่ขัด แต่พอเห็นอีกฝ่ายยืนนิ่งไม่ไปไหนสักทีทั้งที่น่าจะคุยจบแล้วก็ชวนให้สงสัยขึ้นมาอีก “มีอะไรอีกล่ะ...?” เขาถามตรงๆ
“ไปส่งในเมืองทีสิ คุยกันนานเกิน รถเข้าเมืองออกไปแล้วเนี่ย” ธาราพูดยิ้มๆ แต่อีกฝ่ายถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ เขาเริ่มเข้าใจความจริงอีกอย่างแล้ว...
นั่นก็คือ... ยัยเด็กนี่ไม่ได้มองเขาเป็นคู่ค้าหรอก แบบนี้มันเรียกว่าทาสชัดๆ!!